โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บังคับใช้ทันที! ขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ต้องเปิดโซเชียล ให้ตรวจสอบ

PostToday

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 23.22 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 05.50 น.

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยว่า ผู้สมัครวีซ่าชั่วคราวประเภท F, M หรือ J ต้องปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดเป็นแบบ “สาธารณะ”สำหรับการตรวจสอบข้อมูลที่จำเป็นในการยืนยันตัวตนและคุณสมบัติในการเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ โดยข้อกำหนดนี้มีผลบังคับใช้ทันที

มาตรการคัดกรองวีซ่าที่เข้มข้นขึ้น สืบเนื่องมาจากการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้ออกประกาศแจ้งเตือนการเดินทางฉบับปรับปรุงใหม่ในเดือนมิถุนายน ซึ่งมี 4 ประเทศที่ถูกยกระดับคำเตือนให้สูงกว่าระดับปกติที่ให้ใช้ความระมัดระวังทั่วไป

  • อิสราเอล: ระดับ 4 (ห้ามเดินทาง - Do Not Travel)
  • สาธารณรัฐโดมินิกัน: ระดับ 2 (เพิ่มความระมัดระวัง - Exercise Increased Caution)
  • อินเดีย: ระดับ 2 (เพิ่มความระมัดระวัง - Exercise Increased Caution)
  • โมซัมบิก: ระดับ 2 (เพิ่มความระมัดระวัง - Exercise Increased Caution)

ขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ เงื่อนไขใหม่ที่ต้องรู้

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ประกาศข้อกำหนดใหม่ที่มีผลบังคับใช้ทันที โดยระบุว่าผู้สมัครวีซ่าประเภท F, M หรือ J ต้องปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดให้เป็นแบบ “สาธารณะ” (Public) เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลที่จำเป็นในการยืนยันตัวตนและคุณสมบัติได้อย่างละเอียด

คำสั่งใหม่นี้ระบุชัดเจนว่า การตรวจสอบประวัติของผู้สมัครวีซ่าจะครอบคลุม"ทุกการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์" ไม่ใช่แค่กิจกรรมบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น เจ้าหน้าที่สามารถใช้เครื่องมือค้นหาหรือแหล่งข้อมูลออนไลน์อื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อตรวจสอบประวัติของผู้ยื่นคำขอวีซ่าประเภทนี้ได้อย่างละเอียด

แพลตฟอร์มที่ครอบคลุม: มาตรการนี้ครอบคลุมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, TikTok, Twitter (X), YouTube, LinkedIn และอื่น ๆ

สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่จะเข้าถึงและตรวจสอบพฤติกรรมออนไลน์ของผู้ขอวีซ่าอย่างละเอียด ตั้งแต่โพสต์, คอมเมนต์, การแชร์, ท่าทีต่อวัฒนธรรมและรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงเนื้อหาที่แสดงออกถึงความรุนแรง, ความเกลียดชัง, แนวคิดสุดโต่ง หรือการต่อต้านชาวต่างชาติ เช่น Antisemitism

ในการตรวจสอบคำขอวีซ่า เจ้าหน้าที่สถานทูตจะพิจารณาข้อมูลที่อาจบ่งชี้ถึงทัศนคติเชิงลบหรือการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ซึ่งอาจไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐอเมริกา

หากพบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนโซเชียลมีเดีย แม้ว่าเอกสารอื่น ๆ ของผู้สมัครจะครบถ้วนและมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ก็อาจเป็นเหตุผลให้ถูกปฏิเสธวีซ่าได้ทันที

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้สมัครเคยแสดงการสนับสนุนกลุ่มฮามาส หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฮามาสบนโซเชียลมีเดีย กรณีเช่นนี้อาจส่งผลให้ไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติวีซ่าได้

ขณะที่ การตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัว (Private) จะถูกมองว่ามีเจตนาจงใจปกปิดข้อมูล และจะเพิ่มความเสี่ยงสูงที่วีซ่าอาจถูกปฏิเสธ โดยครอบคลุมวีซ่าชั่วคราวประเภท F-1 (วีซ่านักเรียนสำหรับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย), M-1 (วีซ่าสำหรับเรียนสายอาชีพ) และ J-1 (วีซ่าสำหรับโครงการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...