โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนขุด “น้ำแข็งติดไฟ” สำเร็จ เปลี่ยนอนาคตพลังงานโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 02.30 น.
“ดร.สนธิ” เผยจีนขุด “น้ำแข็งติดไฟ” สำเร็จจากทะเลจีนใต้ ถือเป็นพลังงานแห่งอนาคตที่ให้พลังงานสูงและมลพิษต่ำ แต่ยังต้องระวังการรั่วไหลของมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า พร้อมเร่งวิจัยผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนใช้เชิงพาณิชย์

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเตือนภัยเกี่ยวกับ น้ำแข็งติดไฟ” พลังงานแห่งอนาคต ความสำเร็จของจีนที่อาจเปลี่ยนโฉมตลาดพลังงานโลก

โดยระบุไว้ว่า จีนประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญกับการขุดและนำน้ำแข็งติดไฟ หรือที่รู้จักในชื่อ “Combustible Ice” ขึ้นมาจากใต้ทะเลบริเวณเมืองเสิ่นหู ในทะเลจีนใต้ ที่ระดับความลึกถึง 1,266 เมตร ห่างจากเกาะฮ่องกงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 285 กิโลเมตร ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจปฏิวัติแหล่งพลังงานของโลกในอนาคต

น้ำแข็งติดไฟ หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Natural Gas Hydrate (NGH) หรือ Methane Hydrate คือสารประกอบแข็งระหว่างก๊าซมีเทนกับน้ำ ที่ก่อตัวขึ้นในสภาวะแรงดันสูงและอุณหภูมิต่ำ โดยมักพบได้ตามก้นมหาสมุทรหรือในชั้นดินเยือกแข็งของโลก น้ำแข็งชนิดนี้มีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถปล่อยก๊าซมีเทนออกมาในปริมาณมหาศาล เมื่อได้รับความร้อนหรือความดันลดลง โดยน้ำแข็งติดไฟเพียง 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถปล่อยก๊าซธรรมชาติได้มากถึง 160–164 ลูกบาศก์เมตร

ศักยภาพของน้ำแข็งติดไฟนี้จึงทำให้ทั่วโลกจับตามอง เพราะนอกจากจะให้พลังงานสูงแล้ว ยังปล่อยมลพิษน้อยกว่าถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติทั่วไป อีกทั้งยังมีปริมาณสำรองมหาศาล นักวิจัยคาดว่าเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ได้นานเกือบ 1,000 ปี และอาจมากกว่าปริมาณสำรองหินดินดานถึง 10 เท่า หากจีนสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จในอนาคต ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก และอาจสั่นคลอนความมั่งคั่งของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม การนำพลังงานชนิดใหม่นี้มาใช้อย่างแพร่หลายยังคงมีความท้าทาย โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เพราะก๊าซมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า หากรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศโดยไม่ได้รับการควบคุม อาจเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนเร็วยิ่งขึ้น นักสิ่งแวดล้อมจึงเตือนให้มีมาตรการควบคุมและกำกับดูแลที่รัดกุม

จีนเองตระหนักถึงประเด็นนี้ และได้ประกาศจัดตั้งห้องปฏิบัติการใต้น้ำลึก 2,000 เมตรเพื่อศึกษาทั้งศักยภาพของแหล่งพลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด ความสำเร็จในครั้งนี้แม้จะถือเป็นก้าวแรกที่น่าตื่นเต้น แต่เส้นทางสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างปลอดภัยยังคงต้องอาศัยเวลา เทคโนโลยี และความร่วมมือจากนานาชาติอย่างรอบคอบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...