การคิดเชิงวิพากษ์ : เมื่อกระทรวงศึกษาฯ อยากกินแต่ไข่กับน้ำแกง
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุคสารสนเทศ (Information Age) และเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) ซึ่งส่งผลให้แนวทางการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนจากการเน้น “เนื้อหา” ไปสู่การพัฒนาทักษะเชิงกระบวนการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
องค์กรระดับโลก เช่น OECD, UNESCO และ World Economic Forum เริ่มให้ความสนใจในการระบุทักษะที่จำเป็นสำหรับพลเมืองโลกในศตวรรษใหม่ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง “การศึกษาสำหรับศตวรรษใหม่” (Education for the New Millennium)
หนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญคือ Partnership for 21st Century Learning (P21) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2002 ในสหรัฐอเมริกา โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา เพื่อกำหนด “กรอบทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) เป็นหนึ่งใน “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” ที่ทั่วโลกเขากล่าวถึงและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
และแน่นอนว่าแวดวงการศึกษาของไทยต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน
โลกเขากำลังพูดถึงหรือให้ความสำคัญกับอะไรอยู่ ไทยเราต้องมีกับเขาด้วย ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจแต่อย่างใด หากเราย้อนกลับไปดูหลักสูตรทุกระดับของไทยตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัยภายในไม่กี่สิบปีมานี้ ต้องมีคำว่า การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดเชิงวิจารณ์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หรือสายวัดหน่อยต้องโยงไปถึงการคิดแบบโยนิโสมนสิการ ก็ว่ากันไป
แต่ก็ลงเอยอย่างทุกครั้งตามสไตล์ของพี่ไทย ที่ยกเอาแต่คำพูดสวยหรูของคนอื่นมาประดับไว้เฉยๆ หาได้ให้ความสำคัญกับเนื้อแท้ของสิ่งที่เขากำลังพูดถึงแต่อย่างใด
หากคิดว่าผู้เขียนกล่าวอ้างอะไรเกินเลย ท่านลองไปค้นดูหลักสูตรทุกหลักสูตร ทุกสาขาวิชา โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นคณะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือคณะทางอักษรศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ แทบจะทุกหลักสูตรต้องมีการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ว่านักศึกษาจะต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั่นเอง โดยเฉพาะการมีความคิดเชิงวิพากษ์ อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ข้างต้น
หลักสูตรการศึกษาไทยแทบทุกหลักสูตรมีคำว่า “การคิดเชิงวิพากษ์” ปรากฏอยู่ในหลักสูตรเพื่อดูเด่นเป็นสง่า เป็นเกียรติเป็นศรีแก่คณะและมหาวิทยาลัย
แต่ในทางปฏิบัตินั้นตรงกันข้ามชนิดที่ว่าฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้
เหตุการณ์สะเทือนใจในแวดวงการศึกษาของไทยที่ผู้เขียนจำได้ไม่ลืม ก็คือเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่แล้ว ครูโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ได้ออกข้อสอบวิชา สาระร่วมสมัย หมวดวิชาสังคมศึกษา เป็นการสอบปากเปล่า วิธีการก็คือให้นักเรียนสุ่มเลือกคำสำคัญต่างๆ ที่ครูเป็นคนกำหนดไว้ แล้วให้นักเรียนอธิบายคำสำคัญเหล่านั้นเป็นเวลา 3 นาที
จากนั้นครูผู้สอนจะมีคำถามแล้วก็ให้นักเรียนตอบ โดยที่คำสำคัญเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับข่าวสาร ข้อมูล เหตุการณ์ที่เป็นประเด็นในประเทศไทยและสังคมโลกในช่วงนั้น
ตัวอย่างคำสำคัญ เช่น ลี้ภัยการเมือง เสรีทรงผม ไม่นับถือศาสนา การบังคับให้บุคคลสูญหาย อิสราเอลกับปาเลสไตน์ AI คือภัยคุกคาม ฯลฯ
ทันทีที่ครูเจ้าของวิชาได้โพสต์ข้อสอบลงในสื่อสังคมออนไลน์ เสียงตอบรับล้นหลามระคนดีอกดีใจนัยว่าคงมีความหวังกับการศึกษาไทยแล้ว ที่ข้อสอบไม่ได้เน้นท่องจำ แต่ฝึกให้นักเรียนมีความคิดเป็นของตัวเอง ฝึกการคิดวิพากษ์วิจารณ์ไปในตัวระหว่างการถามตอบของครู
ความหวังของผู้คนเบ่งบานได้ไม่นาน เพราะนอกจากเสียงชื่นชมก็ย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่เหมาะสมตามมา เพราะหนึ่งในคำสำคัญเหล่านั้นมีคำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย” อยู่ด้วย
องค์กรต่างๆ ที่อ้างความจงรักภักดีก็ทยอยกันออกมาแสดงตน บ้างก็ขมขู่ครูผู้ออกข้อสอบบว่าอาจผิดมาตรา 112 กันเลยทีเดียว
เรื่องราวก็ชุลมุนฝุ่นตลบ สุดท้ายจบลงด้วยครูผู้สอนลบโพสต์ข้อสอบและก็ตามธรรมเนียม
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง และสั่งยกเลิกข้อสอบวิชาสาระร่วมสมัย
ทั้งนี้ ให้ทำความเข้าใจกับครูที่ออกข้อสอบวิชานี้ด้วย เรื่องผ่านมาเป็นปีแล้ว ไม่มีข่าวความคืบหน้าเรื่องนี้ออกมาสู่สาธารณะแต่อย่างใด คล้ายกับแทบทุกเรื่องของสังคมไทยที่จบลงด้วยความเงียบงันเสมอ
เหตุที่ผู้เขียนรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์นี้ และความคิดเรื่องนี้มักจะวนเวียนเข้ามาในความคิดของผู้เขียนเสมอเมื่อได้ยินว่ากระทรวงทบวงกรมทางการศึกษาของไทยต้องการให้นักเรียนนักศึกษามีความคิดเชิงวิพากษ์ มีความคิดเป็นเหตุผล
แต่ครั้นเมื่อครู นักเรียน โรงเรียน เขาพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์แล้ว แต่กระทรวงทบวงกรมทางราชการและกลุ่มคนความคิดล้าหลังต่างหากที่ขัดขวางเขาไว้
คำสัมภาษณ์ของครูเจ้าของวิชานี้ที่ว่า “ห้องเรียนต้องสนุก เป็นพื้นที่ถกเถียงทางวิชาการ ครูต้องเป็นผู้สนับสนุนให้นักเรียน กล้าคิด พูด ทำ อภิปราย โต้แย้งด้วยเหตุผล หลักฐานและข้อเท็จจริง ช่วยกันทำให้ ‘สังคมศึกษา’ ไม่เป็นวิชาที่น่าเบื่ออีกต่อไป” นั้นได้อธิบายไว้หมดแล้วว่า ทำไมการศึกษาไทยนับวันมีแต่ถอยหลังลงคลอง หากเรายังปิดกั้นทางความคิด ฉุดรั้งเสรีภาพในการเรียนรู้ ราวกับว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ต้องการให้นักเรียนมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองจริงๆ
เพียงแต่คนทั้งโลกเห็นว่า “การคิดเชิงวิพากษ์” นั้นเป็นสิ่งดีและจำเป็น พวกเขาจึงจำต้องยอมให้มีคำคำนี้ประดับไว้ในหลักสูตรเสียหน่อย ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” เสียเหลือเกิน
เพราะคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบการศึกษาโดยตรง แต่ไม่เคยเห็นถึงคุณค่าของการคิดเป็นแล้ว สังคมไทยก็คงไม่มีวันที่จะมีนักเรียนหรือนักศึกษาที่มีความคิดเชิงวิพากษ์ได้
แล้วความคิดเชิงวิพากษ์ที่เราพูดถึงมันมาตลอดคืออะไร ทำไมถึงเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21
การคิดเชิงวิพากษ์คือการใช้เหตุผลอย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นวิธีการคิดที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและไตร่ตรองอย่างรอบคอบในการตัดสินใจว่าข้อความใดๆ เป็นจริงหรือเท็จ (หรืออาจจะเป็นจริงหรือเป็นเท็จ)
ถ้าหากเราไม่สามารถตัดสินได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริงหรือเท็จ การคิดเชิงวิพากษ์จะช่วยเราตัดสินใจด้วยความมั่นใจของเรา
การคิดเชิงวิพากษ์ไม่ใช่การจับผิดหรือหาข้อผิด (fault- finding) การคิดเชิงวิพากษ์จะมีจุดเน้น ที่ต่างจากการวิจารณ์ภาพยนตร์ หรือหนังสือ เพราะการคิดเชิงวิพากษ์นั้นมุ่งหาความกระจ่างชัด (clarity) ความถูกต้อง (accuracy) และความแม่นยำ (precision)
การคิดเชิงวิพากษ์เป็นการตัดสินใจอย่างระมัดระวังและรอบคอบว่าเราจะยอมรับ ปฏิเสธ หรือเลื่อนการตัดสินใจ หรือสงสัยต่อข้อความต่างๆ
การคิดลักษณะนี้จึงเกี่ยวข้องกับทักษะต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งความสามารถในการฟัง และอ่านอย่างระมัดระวัง การหาสมมุติฐานที่ซ่อนอยู่และสืบหาผลของข้ออ้างนั้น
ทักษะในส่วนนี้ก็จะได้มาจากการเรียนรู้วิชาตรรกวิทยานั่นเอง
บ่อยครั้งเมื่อเราใช้คำว่า “วิพากษ์” (critical) เรามักจะหมายถึงการจับผิดและมีนัยเชิงลบ แต่ “วิพากษ์” ยังหมายถึงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฝึกฝน การตัดสินใจและการสังเกตที่มีทักษะความเชี่ยวชาญ โดยสรุป “การคิดเชิงวิพากษ์” จึงหมายถึงการคิดที่ชัดเจนและชาญฉลาด (thinking clear and intelligently)
นอกจากนี้ การคิดเชิงวิพากษ์ยังเป็นคำทั่วไปที่ใช้ครอบคลุมถึงทักษะเชิงการรู้คิด (cognitive skills) และแนวโน้มทางสติปัญญา (intellectual dispositions) ที่จำเป็นต้องระบุชี้ วิเคราะห์และประเมินการอ้างเหตุผลและการอ้างถึงความจริง
การคิดเชิงวิพากษ์จะช่วยให้เราค้นหาและเอาชนะอคติส่วนบุคคล
นอกจากนี้ ยังทำให้เราใช้เหตุผลที่น่าเชื่อถือในการสนับสนุนข้อสรุป และสุดท้ายการคิดเชิงวิพากษ์ทำให้เกิดความคิดเป็นเหตุเป็นผลและการตัดสินใจอย่างมีสติปัญญาเกี่ยวกับสิ่งที่เราเลือกที่จะเชื่อ
การคิดเชิงวิพากษ์อันเป็นหนึ่งในทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้นอันที่จริงก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางปรัชญาและมีความมาตลอด แต่เหตุที่การคิดเชิงวิพากษ์นั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดในยุคปัจจุบันนี้ก็คงเป็นผลผลจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งสะท้อนแนวโน้มใหม่ของการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้เชิงกระบวนการ ความสามารถในการปรับตัว และการมีบทบาทในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันจะนำเราไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม นักเรียนนักศึกษาของเราจะมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างแท้จริงได้ คงไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่านักการศึกษาไทยจับยัดคำเหล่านี้ไว้ในหลักสูตรเท่านั้นก็จบ แต่กระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวกับการศึกษานั้นต้องละทิ้งความต้องการที่ฉาบฉวย แต่ต้องสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนวิชาปรัชญาและตรรกวิทยาให้แพร่หลายมากขึ้นอันจะเป็นโอกาสให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนการคิดเชิงวิพากษ์
ส่วนหน้าที่ของสังคมไทยส่วนอื่นก็ควรเปิดกว้างทางความคิดให้มากเข้าไว้ เยาวชนไทยจะได้มีพื้นที่แห่งเสรีภาพในการเรียนรู้ที่จะคิดและวิพากษ์ด้วยตัวของเขาเอง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การคิดเชิงวิพากษ์ : เมื่อกระทรวงศึกษาฯ อยากกินแต่ไข่กับน้ำแกง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly