โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ผู้ว่าการ BoE” เตือน “สงครามการค้าสหรัฐ” กระทบครัวเรือนทั่วโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 14.53 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 07.51 น.

"ผู้ว่าการ BoE" เตือน "สงครามการค้าสหรัฐ" อาจบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสร้างภาระต่อครัวเรือน พร้อมชี้ว่าความร่วมมือผ่านเวทีพหุภาคี เช่น IMF และ WTO

วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เวลา 03.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังดำเนินสงครามการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มองว่าเป็นแนวทางที่ผิดในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก และจะส่งผลเสียต่อครัวเรือนโดยตรง

เบลีย์กล่าวสุนทรพจน์ประจำปีในงาน Mansion House โดยเรียกร้องให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐและจีน เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าและการเงินที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งกำลังบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและเป็นเบื้องหลังของความตึงเครียดทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้น

“การหาจุดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจโลกเสรีกับผลประโยชน์ของชาตินั้นเป็นประเด็นเก่าที่มีมานาน” เบลีย์กล่าว โดยดูเหมือนจะส่งสารตรงไปยังสหรัฐว่า “กฎกติกาต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การที่ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งแม้จะมีอำนาจเหนือกว่าก็ตาม มาเป็นผู้กำหนดกฎฝ่ายเดียว ไม่ใช่สูตรสำเร็จของเสถียรภาพในระยะยาว”

คำกล่าวของเบลีย์มีขึ้นหลังจากทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้า 30% จากเม็กซิโกและสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษี 30% กับสินค้าจีน และภาษีขั้นต่ำ 10% กับสินค้าทั่วโลก (ยกเว้นบางรายการ) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่ามาตรการดังกล่าวจะฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

แม้ว่าทรัมป์จะใช้ภาษีเพื่อนำงานในภาคอุตสาหกรรมกลับสู่สหรัฐ แต่เบลีย์เตือนว่าแนวทางนี้อาจย้อนศรการเพิ่มภาษีมีความเสี่ยงต่อการแบ่งแยกเศรษฐกิจโลก และลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลง

“เราควรตระหนักว่าสิ่งท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก แค่นั้นเอง”

เบลีย์ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการเสถียรภาพการเงินโลก (Financial Stability Board) กล่าวว่าจีนและสหรัฐ คือหัวใจของปัญหา โดยทั้งสองประเทศคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของความไม่สมดุลในบัญชีเดินสะพัดของโลก

สหรัฐมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนำเข้ามากกว่าส่งออก และพึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากสถานะเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรอง ขณะที่จีนมีสถานะตรงกันข้าม คือเกินดุลการค้าและมีการออมภายในประเทศสูง เนื่องจากระบบประกันสังคมที่ยังอ่อนแอ ทำให้เงินทุนเหล่านี้ไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศ

เขายังชี้ว่าการทำสงครามการค้าของสหรัฐไม่มีความสอดคล้องในเชิงเศรษฐศาสตร์ สหรัฐ ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมถึงมองว่าความไม่สมดุลภายในของตัวเองสามารถยอมรับได้ แต่ความไม่สมดุลภายนอกกลับรับไม่ได้ ขณะเดียวกันจีนก็ต้องอธิบายว่าจะแก้ไขการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแออย่างไร

เบลีย์เสนอว่าควรใช้สถาบันพหุภาคี เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นเครื่องมือหลักในการปรับสมดุลของระบบการค้าและการเงินโลก เพราะการเสริมสร้างบทบาทของสถาบันเหล่านี้จะช่วยให้เกิดกระบวนการปรับตัวที่ยั่งยืน

นอกจากนี้เบลีย์ยังกล่าวถึงระบบการชำระเงินของภาคธนาคารว่าจำเป็นต้องมีนวัตกรรมโดยด่วน พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเหรียญดิจิทัลที่มีเสถียรภาพ (Stablecoins) และสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางอังกฤษ (Digital Pound) โดยเขายังไม่เห็นความจำเป็นที่จะสร้าง “เงินรูปแบบใหม่” ขึ้นมา หากสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปรับปรุงการชำระเงินในระบบธนาคารเดิมได้

แม้จะยอมรับว่า Stablecoins อาจมีบทบาทในอนาคต แต่เขาไม่มองว่าจะแทนที่เงินของธนาคารพาณิชย์ได้ เบลีย์กล่าวว่า "Stablecoins อาจมีบทบาทในอนาคต แต่ผมยังไม่เห็นว่ามันจะมาแทนที่เงินของธนาคารพาณิชย์ได้"

Stablecoins เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าผูกกับสินทรัพย์ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายให้ราคาคงที่ ต่างจากสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เช่น บิทคอยน์ที่มีความผันผวนสูง ความเห็นของเบลีย์มีขึ้นหลังจากวุฒิสภาสหรัฐเพิ่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญที่มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Stablecoins อย่างเป็นทางการ

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...