โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทรัมป์เก็บภาษีไทย 36% แซงหน้าคู่แข่ง! เปิดเกมเจรจา 3 ฉากทัศน์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 08.50 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 00.30 น.

จากกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 14 ประเทศทั่วโลก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2568 เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายการคืนดุลการค้าจากสหรัฐฯ ถูกเรียกเก็บอัตราภาษีสูงถึง 36% นับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักสุด

สิ่งที่น่ากังวลคือ การส่งผลกระทบลามไปถึงห่วงโซ่เศรษฐกิจของไทยในหลายมิติ ทั้งในแง่ของความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลง การที่สินค้าส่งออกจากไทยต้องแบกรับภาษี 36% ทำให้ราคาปลายทางสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ผู้ประกอบการอาจเลือกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า

จากปัจจัยเป็นผลให้นักวิเคราะห์จากหลายค่ายได้ประเมินฉากทัศน์ การเจรจาต่อรองภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ต่อความเป็นไปได้หั่นภาษีนำเข้าลดต่ำกว่า 36% พร้อมมองผลกระทบต่อการปรับข้อเสนอต่อรองการค้าในครั้งนี้ จะเสียเปรียและกระทบต่อผู้ประกอบการไทยมากน้อยแค่ไหน หุ้นไทยจะได้รับอานิสงส์หรือแรงกระแทก

เปิด 3 ฉากทัศน์เจรจาภาษีสหรัฐฯ

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทางสหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงประเทศต่างๆ แจ้งเรื่องอัตราการเก็บภาษีการค้า (Tariffs) ให้กับนานาประเทศๆ ในอัตราการเก็บภาษีในระดับ 25 - 40%

ทางฝ่ายเชื่อว่าอัตราภาษีดีงกล่าวไม่ใชอัตราสุดท้าย แต่เป็นการกดดันประเทศต่างๆ ให้ยื่นข้อเสนอที่ดีขึ้น รวมถึงเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ในระยะสั้นมีโอกาสเป็นลบ เพราะเท่ากับระดับภาษีที่ 20% ของเวียดนาม (ที่เปิดให้สินค้าเข้าสหรัฐฯ 100% ด้วยภาษี 0%) จะกลายเป็นฐาน (Floor) ที่เป็นไปได้ของประเทศส่วนใหญ่

อัตราภาษีที่ 36% ที่ไทยได้รับเป็นลบ เพราะสูงกว่าเพื่อร่วมภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม 20%, มาเลเซีย 25%, อินโดนีเซีย 32% คาดส่งผลต่อกลุ่มต่างๆ ดังนี้

  • นิคมอุตสาหกรรม ภาษีการค้าที่สูงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และมีความเสี่ยงในการที่ลูกค้าจะย้ายฐานการผลิต
  • กลุ่มที่มีรายได้จากสหรัฐฯ สูง (โดยเฉพาะอาหารทะเล อาหารสัตว์เลี้ยง) อย่าง TU (30%) และ ITC (50%) จะเผชิญแรงกดดันเชิงต้นทุน และจะเจอการต่อราคาจากคู่ค้า กดดันต่ออัตรากำไร
  • กลุ่มอาหาร (ผู้ผลิตเนื้อสัตว์) สหรัฐฯ น่าจะใช้โอกาสนี้กดดันให้ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเนื้อหมู ซึ่งจะกระทบต่อ ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมูอย่าง CPF และ BTG
  • ธนาคารพาณิชย์ ตัวเลขภาษีการค้าที่สูงกว่าคาดการณ์ของ BOT ที่ 18% มีแนวโน้มทำให้ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) มีความเสี่ยงทางลบ ซึ่งอาจกดดันต่อสินเชื่อของธนาคาร

ภาพรวมกลยุทธ์ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ยังมีแนวโน้มผันผวนในช่วง 2 - 3 สัปดาห์หน้า จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่อง “อัตราภาษีการค้าสุดท้าย” กับรายละเอียดข้อตกลง หรือสินค้าที่ไทยต้องเปิดตลาดเพิ่ม ประเมิน downside ของ SET Index ไว้ที่ระดับ 1,080 จุด

นักลงทุนมีแนวโน้มกังวลความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาพการลงทุนอาจกลับมากลุ่มหุ้นปลอดภัย (สื่อสาร โรงไฟฟ้าใหญ่) ทางฝ่ายยังชอบค้าปลีก และท่องเที่ยว ที่ valuation ลดลงมากจนเกินไป สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของเดือน ก.ค.68 แนวรับที่ 1,108 จุด แนวต้านที่ 1,130 จุด แนะนำให้รักษาสัดส่วนลงทุน เงินสด 50% หุ้น 50%

ทรัมป์เก็บภาษีไทย 36% แซงหน้าคู่แข่ง! เปิดเกมเจรจา 3 ฉากทัศน์

3 กลุ่มหุ้นรับอานิสงส์ภาษีต่ำ 20%

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) วิเคราะห์การเจรจาการค้าระหว่างทีมไทยและสหรัฐฯ ว่า ประเมินผลสุดท้ายออกมาเป็น 3 ฉากทัศน์

  • สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย < 20% เป็นกรณีที่ดีสุด และคาดว่าตลาดตอบรับเชิงบวกหนุน SET Index ปรับขึ้นไปที่ 1,170 จุด เป็นระดับที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามและจีน ทำให้โอกาสภาคส่งออกและการย้ายฐานการผลิตมาไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น
  • สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย = 20% มอง Slightly Positive คาด SET Index Sideways Up ไปที่ 1,150 จุด เป็นระดับที่ได้เปรียบจีน (แต่เท่าเทียมกับเวียดนาม) ทำให้การย้ายฐานจากจีนมาภูมิภาคยังมีอยู่ ซึ่งแต่ละประเทศต้องพยายามสร้างจุดแข็งเพื่อดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และอีกข้อดีคือ สร้างความชัดเจนให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมแนวทางสถานการณ์ได้ตรงจุด
  • สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย > 20% คาด SET Index ตอบรับเชิงลบกลับมา 1,100 จุด ความกังวลต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ส่วน Downside มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ

สำหรับมุมมองของทางฝ่ายคาดสหรัฐฯ จะลดภาษีต่ำกว่า 20% หากเกิดขึ้นจริงประเมินหุ้นที่ได้ประโยชน์ คือ

  • กลุ่มนิคมจากโอกาสย้ายฐานการผลิต WHA
  • กลุ่มส่งออก CCET
  • กลุ่มที่ได้ประโยชน์ต้นทุนลดลงจากการนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ GFPT
  • ขณะที่ประโยชน์ทางอ้อมหากสหรัฐฯ สามารถเจรจาการค้ากับประเทศอื่นๆ ได้คาดบวกต่อกลุ่มพลังงาน PTTEP SPRC กลุ่มโรงไฟฟ้า (ประโยชน์ทางอ้อมจาก FED ลดดอกเบี้ยง่ายขึ้น) CKP BCPG

กลุ่มที่คาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยสหรัฐฯ ขึ้นนำตลาด เช่น กลุ่มอิเล็คฯ +5% นำโดย CCET +9.4% KCE +7.4% กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์ ITC +3% กลุ่มส่งออกยาง +1.5% กลุ่มเครื่องดื่ม COCOCO +6.5% SAPPE +6.3% ส่วนกลุ่มที่ปรับลงกลุ่มที่อาจเสียประโยชน์จากเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ CPF -1.4% และ TFG -1.4% เป็นต้น

ภาษีนำเข้าสูงฉุดไทยเสียเปรียบแข่งขัน

บล.พาย วิเคราะห์ว่า แม้ไทยกำลังอยู่ในช่วงเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ แต่หากไปดูหลายๆประเทศที่เข้าพูดคุยกับสหรัฐฯ จะพบว่ามักมีการพูดคุยกันหลายรอบกว่าจะสำเร็จ ดังนั้น การเจรจาของไทยกับสหรัฐฯ อาจไม่สำเร็จทันที และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าท้ายที่สุดแล้วไทยจะเผชิญกับภาษีอัตราเท่าใด

หากเผชิญภาษีนำเข้าที่มากกว่า 20% จะทำให้เสียเปรียบการแข่งขันทั้งการส่งออกและนิคมอุตสาหกรรม ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นจึงอาจเผชิญกับแรงกดดันจากประเด็นนี้ เมื่อผสานกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแกร่ง ดังนั้นตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากภาษีเวียดนามที่ค่อนข้างต่ำ

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจเลือกทำกำไรระยะสั้น เนื่องด้วยตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นมาและเผชิญกับแรงกดดันจากภาษีเวียดนาม แต่หากปรับลงมายังมองเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะกลาง เน้นที่หุ้นใหญ่พื้นฐานดี อาทิ CPN ค้าปลีก (BJC CPALL) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) โรงพยาบาล (BDMS) เป็นต้น

ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตร

บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า มุมมองของฝ่ายวิจัยต่อประเด็นภาษี เชื่อว่าไทยจะยื่นข้อเสนอใหม่อีกครั้งเพื่อหวังลดระดับภาษี เนื่องจากระดับ 36% สูงเกินไปและแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์กันไวเ และมองเป็นเรื่องยากที่ไทยจะเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้กับสหรัฐฯ

โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเข้ามาในไทยโดยไม่ต้องเสียภาษี เพราะจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยในประเทศ ซึ่งรวมถึงการนำเข้าเนื้อหมู (อัตราภาษีนำเข้าในปัจจุบัน 30%), เนื้อวัว (50%), ส้ม (40%), เกรปพรุต (40%), ไส้กรอก (30%), ผลิตภัณฑ์ขนมหวานที่ทำด้วยน้ำตาล (30%), เบียร์และวิสกี้ (60%) ตามข้อมูลของสถานทูตสหรัฐ และสถานกงสุลในไทย

ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมจะลดภาษีนำเข้าให้กับสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มปริมาณค้าขายระหว่างกัน โดย รมต. คลังกล่าวว่า ไทยเตรียมจะลดภาษีนำเข้าสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หลายรายการ ซึ่งรวมถึงข้าวโพดที่เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรไทย เพื่อปรับสมดุลการค้ากับสหรัฐฯ

"ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าไทยน่าจะอนุญาตให้มีการนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ เข้ามามากขึ้น เพราะจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวนน้อยกว่า แทนที่จะเปิดทางให้นำเข้าเนื้อหมูและเนื้อไก่ ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้าง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...