‘LIV-24’ 5 ปีเติบโตแข็งแกร่ง ปั้นโซลูชั่นสมาร์ทเทคเจาะลูกค้า Future Food
เป็นเพราะ Property Management เป็นมากกว่า Property Management
ปี 2562 ธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเมนต์เครือแสนสิริ ในนาม “พลัส พร็อพเพอร์ตี้” จึงได้ฤกษ์คลอดบริษัทลูกดาวรุ่ง “บริษัท LIV-24 จำกัด” บนโลกธุรกิจสายเทคที่เริ่มต้นรายได้จาก 0 บาท ใช้เวลาเพียง 5 ปี ไต่เพดานบินสู่ความสำเร็จด้วยยอดรายได้คูณ 2 ต่อเนื่อง อัพเดตล่าสุด วาดเป้ารายได้ปี 2568 อยู่ที่ 280 ล้านบาท
เป้ารายได้ที่เป็นมากกว่าเป้ารายได้ เพราะหมุดหมายยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการสปินออฟ นำ LIV-24 เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2571 หรือภายใน 3 ปีนับจากนี้ เมื่อถึงตอนนั้น พอร์ตของ LIV-24 ถูกกำหนดให้มีตัวเลขรายได้แตะ 2,000 ล้านบาท ฐานลูกค้า 300 โครงการ
ภายใต้การกุมบังเหียนของซักเซสเซอร์องค์กรที่เป็นมากกว่าซักเซสเซอร์ “นิรมล ดิเรกมหามงคล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท LIV-24 จำกัด หนึ่งในผู้บริหารลูกหม้อของแสนสิริ อดีตมือไฟแนนซ์ที่จำได้ทุกตัวเลขการเงินตอนที่นำแสนสิริเปลี่ยนมาใช้นามสกุลมหาชน จากนั้นมาเติบโตในสายเทคโนโลยีขององค์กร และได้รับความไว้วางใจเป็นผู้ปั้นความสำเร็จอีกครั้งให้กับธุรกิจเทคโนโลยีในนาม LIV-24
ปักธง Smart Tech Solution
โดย “นิรมล” ระบุว่า ภายในเวลา 5 ปี LIV-24 ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ หรือ Smart Technology Solution เรียบร้อยแล้วในปัจจุบัน ขณะที่อนาคตยังมีความท้าทายที่มั่นใจว่าอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม จากความพร้อมของทีมงาน ความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ทำ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของแสนสิริ
ทั้งนี้ ยุคแห่งการเติบโตของ LIV-24 จากจุดเริ่มต้นแตกตัวจากพลัสฯ โดยมีบริษัทแม่แสนสิริซัพพอร์ต 2 ปีแรกเพื่อให้แจ้งเกิดในวงการได้ มีจิ๊กซอว์ความสำเร็จที่คู่แข่งขันยากจะเลียนแบบ 3 ตัวด้วยกัน ซึ่งจะต้องเป็นจิ๊กซอว์ที่เหมาะเจาะลงตัวแบบไร้รอยต่ออีกต่างหาก ได้แก่ จิ๊กซอว์ธุรกิจต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ
คำอธิบาย “ธุรกิจต้นน้ำ” หมายถึงแสนสิริ ในฐานะผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาตรฐานสูงทุกเซ็กเมนต์ ณ ปี 2562 มีพอร์ตดูแล 120 โครงการ อัพเดต ณ ปี 2567 มีลูกค้าในมือรวม 180 โครงการ
“ธุรกิจกลางน้ำ” หมายถึง พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มอบประสบการณ์ธุรกิจอาฟเตอร์เซลเซอร์วิสโครงการที่อยู่อาศัยร่วม 20 ปี จนกลายเป็นแวลูและเป็นความเชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับและทรัสต์ในแบรนด์ มาจบที่ “ธุรกิจปลายน้ำ” ก็คือ LIV-24
อาจกล่าวได้ว่า LIV-24 นอกจากเริ่มต้นอย่างแข็งแรงแล้ว ยังมีการขยายพอร์ตได้อย่างเป็นระบบ จากธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเมนต์ที่เน้นฐานลูกค้าโครงการที่อยู่อาศัย หรือ Residence จนกระทั่งมีการอัพเกรดสู่การเป็นผู้นำเทคโซลูชั่นที่ต่อยอดเจาะฐานลูกค้าฮอสพิทาลิตี้ ทั้งโรงแรม ออฟฟิศบิลดิ้ง
ล่าสุดกับการเปิดประตูโอกาสทางธุรกิจบานใหม่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว มาพร้อมกับการรีโมเดลแผนธุรกิจ จากจุดเริ่มต้นวางสัดส่วนลูกค้า Residence 70% ลูกค้า Nonresidence 30%
ภายใน 3 ปีหน้าก่อนแปลงเป็นบริษัทมหาชน LIV-24 วางสัดส่วนกลับด้านให้มีลูกค้าน็อนเรสซิเดนซ์ 70% กับลูกค้าเรสซิเดนซ์ 30% โดยเพิ่มบทบาทลูกค้าภาคอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มรายได้หลัก
เป้าหมายการเติบโตรายได้ X2 คำนวณคร่าว ๆ จากปี 2568 เป้ารายได้ 280 ล้านบาท ปี 2569 ที่ 500 ล้านบาท ปี 2570 เพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท และปี 2571 สูตรคำนวณออกมาเป็นรายได้ 2,000 ล้านบาท
หนทางที่จะเดินไปสู่เป้ารายได้ปี 2571 ไม่ใช่แค่ทำเป็น แต่ต้องทำถึงอีกด้วย
โมเดล B to B ลดต้นทุนขั้นต่ำ 20%
“เราขายโซลูชั่นสมาร์ทเทคโนโลยี ขายประสบการณ์ที่ไม่มีทางลัดจึงเลียนแบบไม่ได้ และขายความชำนาญในสิ่งที่เราทำ มีบทพิสูจน์จากลูกค้าที่ทำสัญญาปีแรก จะมีการต่อสัญญาและมีเฟสขยายต่อเนื่องเสมอ”
ทำให้ LIV-24 มั่นใจในการประกาศความสำเร็จขยายธุรกิจสู่ภาคอุตสาหกรรมด้วยโมเดล Smart Industrial Tech Solutions ตัวช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ถึง 20% พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมแข่งขันในระดับนานาชาติ
นำร่องอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โดยร่วมหารือสภาหอการค้าไทย พัฒนา Future Food Industry เมกะเทรนด์ในปัจจุบัน และมีโอกาสเติบโตสูง คาดว่ามูลค่าธุรกิจในปี 2570 จะทะลุ 5 แสนล้านบาท
บิสซิเนสโมเดลของ LIV-24 นำเสนอ Smart Tech มาใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการอยู่อาศัย มีตัวชูโรงด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ AI CCTV Analytics, Visitor Management System (VMS) และ Internet of Things (IOT) จุดเด่นคือ Detect ข้อมูลได้แบบ Real Time เพื่อรายงานผลไปยังศูนย์ Command Centre ที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
บนเส้นทางการเติบโตเริ่มจากให้บริการเทคโนโลยีความปลอดภัยในโครงการที่อยู่อาศัยทั้งของแสนสิริ และโครงการที่พลัสฯดูแล ขยายสู่ลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ ต่อเนื่อง อาทิ โตโยต้าขอนแก่น, Asset Five, Pre Built, โรงเรียนสาธิตพัฒนา, สัมมากร, ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น ณ ปัจจุบันกับการดูแลมากกว่า 180 โครงการ มูลค่าทรัพย์สินกว่า 300,000 ล้านบาท
สถิติรัว ๆ LIV-24 Smart Tech Solutions มีส่วนผสมของความอัจฉริยะ x3 ประกอบด้วย 1.ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์ติดตั้งที่มีคุณภาพ และเทคโนโลยีเหมาะสมกับโครงการ จุดเน้นย้ำคือใช้งานได้จริง
2.ซอฟต์แวร์ มีการใช้ระบบ AI อัจฉริยะในการตรวจจับและวิเคราะห์เหตุผิดปกติ โดยมีเคสเกิดขึ้นจริงตรวจจับและยับยั้งเหตุก่อนลุกลามมากกว่า 500,000 เคส ในจำนวนนี้พบว่าเคสที่เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินสถิติ 0 เคส จากการเข้าระงับเหตุอย่างรวดเร็วภายในไม่เกิน 5 นาที
3.ฮิวแมนแวร์ ทีมงานมากประสบการณ์ระดับผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ความเสี่ยงและประสานงานระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที
โมเดล 3 ประสานในวันนี้ พร้อมแล้วกับการขยายผลความสำเร็จจากภาคอสังหาฯ เดินหน้ารุกภาคอุตสาหกรรมไทยเต็มสูบ เพราะเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีการเดินหน้าเปิดพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นับเฉพาะพอร์ตนี้มีฐานลูกค้ามากถึง 5,000 โรงงานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
อีกทั้งเดินสายโรดโชว์ไปยังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทำให้ครบลูปการเข้าถึงฐานลูกค้าธุรกิจ หรือ B to B-Business to Business ทั้งภาคโรงงานอุตสาหกรรมและภาคการค้าการส่งออก ด้วยความมุ่งหมายเสนอโซลูชั่นของ LIV-24 เป็นตัวช่วยในการลดต้นทุนและเสริมประสิทธิภาพผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไทย
เปิดลิสต์ลูกค้ายักษ์อุตฯ
ขานชื่อฐานลูกค้าภาคอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มบรรจุภัณฑ์, การบิน, เสื้อผ้า และอื่น ๆ อีกมากมาย เริ่มจากยักษ์ธุรกิจ “BGC Glass-บมจ.บางกอกกล๊าส” ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในไทย โดย LIV-24 ทำการติดตั้งระบบ AI CCTV Analytics ให้กับโรงงานของ BG ทั้งในพื้นที่สำนักงานและคลังเก็บสินค้า เพื่อยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่
พร้อมทั้งระบบ Real Time Guard Tour ติดตามคุณภาพการทำงานของพนักงานรักษาความปลอดภัยในการเดินตรวจพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยหากระบบตรวจพบความผิดปกติ เอไอจะรายงานผลอัตโนมัติแบบ Real Time ไปยังศูนย์ควบคุมส่วนกลาง (Command Centre) ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ LIV-24 เฝ้าระวังเหตุการณ์ 24 ชั่วโมง
ถัดมา “BAFS-Bangkok Aviation Fuel Services” หรือ บมจ.เชื้อเพลิงการบิน มีการติดตั้งระบบ “LIV-24 NEXUS” ระบบ Smart CCTV System ให้กับโรงงานของ BAFS ธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยาน (Energy Logistic Provider) เป็นการวางโครงสร้างการทำงานของ CCTV แบบแยกส่วน (Distributed Smart Architecture) ยกระดับจากแนวคิดเดิมที่กล้องเสียเพียงจุดเดียวอาจกระทบระบบรักษาความปลอดภัยทั้งเครือข่าย ช่วยลดต้นทุนความเสียหายจากการซ่อมแซมได้ถึง 70% และลดระยะเวลาในการซ่อมแซมได้สูงสุดถึง 75% เมื่อเทียบกับระบบเดิม
นอกจากนี้ มีการใช้ระบบซอฟต์แวร์รวมศูนย์อัจฉริยะในการจัดการระบบกล้อง CCTV จากหลากหลายสาขา มารวมที่ศูนย์เดียวกัน พร้อมทั้งติดตั้งระบบ AI CCTV Analytics ที่ช่วยตรวจจับเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ด้วย AI ทำให้ BAFS ที่ต้องดูกล้อง CCTV ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากธุรกิจดำเนินการตลอด 365 วัน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตัวอย่างโรงงานไซซ์ไม่ใหญ่มากนัก “V.T. Garment” ผู้ผลิตเสื้อผ้าส่งออกรายใหญ่ของไทย LIV-24 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานในโรงงาน V.T. Garment ด้วยเทคโนโลยี IOT โดยติดตั้งระบบมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์เพื่อเฝ้าระวังระบบไฟฟ้าทั่วทั้งโรงงาน หากเกิดไฟดับหรือไฟตก ระบบจะแจ้งเตือนทันที ช่วยให้ทีมงานสามารถเข้าจัดการและซ่อมแซมได้โดยทันที ธุรกิจก็สามารถเดินต่อเนื่องได้โดยไม่มีสะดุด เพราะทุกวินาทีหมายถึงไทม์ไลน์ในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า
พร้อมทั้งติดตั้งระบบในการมอนิเตอร์ สัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ (Fire Alarm) เพราะวัตถุดิบโรงงานการ์เมนต์มีความเสี่ยงจากอัคคีภัยสูงมาก ป้องกันกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ระบบจะแจ้งเตือนทันที ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นภายในห้อง Server ช่วยแก้ปัญหากรณีเกิดน้ำรั่วซึมในห้อง การนำเทคโนโลยี IOT มาใช้ จะช่วยลดผลกระทบที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ และสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน
“คำถามที่เข้ามาเยอะมากคือค่าใช้จ่าย เริ่มต้นตั้งแต่ 1-10 ล้านบาทในการวางระบบและติดตั้งอุปกรณ์ครั้งแรก ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายมอนิเตอร์แพลตฟอร์มที่เป็นโนว์ฮาวของ LIV-24 เริ่มต้นเพียงเดือนละ 30,000 บาท หรือปีละ 360,000 บาท เปรียบเทียบกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น โดยสามารถลดการพึ่งพาคนได้ ซึ่งจะพบว่าค่าใช้จ่ายให้กับโซลูชั่นสมาร์ทเทคโนโลยี เท่ากับค่าใช้จ่ายในการใช้แมนพาวเวอร์ 1 คน เป็นที่มาของการสื่อสารของ LIV-24 ว่าประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับมีทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนไม่ต่ำกว่า 20%”
“ตัวช่วย” ยกระดับ Future Food
เป้าหมายมีไว้พุ่งชนของ LIV-24 ในปีนี้ ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารโดยผลักดันสู่เมกะเทรนด์อุตสาหกรรม “อาหารแห่งอนาคต-Future Food” โดยได้เข้าร่วมหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ภายใต้การนำของ “ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย จากภาพรวมมูลค่าส่งออกอาหารของไทยปีละ 1.6 ล้านล้านบาท แบ่งสัดส่วนของอาหารแห่งอนาคต คาดว่าจะมีมูลค่าสูงเกิน 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570
“ดังนั้น เพื่อให้อุตฯอาหารไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เข้มงวด ที่สำคัญคือเน้นคุณภาพ และความปลอดภัย ซึ่ง LIV-24 นำเทคโนโลยีสมาร์ทเทคมาใช้เพื่อสร้างมาตรฐานในทุกกระบวนการขั้นตอนจากต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลผลิต ไลน์ผลิต จนส่งถึงมือผู้บริโภค เพื่อความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน”
อาทิ ระบบ AI ตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE-Personal Protective Equipment) เพิ่มความมั่นใจสูงสุดให้เจ้าของโรงงาน สามารถตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หมวกคลุมผม ถุงมือ หน้ากากอนามัย ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนและเพิ่มสุขอนามัยในสายการผลิต หากไม่สวมใส่ตามกฎจะเกิดการแจ้งเตือนทันที
ระบบควบคุมสิทธิการเข้าถึงข้อมูล (Data Privacy) ในโลกของฟิวเจอร์ฟู้ดการเข้าถึงข้อมูลจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสูตรลับการผลิต โดยเฉพาะในการจัดการและจัดเก็บข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น Biometrics ต่าง ๆ ทั้งลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า หรือม่านตา ที่อาจนำไปใช้ในการปลอมแปลงตัวตนเพื่อแก้ไขข้อมูลในระบบ ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของอาหารผิดพลาด
การรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล และส่งเสริมให้ผู้บริโภคพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตได้อย่างเต็มที่
“ประสบการณ์ 5 ปีของ LIV-24 เราช่วยลดต้นทุนรวมได้ถึง 20% เพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้น จากการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาช่วยผลักดันภาคอุตสาหกรรม” คำกล่าวของ “นิรมล ดิเรกมหามงคล”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘LIV-24’ 5 ปีเติบโตแข็งแกร่ง ปั้นโซลูชั่นสมาร์ทเทคเจาะลูกค้า Future Food
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net