โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ชงรัฐบาลดันดีลไทยลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในสหรัฐ หวังแลกลดภาษีนำเข้าเหลือ 20%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 09.56 น.

ในการประชุมทีมไทยแลนด์ และทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่บ้านพิษณุโลก เพื่อเตรียมรับมืออัตราภาษี 36% จากสหรัฐฯ มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายฯ, นายจักรภพ เพ็ญแข (อดีตโฆษกรัฐบาล) โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมให้ข้อคิดเห็นเชิงกลยุทธ์ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมให้ข้อมูล

ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการทบทวนผลกระทบเบื้องต้นจากที่สหรัฐได้ประกาศอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ไทย (Reciprocal Tariff) ที่ 36% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 แต่ยังคงเปิดให้ประเทศต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมและเจรจาได้ก่อนเส้นตาย

ทั้งนี้ ไทยได้ตีกรอบแนวทางเจรจา 3 เงื่อนไขหลัก ได้แก่

1.ตรวจสอบผลกระทบจริงต่อเกษตรกร, SMEs และอุตสาหกรรมขนาดกลาง–เล็ก เพื่อออกแบบเยียวยาให้ตรงจุด

2.เพิ่มแนวโน้มนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ (เช่น LNG, ข้าวโพด, ปุ๋ย ฯลฯ) เพื่อสร้างเงื่อนไขทางการค้า

3.เจรจาให้ได้อัตราภาษีที่ไม่เสียเปรียบคู่แข่ง เช่น เวียดนาม และเข้มงวดกับการส่งผ่านสินค้าหรือ “สวมสิทธิ์”

โดยจะใช้เวลาทบทวนข้อมูลและข้อเสนอทั้งหมดจนถึงวันที่ 14 ก.ค. เพื่อเตรียมส่งชุดข้อเสนอใหม่ให้สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความกังวลของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องของไทยถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างมหาศาล หากไทยต้องลดภาษีสินค้านับพันรายการลงเป็น 0% ให้สหรัฐ และต้องยกเลิกกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นมาตรฐานของไทยในการนำเข้าสินค้าที่สหรัฐมองว่าเป็นการกีดกันการค้า

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โดยส่วนตัวมองว่าฉากทัศน์อัตราภาษีสุดท้ายที่ไทยจะได้รับจากสหรัฐ หลังยื่นข้อเสนอใหม่และมีเจรจาต่อรองเพิ่มเติมแล้ว มีความเป็นไปได้สูงใน 2 ฉากทัศน์ ได้แก่:

ฉากทัศน์ที่ 1 : สหรัฐยังคงเก็บภาษีไทยที่ 36% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในภาพรวมปี 2568 ให้ขยายตัวได้เพียง 5% หรือต่ำกว่า (จากช่วง 5 เดือนแรกของปี ที่การส่งออกไทยขยายตัวได้ 14.9%) และส่งผลให้จีดีพีของไทยขยายตัวเพียง 1% ถึง 1.2%

ฉากทัศน์ที่ 2 : ไทยได้รับอัตราภาษีจากสหรัฐ 20–25% ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้ยังขยายตัวได้ที่ 5–6% โดยฉากทัศน์นี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด ขณะที่โอกาสที่ไทยจะได้อัตราภาษีต่ำกว่า 20% เป็นไปได้น้อย เพราะสหรัฐจะใช้อัตราภาษีของเวียดนามที่ 20% เป็นพื้นฐาน โดยเวียดนามยอมลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐลงเป็น 0% ทุกรายการ ถือเป็นการ “เทหมดหน้าตัก” แล้ว ขณะที่ไทยไม่ได้ลดภาษีเป็น 0% ทุกหมวดให้สหรัฐ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า เพื่อผลักดันให้สหรัฐลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยลงได้จริง ไทยควรเสนอข้อแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมคือ รัฐบาลไทยจะเป็นผู้ประสานให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปลงทุนในสหรัฐ ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ 4–5 โครงการ มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 330,000 ล้านบาท

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร (เช่น ถุงมือยางธรรมชาติ), อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต, พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

โดยไทยและสหรัฐจะได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ “win-win” สหรัฐจะได้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มจากไทย เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้าร่วมทุน และลดการขาดดุลการค้ากับไทย
ขณะที่ไทยจะได้ใช้วัตถุดิบของตัวเอง เช่น ยางพารา ส่งไปแปรรูปในสหรัฐ ทำให้ราคายางในประเทศมีเสถียรภาพ อีกทั้งยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากฝั่งอเมริกา

“เชื่อว่าหากไทยเสนอแนวทางนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สหรัฐลดภาษีนำเข้าให้ไทยจาก 36% ลงได้ เพราะถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกเหนือจากที่ไทยจะลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐเป็น 0% หลายพันรายการ ซึ่งย่อมกระทบกับสินค้าไทย โดยเฉพาะในหมวดเกษตร เช่น ผลไม้ และปศุสัตว์ ที่สหรัฐมีศักยภาพส่งออกมาไทยได้มาก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...