โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘EXIM BANK’ แนะรักษา ‘สภาพคล่องการเงิน’ ครึ่งหลังปี 68 รับมือ ‘ภาษีตอบโต้’ สหรัฐ

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 04.39 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 04.39 น. • The Bangkok Insight

EXIM BANK แนะผู้ประกอบการไทยรักษาสภาพคล่องทางการเงินครึ่งหลังปี 68 รับมือเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและผลกระทบมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้

ทั่วโลกกำลังจับตาความชัดเจนของนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ ที่จะสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้

ประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายรอคอยคือ การประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่เป็นรายประเทศ หลังจากประเทศคู่ค้าที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ เจรจากับรัฐบาลสหรัฐแล้ว อัตราภาษีใหม่หลังพ้นระยะผ่อนผัน 90 วันจะส่งผลต่อการส่งออกของโลกในภาพรวม

EXIM BANK

เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันส่งออกของแต่ละประเทศในตลาดสหรัฐจะเปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่โดนเก็บภาษีนำเข้าสูงอาจไม่สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้

สำหรับประเทศไทย หากอัตราภาษีใหม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้าอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกเช่นกัน

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ดัชนีชี้นำการส่งออก (EXIM Index) ของไทยในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่าอยู่ที่ระดับ 100.5 ลดลงจาก 102.5 ในไตรมาสแรก ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส

สะท้อนว่าแนวโน้มการส่งออกไทยในไตรมาส 3 มีทิศทางชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงกดดันหลักจากมาตรการภาษีของรัฐบาลสหรัฐ เศรษฐกิจและการค้าโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ราคาส่งออกที่ลดลง ตลอดจนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกที่ยังเปราะบาง

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง ได้แก่ คำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ และศาลอุทธรณ์ของสหรัฐ ต่อมาตรการภาษี รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ

หากไทยสามารถตกลงในอัตราภาษีที่ไม่สูงกว่าคู่แข่ง ก็คาดว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 จะยังสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 0.5-1.5%

ดร.เบญจรงค์ กล่าวว่า ปัญหาการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน ถือเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย และกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการโดยตรง

ในสถานการณ์เช่นนี้สถาบันการเงินส่วนใหญ่มีแนวโน้มปล่อยสินเชื่อด้วยความระมัดระวังมากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิมมากกว่าการขยายฐานลูกค้าใหม่

ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องของกิจการ สำรองวงเงินสินเชื่อกับแต่ละธนาคารไว้ให้พร้อม เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

"ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินทั้งระบบหดตัวลง ซึ่งเป็นปัญหามาจากภาพรวมของเศรษฐกิจ และปริมาณหนี้เสียมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ยังมีอัตราการเติบโต ธนาคารรัฐพยายามเสริมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ แต่ก็ช่วยได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานที่ใหญ่มาก"

EXIM BANK

EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังพร้อมให้ความช่วยเหลือ และบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลจากนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ โดยได้ จัดงาน"กรรมการผู้จัดการพบพนักงาน" หรือ Town Hall Meeting หัวข้อ "จัดทัพ Upskills ฝ่ามรสุมการค้าโลกยุคทรัมป์ 2.0"

เพื่อมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของธนาคาร โดยเฉพาะแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากร และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง

พร้อมทั้งเร่งสำรวจ และพูดคุยกับลูกค้าทุกราย เพื่อประเมินผลกระทบและหาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม

EXIM BANK ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือทั้งทางการเงิน และไม่ใช่การเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยในด้านการเงินได้มีการขยายระยะเวลาชำระหนี้สูงสุดถึง 365 วัน พร้อมมาตรการเสริมสภาพคล่อง และการลดดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อ เพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการส่งออก เพื่อช่วยผู้ประกอบการในการขยายตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐ รวมถึงบริการประกันการส่งออก เพื่อลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อในต่างประเทศ

"ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้คือ ความจำเป็นในการลดกำลังการผลิตและลดการจ้างงาน ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น EXIM BANK จึงเตรียม ยาชุดสำหรับช่วยเหลือลูกค้าในกรณีที่มีความชัดเจนของมาตรการภาษี อาทิ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ คล้ายกับช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงาน และดำเนินธุรกิจต่อไปได้"

สำหรับมาตรการที่ไม่ใช่การเงินนั้น ธนาคารได้จัดตั้ง"คลินิกผู้ประกอบการ" เพื่อให้คำปรึกษา และแนะนำผ่านช่องทางการติดต่อของธนาคาร พร้อมให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ รวมถึงผลกระทบ และแนวทางบริหารจัดการธุรกิจอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังได้ขยายความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี สามารถขยายตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพ

และยังมีแผนหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย สามารถขยายการลงทุนในสหรัฐ และสนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โดยไม่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการภายในประเทศ

นอกจากการค้าโลกจะเผชิญกับปัญหาจากนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจไทยยังจะประสบกับความเสี่ยงในหลากหลายรูปแบบ อาทิ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน และความเสี่ยงผิดนัดชำระเงินค่าสินค้าส่งออก

EXIM BANK

ผู้ประกอบการไทยสามารถป้องกันความเสี่ยงอย่างครบวงจร ด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงิน โดย EXIM BANK มีบริการสามารถช่วยบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร

มีบริการประกันการส่งออกที่ช่วยคุ้มครองความเสี่ยงจากการที่ผู้ซื้อไม่ชำระเงินค่าสินค้าส่งออก และ Foreign Exchange Forward Contract เป็นบริการสัญญาซื้อ/ขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อปิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการของ EXIM BANK สามารถปรึกษา EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...