โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : ส่องงบ 69 วิสัยทัศน์รัฐบาลหรือรัฐราชการ?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 15.26 น.

งบ 69 – เปิดฉากไปแล้วสำหรับการอภิปรายร่าง งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ท่ามกลางการร้อนระอุและการขับเคี่ยวของขั้วการเมืองทั้งในและนอกสภาฯ ผสมโรงกับบรรยากาศทางการเมืองที่ดูเนือยๆ เมื่อมีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีหลังผ่านงบประมาณฯ วาระแรก

รัฐมนตรีฯ ที่กำลังจะถูกปรับ กับ รัฐราชการ ต่างไม่ตอบสนองซึ่งกันและกัน ความแม่นยำ การไหลของข้อมูล ไม่รวดเร็วเท่าการทำงาน 2- 3 เดือนแรกๆ อนิจจัง นี่แหละการเมืองในระบบราชการไทย

เมื่อส่องมาดูงบประมาณฯ พบว่า ร่างงบประมาณรายจ่ายรวมวงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ฉบับนี้มีการของบเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 27,900 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน 632,8 ล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 1,408,3 ล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน 98,8 ล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่ายบุคลากร จำนวน 820,8 ล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน จำนวน 274,8 ล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน 421,4 ล้านบาท
  • งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 123,1 ล้านบาท

โดยเมื่อดูโครงสร้างภาษีของไทยในเอกสารประมาณการรายรับปี 2569 พบว่าระบบการจัดเก็บรายได้ของประเทศมีการพึ่งพาฐานภาษีหลักเพียงไม่กี่ประเภทและยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บรายได้ มีงบประมาณเก็บจากภาษีทางอ้อมในปี 2567 ร้อยละ 48.38 ภาษีทางตรงร้อยละ 34.26 ของรายได้การจัดเก็บ (ไม่รวมเงินกู้นอกงบประมาณ)

จากสถิติรายได้การจัดเก็บพบว่าปี 2567 มีรายได้การจัดเก็บ 3.33 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.15%ของรายได้การจัดเก็บจากปีก่อนหน้า ขณะที่อีกซีกของรายรับนอกจากรายได้การจัดเก็บแล้วยังมีเงินกู้ที่เข้ามาให้รัฐบาลใช้เงินเพื่อดำเนินกิจการต่างๆ โดยข้อสังเกตจากผู้นำฝ่ายค้านฯ พบว่า

รัฐบาลตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นคิดเป็นจำนวน 8.6 แสนล้านบาท หรือราวเป็น 4.5% ของจีดีพี ถือเป็นการชดเชยขาดดุลต่อจีดีพีสูงที่สุดในรอบ 36 ปี นับจากปี 2532

และในปีนีอีกเช่นเคยที่ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุด คือ งบกลาง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.7 ของวงเงินงบประมาณฯ โดยในรายละเอียดจำแนกเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นจำนวนเงิน 98,000,000,000 บาท ซึ่งเป็นงบที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ เพื่อใช้จ่ายในกรณีต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเรียกได้ว่า เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่รัฐบาลในการจัดการเหตุการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม งบดังกล่าวมักถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากการโปะงบลงมา pool อยู่ตรงกลาง ยากแก่การตรวจสอบของรัฐสภาฯ ในการจัดสรรและการพิจารณาถึงความจำเป็น และถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังของการใช้จ่ายงบประมาณ และอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตในแง่การเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง

หากเทียบดูในอดีตที่งบกลางอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10% ของงบประมาณ แต่พบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังปี 2545 ที่พุ่งไปถึง 18% และ 23% ในปี 2547 และมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกรัฐบาล

และเมื่อถัดมามาดูความคาดหวังของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวในช่วง 2.3 – 3.3% โดยการคาดการณ์ดังกล่าวไม่รวมผลจากการดำเนินมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ยังคงมีความท้าทายอยู่มากสำหรับงบประมาณปีนี้

โดยเฉพาะเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่จะเพิ่มสูงขึ้น การย้ายฐานการผลิตและการช่วงชิงการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเพื่อส่งออก ตลอดจนถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในต่างภูมิภาคทั้งใกล้และไกล คือปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นของการวางเงินจัดสรรงบประมาณ

และยังไม่รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลให้ Trend ของโลกแปรเปลี่ยนไป นอกจากจะมีผลเรื่องพืชผลทางการเกษตรที่จะผันผวน ความเสี่ยงของรัฐบาลที่จะต้องใช้เงินงบประมาณโดยใช้วิธีการอุดหนุน (Subsidy) ยังมีผลโดยตรงต่อการกำหนดมาตรการการนำเข้า ส่งออกสินค้าที่จะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตโดยมีมาตรฐานทางคาร์บอน

เหล่านี้คือปัจจัยเสี่ยงที่รัฐบาลจะต้องรับมือผ่านการใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งหากชำแหละแบ่งงบประมาณออกมาแล้ว กลับพบว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2569 แบ่งเป็นงบค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐจำนวนเงิน 1.33 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.3 ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งยังไม่รวมงบประมาณที่จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้กับบุคลากรภาครัฐในส่วนท้องถิ่น

ขณะเดียวกันงบลงทุนที่รัฐบาลเน้นย้ำอยู่เสมอกลับถูกปรับลดลงในปีนี้ 7.3% คงเหลือรายจ่ายลงทุน 8.64 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.9% ของวงเงินงบประมาณฯ และภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณด้านการเศรษฐกิจลดลงร้อยละ 13.8 สะท้อนให้เห็นถึงการจัดทำงบประมาณที่ส่วนใหญ่เป็นไปกับงบประจำ

และถึงแม้รัฐบาลจะมีการลดงบประจำลงมาบ้างแล้ว แต่ภาพของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวิธีการทางงบประมาณยังคงไม่สามารถเดินได้อย่างเต็มกำลัง

และยิ่งน่าห่วงคืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่ให้เวลาหน่วยรับงบประมาณ (ราชการ) ไปคิด-เสนอแผนเข้ามาเพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนจะเสนอบอร์ดใหญ่ที่ชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในวันศุกร์ที่ 6 มิ.ย. นี้

แผนโดยส่วนใหญ่ไม่ต่างกับแผนโครงการสมัยการกระตุ้นเศรษฐกิจยุคหลังโควิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ “ราชการคิด ราชการทำ ราชการใช้” บางเรื่องเป็นโครงการประจำ ขุดและลอกคูคลอง จัดอีเว้น เยียวยา ไม่มีการการลงทุนเพื่อลดต้นทุนหรือจัดการเชิงระบบ

งบทั้งหมดที่กำลังทำอยู่นี้ไม่ว่าจะรายจ่ายประจำปี 2569 ที่กำลังจะผ่านสภาฯ หรือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นงบเพื่อออกมาให้ราชการทำ มากกว่า การเมืองคิดและนำไปแก้ไข วางแผนในระยะยาว รัฐบาลยุคก่อนหน้าอยู่มา 9 ปี รัฐบาลชุดนี้ผมอยากเห็นปาฏิหาริย์การจัดทำงบฯ ที่คิดการณ์ใหญ่ ทำเป็น ทำได้และทำทันที

ท้ายนี้ก็ได้แต่เป็นกำลังใจช่วยให้รัฐบาลแก้เงื่อนปมการใช้เงินเหล่านี้ ให้การเมืองสร้างวิสัยทัศน์ประเทศมากกว่าใช้ให้รัฐราชการทำและบริหารกันเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : ส่องงบ 69 วิสัยทัศน์รัฐบาลหรือรัฐราชการ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...