นิกเกอิ ปิดตลาดลบ 255.09 จุด หลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐฯ ส่งผลเงินเยนแข็งค่าขึ้น
ดัชนี นิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในวันนี้ (19 พ.ค.) หลังจากมูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody's Ratings) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดการเทขายสินทรัพย์ในสหรัฐฯ และส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น
ดัชนี นิกเกอิ ปิดตลาดที่ระดับ 37,498.63 จุด ลดลง 255.09 จุด หรือ -0.68%
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.) มูดี้ส์ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์ การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อแผนการลดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงินโลก
ก่อนหน้านี้ สินทรัพย์สหรัฐฯ ก็เผชิญแรงเทขายไปแล้วเมื่อเดือนก่อน หลังทรัมป์ตัดสินใจประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากหลายประเทศคู่ค้าเป็นวงกว้างเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ซึ่งรวมถึงชาติพันธมิตรสำคัญอย่างญี่ปุ่นด้วย
ทั้งนี้ เงินเยนที่แข็งค่ามักจะกดดันหุ้นกลุ่มส่งออก เพราะทำให้รายได้จากต่างประเทศเมื่อแลกกลับเป็นเงินเยนมีมูลค่าลดน้อยลง
ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดทรงตัวในวันนี้ (19 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนซึมซับข้อมูลเศรษฐกิจจีน ขณะเดียวกันก็หันไปจับตาการประกาศอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี (LPR) ทั้งประเภท 1 ปี และ 5 ปีจากธนาคารกลางจีนในวันพรุ่งนี้
ทั้งนี้ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดที่ 3,367.58 จุด เพิ่มขึ้น 0.12 จุด หรือ 0.00%
หุ้นที่ปรับตัวลงในวันนี้ได้แก่ Kweichow Moutai ร่วงลง 2.4%, หุ้น BYD Company ร่วงลง 2.5% และหุ้น Foxconn Industrial ปรับตัวลง 2.4%
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย. ปรับตัวขึ้น 5.1% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5% และน้อยกว่าเดือนมี.ค.ที่ขยายตัว 5.9% ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการอุปโภคบริโภคของจีนยังคงอ่อนแอ
ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.ของจีน ปรับตัวขึ้น 6.1% เมื่อเทียบรายปี แม้ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 5.5% แต่การขยายตัวดังกล่าวชะลอลงจากที่พุ่งขึ้นถึง 7.7% ในเดือนมี.ค.
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 4% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.2% โดยการลงทุนสินทรัพย์ถาวรในด้านอสังหาริมทรัพย์ทรุดตัวลงถึง 10.3% ในเดือนเม.ย.
ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดลบในวันนี้ (19 พ.ค.) หลังจากที่มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody's Ratings) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่จีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำรัสเซีย เพื่อคลี่คลายสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ดัชนีฮั่งเส็งปิดที่ระดับ 23,332.72 จุด ลดลง 12.33 จุด หรือ -0.05%
มูดี้ส์ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ จากระดับ Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 เมื่อวันศุกร์ (16 พ.ค.) โดยระบุในแถลงการณ์ว่า "การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงหนึ่งขั้นสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีอันดับใกล้เคียงกันอย่างมาก"
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย. ปรับตัวขึ้น 5.1% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5% และน้อยกว่าเดือนมี.ค.ที่ขยายตัว 5.9% ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการอุปโภคบริโภคของจีนยังคงอ่อนแอ
ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.ของจีน ปรับตัวขึ้น 6.1% เมื่อเทียบรายปี แม้ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 5.5% แต่การขยายตัวดังกล่าวชะลอตัวลงจากที่พุ่งขึ้นถึง 7.7% ในเดือนมี.ค.
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 4% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.2%
นอกจากนี้ ราคาบ้านใหม่ของจีนทรงตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่สองในเดือนเม.ย. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน แม้ว่ารัฐบาลจีนพยายามใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม
ทั้งนี้ นักลงทุนกำลังจับตาสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ (17 พ.ค.) ว่า เขาจะพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ในวันจันทร์นี้ (19 พ.ค.) เพื่อผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศ
ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดลบในวันนี้ (19 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลผลกระทบ หลังจากมูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody's Ratings) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐฯ
ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปิดที่ 2,603.42 จุด ลดลง 23.45 จุด หรือ -0.89%
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.) มูดี้ส์ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงสู่ระดับ Aa1 จากระดับ Aaa โดยให้เหตุผลว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น และภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็เพิ่มขึ้นด้วย
"การลดอันดับเครดิตอาจกระตุ้นให้ตลาดเกิดการปรับฐาน แต่คาดว่าจะเป็นปัจจัยระยะสั้น" ฮัน จี-ยอง นักวิจัยจาก Kiwoom Securities กล่าว
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเกาหลีใต้แสดงความมุ่งมั่นที่จะติดตามตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าการลดอันดับเครดิตน่าจะส่งผลกระทบในวงจำกัดเท่านั้น
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและรถยนต์ปรับตัวลดลงนำตลาด โดยหุ้น Samsung Electronics ลดลง 1.76% ขณะที่ SK hynix ร่วง 2.49%
ส่วน Hyundai Motor ร่วง 1.44% และ Kia Motors ลดลง 0.54%