เกิด-เรียน-ทำงาน-แก่-เจ็บ-ตาย นิทรรศการ ‘เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง’ กับเรื่องราวของความจนที่สืบทอดโดยไม่สมัครใจ
ภาพ: The Active
หากว่ากันด้วย ‘เส้นทาง’ ในเชิงรูปธรรมคงหมายถึงถนนหนทาง มีป้ายบอกทางทั้งสีเขียว สีน้ำเงินถูกปักเรียงรายตามข้างทาง ทอดยาวไปยังจุดหมายที่ผู้สัญจรอยากจะพาตัวเองไปพานพบ กลับกันในเชิงนามธรรม เราใช้คำว่า ‘เส้นทาง’ ในแบบที่จับต้องไม่ได้เพื่ออธิบายลำดับขั้นตอนอันนำไปสู่ผลลัพธ์หรือเป้าหมายบางอย่าง
นิทรรศการ ‘เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง’ โดย ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ หรือThe Active ร่วมกับภาคีเครือข่าย จงใจหยิบยก ‘เส้นทาง’ ชีวิตจริงของผู้คนที่ถูกจำกัดเพดานเศรษฐฐานะไว้ด้วยโครงสร้างทางสังคม มาชำแหละกางแผ่โต้งๆ ณ พื้นที่จัดแสดงศิลปะกลางกรุง ซึ่งชีวิตจริงที่ว่า เคยถ่ายทอดผ่านสารคดีความยาวเฉลี่ยตอนละราวๆ 50 นาที ถึง 1 ชั่วโมงเศษ
เรื่องราวของบางคน บางตอน ถูกตีความออกมาเป็นงานศิลปะแบบที่ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม ภายในห้องสี่เหลี่ยมพื้นที่จำกัด ถูกออกแบบให้บอกเล่าเส้นทางความจนในรูปแบบ ‘เกิด-เรียน-ทำงาน-แก่-เจ็บ-ตาย’ จุดเริ่มต้นบอกเล่าความจนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ถูกเล่าผ่านการจำลองบ้านของ ‘ข้าว’ เด็กสาววัย 19 ปีคนหนึ่ง ทางเข้าบ้านจำลองของข้าวมีสติ๊กเกอร์จำลองทางเดินความกว้างประมาณ 30 เซนติเมตรติดอยู่ที่พื้น ซึ่งให้คำอธิบายไว้ว่านี่คือการจำลองสะพานที่ข้าวใช้เดินทางเข้าบ้าน แทนทางเข้าหลักที่มักจะโดนพูดจาแซว แทะโลมจากกลุ่มคนที่จับกลุ่มกันอยู่
พวงมาลัยห้อยยาวเป็นระย้าจากเพดานด้านบนอย่างจงใจให้ผู้เดินชมสะดุดตา นี่เป็นอีกหนึ่งสัญญะที่พยายามจะเล่าว่าบ้านของข้าวทำอาชีพร้อยมาลัยเลี้ยงสมาชิกทั้ง 7 คนในครอบครัว
แน่นอนว่าความคาดหวังที่จะหลุดออกจากกับดักความยากจนคือการศึกษา แต่หลายครั้งความจนก็เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ถัดจากบ้านจำลองของข้าวคือโต๊ะและเก้าอี้ที่มักจะถูกจัดวางในห้องเรียน บนโต๊ะปรากฏข้อมูลต่างๆ ที่เผยให้เห็นความท้าทายของชีวิตใต้ระบบการศึกษาที่ก็ต้องใช้เงิน ใช้ทุนทรัพย์ในการแหวกม่านหมอกความยากจนเพื่อมานั่งเรียนหนังสือเช่นกัน
ถัดจากการเล่าเรื่องความยากจนในระบบการศึกษา คือการฉายภาพชีวิตคนทำงานผ่านอุปกรณ์ทำมาค้าขายทั้งกระเป๋าส่งอาหารของแรงงานแพลตฟอร์ม รถเข็นส้มตำ หรือกระทั่งระฆังเล็กๆ ที่เอาไว้ตีให้เสียงกังวานเมื่อ ‘ขายดริงก์’ ได้
ความจริงที่ปะทะเข้าอย่างจังคือสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อสารกับผู้ชมว่าแรงงานนั้นสร้างเมือง เป็นส่วนหนึ่งกับเมือง แต่ตำแหน่งแห่งที่ของเขาอยู่ได้แค่ใต้เส้นความยากจนที่ยากจะขยับเขยื้อน และเมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องกอดเกี่ยวเอาโรคภัยไข้เจ็บไว้พร้อมๆ กับการพยายามดิ้นให้หลุดออกจากกับดักที่ล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้
section สุดท้ายคือการจำลองฉากชีวิต ‘ตาไหม’ ที่ทำอาชีพแบกถ่านสำหรับเผาทองคำที่ย่านเยาวราช นี่คือความพยายามเล่าเรื่องโดยวางขนานกับอคติที่ว่า ‘คนจน จนเพราะขี้เกียจ’ ตาไหมในวัยที่ได้คำนำหน้านามว่า ‘ตา’ ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น นอกจากแบกถ่านก็ยังทำทุกอย่างที่หาเงินได้
เราคงได้ยินกันมาพอสมควรแล้วว่าคนจนนั้นไม่ได้จนเพราะความขี้เกียจ หลายครั้งมีการพยายามสื่อสารกับสังคมเพื่อลบล้างอคติ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยังวางตนอยู่ในสังคมอย่างไม่ขัดเขินเลยแม้แต่น้อย
ทั้งหมดทั้งมวลคือหลักฐานความเหลื่อมล้ำ ผู้คนดิ้นรนภายใต้โครงสร้างที่ถูกกดทับจากทั้งมิติทางอำนาจ โอกาส และการเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ พวกเขาทำงานอย่างแข็งขันตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายไป และแม้ดับสูญไปความจนยังส่งต่อข้ามรุ่นไปอีกเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม นิทรรศการนี้ต้องการเล่าเรื่องอย่างมีเส้นทาง พาผู้ชมไปสำรวจทุกขั้นและดูทุกตอน แต่การจัดสรรพื้นที่ที่ค่อนข้างมีอยู่จำกัด อาจทำให้การออกแบบเส้นทางการเดินชมนั้นจำกัดไปด้วย
ห้องสี่เหลี่ยมจัดแสดงคล้ายกับการรวมทุกองค์ประกอบไว้ในพื้นที่เดียวกัน มากกว่าจะปล่อยให้เรื่องราวได้คลี่คลายตัวเองอย่างชัดเจนในพื้นที่เฉพาะของมัน เมื่อผู้ชมเดินเข้ามาในนิทรรศการ ความตั้งใจในการจัดเรียงเรื่องราวตั้งแต่เกิดจนตายอาจจะพร่าเลือนไปบ้าง อาจเพราะด้วยลักษณะของพื้นที่ที่ไม่ได้กำหนดจุดเริ่มต้นและปลายทางอย่างชัดเจน จึงค่อนข้างยากที่ผู้เดินชมจะรับรู้ลำดับเรื่องราว ซึ่งส่งผลต่อการเข้าใจภาพรวมของวัฏจักรความยากจน ผลลัพธ์คือผู้ชมบางคนอาจได้รับเพียงเศษเสี้ยวประสบการณ์ แทนการรับรู้ถึง ‘เส้นทาง’ ที่ศิลปินอยากสื่อสาร
อีกส่วนหนึ่งของนิทรรศการคือ ภายนอกห้องสี่เหลี่ยมโชว์ทั้งข้อมูลความยากจน นโยบายแก้จนของรัฐบาลต่างๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา รวมถึงโชว์ภาพถ่าย ‘ผู้คน’ ที่เป็นภาพสะท้อนคนจนเมือง เป็นการเสริมเนื้อหาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
เมื่อเดินชมจนสุดทางจะพบกับโต๊ะที่เปิดให้เขียนแสดงความคิดเห็น ลงความรู้สึก หรือสะท้อนสิ่งที่ได้รับจากการชมงาน คล้ายเป็นการทิ้งปลายทางที่ไม่ตัดจบ ให้ผู้ชมได้ต่อความคิดของตัวเองออกไปหลังจากนั้น
อีกด้านหนึ่ง การเขียน ‘ให้กำลังใจ’ อาจดูขัดกับงานภาพรวมไปบ้าง เพราะผู้คนหลากหลายที่ถูกนำชีวิตมาเปิดเปลือยในนิทรรศการนี้มิใช้ผู้ที่อยู่ในห้วงความอ่อนแอเฉพาะหน้า หากแต่คือผลพวงของความเหลื่อมล้ำ ความจนเป็นกากตะกอนของจักรกลทุนนิยม ที่กัดเซาะชีวิตผู้คนมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการปลอบประโลมหลังจากทำความเข้าใจชีวิตของพวกเขาอาจดูน่าขัดเขินเล็กน้อย
ท้ายที่สุดนิทรรศการ ‘เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง’ ไม่ใช่เพียงพื้นที่ของการจัดแสดง แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่การปะทะกันระหว่างเรื่องเล่าและประสบการณ์ชีวิตจริง เป็นการพยายามตีแผ่เรื่องราวและวัฏจักรความยากจนผ่านภาษาของศิลปะ เพื่อสร้างกลุ่มการรับรู้ใหม่
แน่นอนว่าเส้นทางที่นิทรรศการพาผู้ชมไปสัมผัส ไม่ใช่เส้นทางของใครคนหนึ่งเท่านั้น แต่คือเส้นทางร่วมที่เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่ง หากยอมรับว่าความจนไม่ใช่เรื่องของปัจเจกเพียงคนหนึ่งคนใด การออกจากวังวนความยากจนก็อาจเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งสังคมเช่นกัน
.
ชวนสัมผัสความจนที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ณ นิทรรศการเส้นทางชีวิตของคนจนเมือง เกิด เรียน ทำงาน เจ็บ แก่ และตาย
วัน: 15-27 กรกฎาคม 2568
สถานที่: ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
บทความต้นฉบับได้ที่ : เกิด-เรียน-ทำงาน-แก่-เจ็บ-ตาย นิทรรศการ ‘เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง’ กับเรื่องราวของความจนที่สืบทอดโดยไม่สมัครใจ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ถอดรหัส 5 บทเพลงเยียวยาแผลใจ ในวันที่โลกใจร้ายกับคุณ
- จากอรัญประเทศถึงช่องบกและเส้นเขตแดนที่ไม่เคยมีอยู่จริงของคนชายแดน
- จากประชาชนสู่ร่างกฎหมาย แม้ว่า ‘การเมือง’ จะคอยท้าทาย แต่ไม่อาจตัดสินวันสุดท้ายของประชาชน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath