โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จากขุนเขาสู่ความเหลื่อมล้ำ: เรื่องเล่าของเนปาลที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

Positioningmag

อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 04.40 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2568 เวลา 04.40 น. • อิษณาติ วุฒิธนากุล

เวลาที่คนส่วนใหญ่พูดถึงเนปาลก็มักจะพูดถึงการแสวงบุญ trekking หรือการปีนเขา โดยเฉพาะการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งเป็นจุดหมายของนักปีนเขาทั่วโลก แต่น้อยคนที่จะพูดถึงเนปาลในมุมเศรษฐกิจหรือสังคม ทราบมั้ยครับว่าความคล้ายคลึงของไทยและเนปาลนั้นคือทั้งสองเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก

ที่ต่างกันคือปัจจุบันไทยก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ในขณะที่เนปาลนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชีย มี GDP per capita (PPP) อยู่เพียง 4,062 USD ต่ำกว่าทั้งลาว และพม่า ด้วยซ้ำไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเนปาล?

หากย้อนไปในช่วงที่อังกฤษเริ่มขยายแสนยานุภาพเข้าสู่เอเชียใต้และเริ่มยึดครองประเทศต่างๆ ในขณะที่อินเดียและหลายประเทศพ่ายแพ้และตกเป็นเมืองขึ้น กองทหารเนปาลได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญจนได้รับความเคารพจากฝั่งอังกฤษ ทหารเนปาล - กูรข่าถูกยกย่องและได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทหารที่แกร่งที่สุดโลก จนอังกฤษตัดสินใจจ้างทหารกูรข่าเข้าสู่กองทัพเพื่อทำการสู้รบให้กับชาติตัวเอง


หลังสงครามใหญ่ระหว่าง 2 ประเทศในปี ค.ศ. 1814 อังกฤษและเนปาลตกลงเซ็นสนธิสัญญา Sugauli ที่ถึงแม้เนปาลจะสูญเสียพื้นที่ไปบางส่วนแต่ยังสามารถรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่และรักษาเอกราชของชาติไว้ได้ ซึ่งบทสรุปนี้มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ไทยนั้นพยายามที่จะปรับตัว ปฏิรูปและพัฒนาประเทศมาโดยตลอด เนปาลก็ได้เข้าสู่ยุคที่ตระกูล Rana เข้าครอบงำประเทศและกุมอำนาจสูงสุด สามารถกล่าวได้ว่าการปกครองของตระกูลนี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเนปาลยังด้อยพัฒนาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งมีข้อถกเถียงที่ว่า ประเทศเนปาลน่าจะพัฒนากว่านี้หากถูกปกครองโดยอังกฤษ ไม่ใช่ด้วยด้วยชนชั้นนำของตัวเอง

เพราะความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจ ตระกูล Rana จงใจจำกัดการเข้าถึงการศึกษาของประชาชน กดให้ประชาชนไม่ได้รับการศึกษา ไม่มีความรู้อยู่กับความเชื่อเดิมๆ เหตุผลเพียงเพราะง่ายต่อการปกครอง และทำให้สถานภาพของตระกูลมีความมั่นคงสูงที่สุด ในเวลาราว 100 ปีที่ตระกูลนี้ปกครอง แทบไม่มีการสร้างถนน ไฟฟ้า สถานพยาบาล ระบบกฏหมาย หรือระบบสาธารณูประโภคต่างๆเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างก็จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศและจำเป็นต่อการยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน


ตระกูล Rana ยังมีการใช้นโยบาย “โดดเดี่ยวประเทศ” กล่าวคือไม่ให้คนต่างประเทศเข้าประเทศ และไม่ให้คนในประเทศออกนอกประเทศ ทั้งยังจำกัดการเข้าถึงข่าวสารต่างๆ ทำให้การเข้าถึงแนวคิดใหม่ๆ การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมถึงการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกของประเทศเนปาลนั้นไม่เกิดขึ้น

ในขณะที่หลากหลายประเทศต้องการทลายความแตกต่างทางชาติพันธ์เพื่อให้เกิดความปรองดองและสมานฉันท์ในสังคม ตระกูล Rana กลับยิ่งเน้นย้ำถึงความเหนือกว่าของตระกูล เผ่าพันธุ์ และวรรณะ จำกัดสิทธิของแต่ละกลุ่ม ทั้งในเรื่องอาชีพ สวัสดิการ และโอกาสในการพัฒนาชีวิต ทำให้สังคมนั้นยิ่งเกิดความแตกแยกและไม่เท่าเทียม และทำให้ความเชื่อเหล่านี้ยิ่งฝังรากลึกลงในความรู้สึกของประชาชน


โดยหากมองมาที่ภาพเนปาลในยุคปัจจุบัน ถึงแม้เนปาลจะเข้าสู่การปรกครองแบบสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย แต่จากราว 125 กลุ่มวรรณะ/ชาติพันธุ์ของทั้งประเทศ วรรณะ Chhetri, พราหมณ์ และ Newar เพียงแค่ 3 วรรณะนี้กลับมีสัดส่วนถึง 89.2% ของตำแหน่งทั้งหมดในระบบราชการ กลุ่มธุรกิจหลักๆ ก็ยังถูกครอบงำด้วยสามวรรณะนี้ ตระกูล Rana ที่เคยครองอำนาจก็ยังมีอิทธิพลอยู่โดยเฉพาะในแวดวงเศรษฐกิจและสังคมชั้นสูง หากมองรายได้ของแต่ละวรรณะแล้วจะพบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยสามกลุ่มที่ได้กล่าวมานั้นเป็นกลุ่มวรรณะที่มีรายได้สูงที่สุดอีกเช่นกัน

ความเชื่อที่ฝังรากลึกก่อให้เกิดรูปแบบของระบบที่ให้ความสำคัญกับความสันพันธ์ วรรณะ ชนชั้น คอนเนคชันมากกว่าความรู้ความสามารถที่แท้จริง ถึงแม้ปัจจุบันเนปาลจะมีพรรคการเมืองหลักร้อย แต่ที่น่าผิดหวังคือคนที่อยู่ในสถานะปกครองส่วนใหญ่กลับไม่ต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง แต่กลับต้องการให้ระบบทุกอย่างอยู่คงเดิมเพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจและเอื้อประโยชน์ต่อตัวเองและพวกพ้องถึงจะมีการออกนโยบายแต่ส่วนมากก็เป็นเพียงกระดาษที่ไม่ได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เรียกได้ว่าแทบไม่มีผลใดๆในทางปฏิบัติเลย

ทำให้ปัจจุบันเศรษฐกิจของเนปาลมีความล้าหลัง ผลิตภัณฑ์ส่งออกที่สำคัญยังจำกัดอยู่ในกลุ่มจำพวกสิ่งทอ พรม ชา และเครื่องเทศ ไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและนวัตกรรรมใดๆ นอกเหนือจากบริษัทใหญ่ๆไม่กี่บริษัทที่มีความสันธ์กับรัฐบาล เนปาลแทบไม่มีบริษัทขนาดใหญ่เลย จากจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนราว 900,000 บริษัท มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มีการจ้างงานเกิน 50 คน เรียกได้ว่าเนปาลมีภาคเอกชนที่เล็กมาก


จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้คนจำนวนมากในเนปาลมองไม่เห็นโอกาสและอนาคตในประเทศ ซ้ำยังต้องเผชิญกับปัญหาคุณภาพชีวิตที่เข้าข่ายวิกฤติ ทั้งขยะ น้ำดื่ม ถนน ระบบบำบัดของเสีย โดยเฉพาะปัญหามลภาวะทางอากาศที่คร่าชีวิตคนในเนปาลถึง 35,000 คนต่อปี ทำให้คนเนปาลจำนวนมากตัดสินใจย้ายถิ่นฐานหรือเลือกที่จะไปทำงานนอกประเทศ โดย 25% ของ GDP ของประเทศเนปาลมาจากเงินที่คนเนปาลที่ทำงานอยู่นอกประเทศส่งกลับมายังประเทศตัวเอง นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากเกินค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ราว 5% ของ GDP เท่านั้น

ปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิมๆ กลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่พยายามผลักดันความเสมอภาค และเกิดแรงขับจากพลเมืองที่เคยได้สัมผัสโลกภายนอก แต่เนื่องด้วยระบบที่ฝังรากลึก และการเมืองที่ไม่เปิดกว้าง การปฏิรูปคงไม่ง่าย ที่น่ายินดีคือการที่มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มเห็นว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคชะตา หากแต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจที่เลือกจะกดทับไม่ให้ผู้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอนาคตตัวเองได้

น่าติดตามนะครับว่าต่อไปเนปาลจะเดินไปในเส้นทางไหน เพราะหลายอย่างที่เนปาลเผชิญ จริงๆ แล้วก็แทบไม่ต่างจากที่เรากำลังเผชิญอยู่ที่ไทยเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...