โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คุมเข้มด่านค้าชายแดนปั่นป่วน โรงงานอะลูมิเนียม-มันขาดวัตถุดิบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 23.22 น.
ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ค้าชายแดนปั่นป่วนหนัก หลังรัฐบาลไทยออกมาตรการจำกัดวัน-เวลาเข้าออกด่านตลอดแนวชายแดน ทำผู้ประกอบการรายย่อยปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะผักผลไม้ผ่านด่านไม่ได้ ด้านโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เข้าไปตั้งฝั่งเขมรเริ่มขาดวัตถุดิบ ขาดแรงงานจากความกลัวเกิดสงคราม หวั่นสินค้านำเข้าสำคัญ “มันสำปะหลัง-เศษอะลูมิเนียม”ขาดสต๊อก ถ้าปิดด่านถาวร เร่งหารือผู้ขายเตรียมขนส่งทางอื่น ขณะที่รัฐบาลตั้ง “ทีมไทยแลนด์” แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มูลค่า 174,530 ล้านบาท กำลังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ชายแดน อันเนื่องมาจากการ “อ้างสิทธิทับซ้อน” พื้นที่ 3 ปราสาท (ปราสาทตาเมือนธม-ปราสาทตาเมือนโต๊ด-ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์) กับบริเวณ 12 ตารางกิโลเมตรของสามเหลี่ยมมรกต ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี จนเกิดการปะทะกันขึ้นและมีการตรึงกำลังทหารของทั้ง 2 ฝ่ายตลอดแนวชายแดนตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี จนถึง จ.ตราด ตามมาด้วยมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนชายแดนไทย-กัมพูชา ในฝั่งไทยซึ่งในขณะนี้อยู่ในขั้นที่ 2 จำกัดวัน เวลา ในการเข้า-ออกจุดผ่านแดนจำนวน 18 แห่งใน 7 จังหวัด (7 มิถุนายน 2568) ขณะที่ฝั่งกัมพูชามีการตอบโต้ด้วยการสั่งห้ามรถขนสินค้าผักผลไม้ข้ามแดนเป็นบางจุด อาทิ ด่านบ้านแหลม-ผักกาด-หาดเล็ก ที่จันทบุรี/ตราด

ในขณะที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา เองได้โพสต์ข้อความพร้อมที่จะปิดด่านชายแดนทั้งหมด รวมถึงการสั่ง “ระงับ” สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดกัมพูชา เพื่อตอบโต้การจำกัดวัน เวลา ในการเข้า-ออกจุดผ่านแดนของฝ่ายไทย นำมาซึ่งความกังวลของผู้ประกอบการค้าชายแดน ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายไทยจะสั่งยกระดับมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนขึ้นอีกหรือไม่ และฝ่ายกัมพูชาจะปิดด่านชายแดนตามที่ “ขู่” เอาไว้หรือเปล่า

ด่านอรัญประเทศโดนเต็ม ๆ

กรมการค้าต่างประเทศได้เผยแพร่การวิเคราะห์ผลกระทบของการปิดด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 174,530 ล้านบาท เฉพาะในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าการค้ารวม 64,612 ล้านบาท เป็นการส่งออกสินค้าไทยมูลค่า 50,225 ล้านบาท และการนำเข้าสินค้ากัมพูชา มูลค่า 14,387 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการค้าผ่านแดนด้านกัมพูชา 4 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่า 2,458 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการค้าผ่านแดนจากเวียดนาม มูลค่า 1,387 ล้านบาท

สำหรับการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาจะผ่านด่านศุลกากรสำคัญ 5 แห่ง ได้แก่ ด่านศุลกากรอรัญประเทศ (สระแก้ว) มูลค่าการค้า 4 เดือนแรกของปีนี้ รวม 40,261 ล้านบาท หรือคิดเป็น 62.3% ของมูลค่าการค้ารวมทุกด่าน, ด่านศุลกากรคลองใหญ่ (ตราด) 10,782 ล้านบาท หรือ 16.7%, ด่านศุลกากรจันทบุรี (จันทบุรี) 9,998 ล้านบาท หรือ 15.5%, ด่านศุลกากรช่องจอม (สุรินทร์) 2,887 ล้านบาท หรือ 4.5% และด่านศุลกากรช่องสะงำ (ศรีสะเกษ) 685 ล้านบาท หรือ 1.1% ส่วนพื้นที่ข้อพิพาทช่องบก มีจุดผ่อนปรนที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ จุดผ่อนปรนการค้าช่องอานม้า (อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร ช่วงเดือน ต.ค. 67-พ.ค. 68 มีมูลค่าการส่งออกแค่ 291,160 บาท ดังนั้น หากมีการปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดนจริง ด่านศุลกากรที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือ “ด่านศุลกากรอรัญประเทศ” ที่มีมูลค่าการค้ารวมทุกด่าน คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่ง หรือ 62.3%

จากสถิติการนำเข้า-ส่งออกสินค้าสำคัญการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา (ม.ค.-เม.ย. 2568) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่จะเป็น สินค้าอุปโภค-บริโภคประเภทเครื่องดื่ม (นม-นมถั่วเหลือง-น้ำอัดลม/ไม่อัดลม-เครื่องดื่มชูกำลัง) รองลงมาเป็นส่วนประกอบรถยนต์/รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร คิดเป็นสัดส่วน 30% ของมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ส่วนการนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา อันดับหนึ่ง ได้แก่ มันสำปะหลังและเศษโลหะ คิดเป็นสัดส่วน 86% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

“กรมการค้าต่างประเทศได้วิเคราะห์ผลกระทบ หากมีการปิดด่านศุลกากรชายแดนแบบถาวรระยะสั้น 0-3 เดือน ธุรกิจค้าชายแดนรายย่อยจะหยุดชะงักลงทันที การขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) จะต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือเวลาเข้า-ออกด่านใหม่ เพื่อป้องกันสินค้าตกค้างหรือถูกตีกลับ ส่วนผลกระทบระยะกลาง (3-12 เดือน) ผู้ส่งออกไทยจะต้องหาตลาดหรือเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่ การส่งออกอาจจะต้องเปลี่ยนไป สปป.ลาว ด้านผู้นำเข้าสินค้าจากกัมพูชาจะได้รับผลกระทบหนักในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัตถุดิบจากกัมพูชา ได้แก่ มันสำปะหลัง ในปี 2567 มีมูลค่าการนำเข้าผ่านด่านชายแดน 8,062 ล้านบาท 
เฉพาะ 4 เดือนแรกของปีนี้ นำเข้า 5,874 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สินค้าเศษอะลูมิเนียม ปี 2567 มีมูลค่าการนำเข้า 6,457 ล้านบาท 4 เดือนแรก 2,777 ล้านบาท, ลวดและสายเคเบิลที่หุ้มฉนวน 3,572 ล้านบาท 4 เดือนแรก 1,101 ล้านบาท, หลอดและท่อทำด้วยเหล็ก 2,116 ล้านบาท 4 เดือนแรก 468 ล้านบาท, ผลิตภัณฑ์ทำจากอะลูมิเนียม 1,845 ล้านบาท 4 เดือบแรก 576 ล้านบาท และเสาทองแดง 1,543 ล้านบาท 4 เดือนแรก 214 ล้านบาท”

นำเข้า “มัน-อะลูมิเนียม” กระทบหนัก

รายงานข่าวจากผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลังภาคตะวันออกกล่าวว่า หากมีการปิดด่านศุลกากรชายแดนถาวรในส่วนของการนำเข้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบจะกระทบทันที จากปัจจุบันที่มีการนำเข้าทั้งหัวมันสด เพื่อส่งโรงแป้งมัน กับการนำเข้ามันเส้นเพื่อส่งออกไปจีน สาเหตุที่ผู้ประกอบการมันเส้นกับโรงแป้งต้องพึ่งพามันสำปะหลังจากกัมพูชา เนื่องจากผลผลิตหัวมันสดในประเทศไม่เพียงพอและมีผลผลิตลดลงมาตั้งแต่ปี 2566/2567 มีหัวมันสดเพียง 22 ล้านตันเท่านั้น โดยราคารับซื้อมันสำปะหลังจากกัมพูชาจะ “ต่ำกว่า” ราคามันในไทยประมาณ 1 บาท (ค่าขนส่ง) หากปิดด่านไม่มีมันสำปะหลังเข้ามา กัมพูชาก็จะขายมันจำนวนนี้ให้กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดมันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง

ด้านนายอธิภัทร คูวินิชกูล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศษอะลูมิเนียมที่นำเข้าผ่านด่านชายแดนกัมพูชา ส่วนใหญ่จะนำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อมาหลอมขึ้นรูปเป็นแผ่นชิ้นงาน ขณะนี้โรงงานผู้ประกอบการอะลูมิเนียมมีสต๊อกอยู่แค่ 2 เดือน ดังนั้นหากมีการปิดด่านชายแดนยาวนานเกินไปก็จะกระทบกับการผลิตสินค้าแน่ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้ประกอบการได้เตรียมแผนรับมือและทางออกไว้แล้ว ด้วยการ 1) นำเข้าเศษอะลูมิเนียมจากประเทศที่ไกลขึ้นอย่าง ไต้หวัน, ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ซึ่งจะมีต้นทุนจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น 2) เจรจากับผู้ขายเศษอะลูมิเนียมกัมพูชาให้ขนส่งสินค้าทางเรือแทน แม้จะมีต้นทุนที่ถูกกว่า แต่จะใช้เวลาในการขนส่งมากกว่า 1-2 สัปดาห์ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องบริหารจัดการสต๊อกเศษอะลูมิเนียมให้ดี “เชื่อว่าตอนนี้ผู้ประกอบการอะลูมิเนียมกำลังเจรจากับคู่ค้าเพื่อเตรียมรับมือความไม่แน่นอนที่ด่านชายแดนที่อาจจะปิดด่านเมื่อไหร่ก็ได้” นายอธิภัทรกล่าว

นายยศธน กิจกุศล นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา จากการติดตามมีอยู่ประมาณ 3-4 ราย ซึ่งมีโรงงานอยู่บริเวณใกล้ชายแดน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับรายงานถึงผลกระทบหรือข้อกังวลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ต้องติดตามสถานการณ์ไปก่อน “สมาคมจะมีการหารือในประเด็นกัมพูชา พร้อมทั้งแนวทางการช่วยเหลือว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรบ้างเร็ว ๆ นี้”

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ไทยมีการลงทุนในกัมพูชา รวม 3,785 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 122,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในกัมพูชากว่า 60,000 ราย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนไทยในกัมพูชาและผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาอีกจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง SMEs รายย่อยด้วย ส่วนกรณีหากเกิดการ “แบนสินค้าไทย” จะส่งผลกระทบทั้งตลาดผู้บริโภคกัมพูชาและผู้ประกอบการไทยเช่นเดียวกัน และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ของทั้ง 2 ฝ่าย และหากสถานการณ์บานปลายส่งผลกระทบจนต้องปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทย “เราเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทหารไทยจะบริหารความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้อย่างที่ดีที่สุด”

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก สสว.พบว่า มูลค่าการค้า SMEs ไทยส่งออกสินค้าไปกัมพูชา ปี 2567 มูลค่า 18,233 ล้านบาท (15% ของการส่งออกไทยไปกัมพูชา) แบ่งเป็น SMEs รายย่อย 946 ล้านบาท (5%) รายย่อม 5,776 ล้านบาท (32%) รายกลาง 11,510 ล้านบาท (63%) และปี 2568 (มกราคม-เมษายน) มูลค่า 5,017 ล้านบาท เป็นรายย่อย 405 ล้านบาท รายย่อม 1,705 ล้านบาท รายกลาง 2,906 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้า SMEs ไทยนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา ปี 2567 มูลค่า 7,225 ล้านบาท (19% ของการนำเข้าไทยจากกัมพูชา) แบ่งเป็น SMEs รายย่อย 2,892 ล้านบาท รายย่อม 2,043 ล้านบาท รายกลาง 2,290 ล้านบาท และปี 2568 (มกราคม-เมษายน) มูลค่า 4,772 ล้านบาท แบ่งเป็น SMEs รายย่อย 2,279 ล้านบาท รายย่อม 1,027 ล้านบาท รายกลาง 1,467 ล้านบาท

ถ้าปิดด่านช่องจอมเสียหาย 5,000 ล้าน

นายวิรัตน์ เศรษฐวิพัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า มาตรการตอบโต้ของฝั่งกัมพูชาสั่งห้ามนำเข้าผัก-ผลไม้บริเวณพื้นที่ด่านช่องจอม “ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก” เนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภค-บริโภค เช่น น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง ในปีที่ผ่านมามีตัวเลขส่งออกอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และนำเข้าประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่มีความกังวล หากกัมพูชามีมาตรการปิดด่าน เนื่องจากเป็นมาตรการที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ชาวกัมพูชาต้องขาดแคลนสินค้า ขาดโอกาสที่เข้ามารักษาทางการแพทย์ แรงงานที่ข้ามมาฝั่งไทยไม่กล้ากลับประเทศเพราะไม่มีงานทำ

ด้านผู้ประกอบการคนไทยที่เข้าไปตั้งโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในประเทศกัมพูชากล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจอย่างมาก ตั้งแต่เรื่องการเปิด-ปิดด่านของทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชาที่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายกันวันต่อวัน ทำให้บริหารเวลาในการนำเข้าและส่งออกสินค้าไม่ได้ จากปกติจะส่งออกไม้ปาร์ติเกิลบอร์ดจากประเทศไทย เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตตู้เสื้อผ้าส่งขายภายในประเทศกัมพูชา แต่เมื่อมีมาตรการคุมเข้มและปรับเวลาการเปิด-ปิดด่าน รวมถึงคำสั่งงดการส่งออกวัสดุก่อสร้าง ทำให้ได้รับผลกระทบ 100% เดิมมีรายได้จากการส่งออกขั้นต่ำ 100,000 บาทต่อวัน แต่ตอนนี้ถูกสั่งห้ามส่งออกแล้ว แต่ยังต้องแบกต้นทุนค่าจ้างแรงงาน (ที่โรงงานผลิต) เดือนละ 400,000 บาท ทั้งนี้ แรงงานชาวกัมพูชาบางส่วนก็ไม่กล้ามาทำงาน เพราะต่างกังวลว่าจะมีการทำสงครามกัน เนื่องจากโรงงานของตนอยู่ห่างจากด่านช่องจอมเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น

ส่วนนายรัฐธนินท์ เตชะไชยสิทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ปัญหาจะไม่ยุติง่าย ๆ โดยตนเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะลุกลามขึ้นเป็นสงคราม เพราะตอนนี้ที่จุดผ่อนปรนช่องอานม้า อ.น้ำยืน มีเจ้าหน้าที่ตรึงกำลัง 100% ขณะที่ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกผลไม้กล่าวว่า ตอนนี้รายได้หายไปกว่า 70% ของทั้งหมด เพราะที่จุดผ่อนปรนช่องอานม้าเปิดให้ค้าขายผ่านแดนเพียงวันพฤหัสบดี เวลา 09.00-12.00 น. ซึ่งกระทบต่อการขนถ่ายสินค้า หากนำสินค้าไปมาก จะทำให้ขนถ่ายสินค้าไม่ทัน เช่น จากเคยส่งออกพริกแห้ง 1 ตันต่อวัน ตอนนี้เหลือเพียง 300 กก.ต่อวัน

นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การค้าชะงักลง จำนวนคนที่สัญจรผ่านแดนลดลงมากกว่า 50% ผู้ประกอบการสนับสนุนมาตรการของกองทัพบก เพื่อเลี่ยงการเกิดสงคราม มีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ โดยเลี่ยงการสต๊อกสินค้าแล้ว ส่วนการปิดอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร (ผามออีแดง) ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ในช่วงไฮซีซั่นเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2568 ที่ปกติมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 200,000 คนต่อปี โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนไทย ส่วนชาวยุโรปประมาณ 1,000 คนต่อปี

นางสาวพูลทรัพย์ เทพนคร ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ที่จุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด ได้รับผลกระทบจากมาตรการเปิด-ปิดด่านกว่า 80% เพราะการลดเวลาเปิด-ปิดด่านเหลือเพียง 3 วัน เป็นวันอังคาร, พุธ และพฤหัสบดี 09.00-12.00 น. ทำให้การขนสินค้าทำได้ยากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าในระยะยาว ็จากมาตรการปรับเวลาเปิด-ปิดด่าน แม้จะมีผลกระทบเศรษฐกิจการค้าชายแดน แต่ผู้ประกอบการทุกคนต่างคำนึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมสนับสนุนหากจะทำให้ความขัดแย้งนี้ยุติเร็วขึ้นิ นางสาวพูลทรัพย์กล่าว

นายกฯตั้งทีมไทยแลนด์

ด้านความเคลื่อนไหวฝ่ายรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องประชุมหารือถึงผลการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ “ทีมไทยแลนด์” โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม เป็นหัวหน้าทีม และได้ส่งข้อความถึงนายกฯกัมพูชา ให้จัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในระดับกองทัพของสองประเทศจะดำเนินการอย่างไรต่อ

โดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะประธานศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวว่า เป้าหมายที่จะตั้งศูนย์นี้ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนและบูรณาการงานที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า พร้อมทั้งรับทราบและติดตามงานที่จะต้องใช้ระยะเวลา เช่น การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ JBC และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แต่ยืนยันว่าศูนย์ดังกล่าวไม่ควรอยู่นานเกิน 1 เดือน และจะพยายามทำให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การปิดด่านบ้านแหลมและด่านผักกาด จังหวัดจันทบุรี ทำให้ไม่สามารถขนส่งผลไม้ไทยข้ามแดนไปได้ ซึ่งตนได้เสนอนายกรัฐมนตรี และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้กระทรวงพาณิชย์รับซื้อผักผลไม้ทั้งหมด รวมถึงเชิญชวนภาคเอกชนมาช่วยซื้อ ซึ่งปัจจุบันนายภูมิธรรมได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์แล้ว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุมเข้มด่านค้าชายแดนปั่นป่วน โรงงานอะลูมิเนียม-มันขาดวัตถุดิบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...