“ผู้ว่าการ BoE” เตือน “สงครามการค้าสหรัฐ” กระทบครัวเรือนทั่วโลก
"ผู้ว่าการ BoE" เตือน "สงครามการค้าสหรัฐ" อาจบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสร้างภาระต่อครัวเรือน พร้อมชี้ว่าความร่วมมือผ่านเวทีพหุภาคี เช่น IMF และ WTO
วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เวลา 03.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังดำเนินสงครามการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มองว่าเป็นแนวทางที่ผิดในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก และจะส่งผลเสียต่อครัวเรือนโดยตรง
เบลีย์กล่าวสุนทรพจน์ประจำปีในงาน Mansion House โดยเรียกร้องให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐและจีน เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าและการเงินที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งกำลังบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและเป็นเบื้องหลังของความตึงเครียดทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้น
“การหาจุดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจโลกเสรีกับผลประโยชน์ของชาตินั้นเป็นประเด็นเก่าที่มีมานาน” เบลีย์กล่าว โดยดูเหมือนจะส่งสารตรงไปยังสหรัฐว่า “กฎกติกาต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การที่ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งแม้จะมีอำนาจเหนือกว่าก็ตาม มาเป็นผู้กำหนดกฎฝ่ายเดียว ไม่ใช่สูตรสำเร็จของเสถียรภาพในระยะยาว”
คำกล่าวของเบลีย์มีขึ้นหลังจากทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้า 30% จากเม็กซิโกและสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษี 30% กับสินค้าจีน และภาษีขั้นต่ำ 10% กับสินค้าทั่วโลก (ยกเว้นบางรายการ) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่ามาตรการดังกล่าวจะฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
แม้ว่าทรัมป์จะใช้ภาษีเพื่อนำงานในภาคอุตสาหกรรมกลับสู่สหรัฐ แต่เบลีย์เตือนว่าแนวทางนี้อาจย้อนศรการเพิ่มภาษีมีความเสี่ยงต่อการแบ่งแยกเศรษฐกิจโลก และลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลง
“เราควรตระหนักว่าสิ่งท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก แค่นั้นเอง”
เบลีย์ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการเสถียรภาพการเงินโลก (Financial Stability Board) กล่าวว่าจีนและสหรัฐ คือหัวใจของปัญหา โดยทั้งสองประเทศคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของความไม่สมดุลในบัญชีเดินสะพัดของโลก
สหรัฐมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนำเข้ามากกว่าส่งออก และพึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากสถานะเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรอง ขณะที่จีนมีสถานะตรงกันข้าม คือเกินดุลการค้าและมีการออมภายในประเทศสูง เนื่องจากระบบประกันสังคมที่ยังอ่อนแอ ทำให้เงินทุนเหล่านี้ไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศ
เขายังชี้ว่าการทำสงครามการค้าของสหรัฐไม่มีความสอดคล้องในเชิงเศรษฐศาสตร์ สหรัฐ ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมถึงมองว่าความไม่สมดุลภายในของตัวเองสามารถยอมรับได้ แต่ความไม่สมดุลภายนอกกลับรับไม่ได้ ขณะเดียวกันจีนก็ต้องอธิบายว่าจะแก้ไขการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแออย่างไร
เบลีย์เสนอว่าควรใช้สถาบันพหุภาคี เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นเครื่องมือหลักในการปรับสมดุลของระบบการค้าและการเงินโลก เพราะการเสริมสร้างบทบาทของสถาบันเหล่านี้จะช่วยให้เกิดกระบวนการปรับตัวที่ยั่งยืน
นอกจากนี้เบลีย์ยังกล่าวถึงระบบการชำระเงินของภาคธนาคารว่าจำเป็นต้องมีนวัตกรรมโดยด่วน พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเหรียญดิจิทัลที่มีเสถียรภาพ (Stablecoins) และสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางอังกฤษ (Digital Pound) โดยเขายังไม่เห็นความจำเป็นที่จะสร้าง “เงินรูปแบบใหม่” ขึ้นมา หากสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปรับปรุงการชำระเงินในระบบธนาคารเดิมได้
แม้จะยอมรับว่า Stablecoins อาจมีบทบาทในอนาคต แต่เขาไม่มองว่าจะแทนที่เงินของธนาคารพาณิชย์ได้ เบลีย์กล่าวว่า "Stablecoins อาจมีบทบาทในอนาคต แต่ผมยังไม่เห็นว่ามันจะมาแทนที่เงินของธนาคารพาณิชย์ได้"
Stablecoins เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าผูกกับสินทรัพย์ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายให้ราคาคงที่ ต่างจากสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เช่น บิทคอยน์ที่มีความผันผวนสูง ความเห็นของเบลีย์มีขึ้นหลังจากวุฒิสภาสหรัฐเพิ่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญที่มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Stablecoins อย่างเป็นทางการ
อ้างอิง : bloomberg.com