มองอีกมุม ลูกต่างด้าวในการศึกษาไทย | ธงทอง จันทรางศุ
หลังลับแลมีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
มองอีกมุม
ลูกต่างด้าวในการศึกษาไทย
วันนี้ผมเพิ่งกลับมาจากมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร สดๆร้อนๆ ภารกิจวันนี้คือ การเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนที่สังกัดอยู่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือโรงเรียนของรัฐบาลไทยนั่นเอง
แต่สาเหตุที่ผมต้องเดินทางไปเยี่ยมชม เพราะพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ใครๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก และแรงงานที่ทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย หากแต่เป็นผู้ใช้แรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของประเทศไทย
ชื่ออย่างเป็นทางการของเขาเรียกว่าเมียนมา แต่ขอให้ผมเรียกว่า พม่า ตามความคุ้นเคยก็แล้วกันนะครับ
ก็ที Japan ผมยังเรียกว่า ญี่ปุ่น ได้นี่นา อย่าถือโทษโกรธเคืองกันเลยนะครับ
ผมเกิดมีความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างที่โรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาคร
โรงเรียนที่ผมแวะไปเยี่ยมชมมามีชื่อว่า โรงเรียนหลวงแพทยโกศลอุปถัมภ์ และคนทั่วไปเรียกชื่อโดยย่อว่า “โรงเรียนหลวงแพทย์” สภาพโดยทั่วไปเป็นโรงเรียนที่มีเนื้อที่กว้างราว 10 ไร่ อยู่ติดถนนใหญ่ สามารถสัญจรไปมาได้สะดวก มีอาคารเรือนเก่าบ้างใหม่บ้างปะปนกันไป บ้านพักครูที่ยังไม่โย้เย้มีสองหลัง ที่เอียงกระเท่เร่แล้วมีหนึ่งหลัง
มีครูจำนวน 19 คน นักเรียน 390 คน ในจำนวนนี้สามารถจำแนกได้เป็นนักเรียนที่มีสัญชาติไทย 60 คน ที่เหลืออีก 330 คนเป็นลูกพม่า ซึ่งคำว่า “พม่า” ในที่นี้ขอให้เข้าใจตรงกันว่า หมายถึงคนหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินพม่าร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นมอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย
สัดส่วนจำนวนนักเรียนไทยและนักเรียนพม่าตามโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดสมุทรสาครมีแตกต่างกันไป บางโรงเรียนนักเรียนไทยมากกว่า และบางโรงเรียนแทบจะไม่มีนักเรียนไทยเหลืออยู่เลย กว่าร้อยละ 90 เป็นนักเรียนพม่าเสียทั้งสิ้น
โรงเรียนหลวงแพทย์เป็นโรงเรียนชั้นประถม มีการเรียนชั้นปฐมวัย ที่หลายคนเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า ชั้นอนุบาล จำนวนสองชั้น นอกนั้นเป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง ถึงนักเรียนชั้นประถมปีที่หก ชั้นเรียนละสองห้อง นักเรียนทั้งโรงเรียนได้รับการสนับสนุนงบประมาณการจัดการศึกษาโดยไม่เลือกปฏิบัติ เสมอกันกับเด็กนักเรียนชาวไทย บวกด้วยค่าอาหารกลางวันคนละ 22 บาท และเมื่อเช้านี้ผมเห็นว่าเด็กทุกคนได้ดื่มนมถุงคนละหนึ่งถุงด้วย
นอกจากงบประมาณที่เป็นของแผ่นดินจัดให้แล้ว โรงเรียนยังได้รับการสนับสนุนจากโรงงานที่อยู่โดยรอบที่ตั้งของโรงเรียน รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาอื่นๆ ด้วย การสนับสนุนที่ว่านี้มีทั้งการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น โรงอาหารหรือห้องน้ำ หรือแม้แต่กระทั่งการให้ทุนการศึกษาหรือทุนช่วยเหลือโดยประการอื่น ยกตัวอย่างเช่น การให้เงินไปซื้อเครื่องแบบนักเรียน เป็นต้น
อ่านมาถึงย่อหน้านี้แล้ว ผมเดาว่าท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะมีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ว่า เมืองไทยของเราร่ำรวยอะไรนักหนาจึงต้องไปควักกระเป๋าเงินเพื่อจัดการศึกษาให้เด็กพม่า สู้เอาเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปเพิ่มให้เด็กไทยของเรามีคุณภาพการศึกษาเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ จะไม่ดีกว่าหรือ
ผมมิบังอาจที่จะโต้เถียงหรอกครับว่าท่านคิดผิดหรือคิดถูก เพียงแต่อยากจะชวนให้ท่านมองประเด็นปัญหาเรื่องนี้ให้รอบด้าน แล้วค่อยฟันธงดีไหมครับ ว่าเราควรจะทำอย่างไรกันต่อไป
เรื่องมีอยู่ว่า สภาพการจ้างงานในประเทศไทยของเราปัจจุบันสำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท หรือถ้าพูดให้กว้างกว่านั้นก็ต้องบอกว่างานบางประเภท ที่ส่วนใหญ่เป็นงานซึ่งมีสภาพการจ้างไม่น่าอภิรมย์ มีความเสี่ยง หรือต้องการความอดทนสูง คนไทยเราถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากทำแล้วล่ะครับ ชีวิตยังมีทางเลือกที่เดินได้สะดวกสบายกว่านั้น
เพราะฉะนั้น สำหรับงานประเภทดังกล่าว เราจึงใช้แรงงานต่างด้าวเป็นผู้ทำงาน ซึ่งพอดีกันกับเหตุการณ์ในประเทศพม่าก็ไม่เป็นปกติสุข หรือถึงแม้เป็นปกติสุข ตลาดแรงงานที่นั่นก็มีขนาดเล็กกว่าเมืองไทยมาก คนพม่าจึงพากันเข้ามาทำงานในเมืองไทย ขณะที่คนไทยก็อยากจ้างคนพม่าด้วย
มือสองข้างปรบกันก็เกิดเสียงดังสิครับ
ตกลงเรายอมในข้อต้นนะครับว่า เมืองไทยต้องการแรงงานต่างด้าวเข้ามาช่วยเราทำงาน ส่วนวิธีการจัดการเข้าเมืองก็ดี การป้องกันเหตุแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการมีคนงานต่างด้าวเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นจำนวนมากก็ดี หรือรูรั่วต่างๆ ของระบบกฎหมายไทยก็ดี ล้วนแต่เป็นประเด็นที่ไม่ควรละเลย แต่ขอยกเว้นไว้ที่จะยังไม่นำมาพูดในที่นี้และวันนี้ เพราะเอาแต่เรื่องเรียนหนังสือมาคุยกันเรื่องเดียวก็ปวดหัวแย่อยู่แล้ว
ทำไมหรือใครต้องเรียนหนังสือ
ก็ถ้าเรายอมรับว่ามีคนเป็นแสนเป็นล้านจากพม่าเข้ามาทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยของเรา เมื่อนึกถึงความเป็นมนุษย์ในภาคปฏิบัติแล้ว ใจคอจะไม่ให้เขามีลูกบ้างหรือครับ คนนะครับไม่ใช่เครื่องจักร ลูกที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย หรือเป็นลูกที่เขาหอบหิ้วติดตัวเข้ามาพร้อมกันกับผู้เป็นพ่อแม่ก็เป็นได้
เด็กเหล่านี้อยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน และข้อสำคัญอยู่ในวัยที่ควรจะได้รับการศึกษา เพื่อจะได้เติบโตขึ้นสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นปัญหาของสังคม หรือพูดให้โก้ไปกว่านั้น คือ เพื่อเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีของโลกมนุษย์
ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ยอมให้เขาเรียนหนังสือ ชีวิตเด็กที่ขาดการศึกษา ขาดการอบรมและขาดโอกาส เมื่อวันเวลาผ่านไป มีความเป็นไปได้มากที่เขาจะเติบโตขึ้นพร้อมด้วยปัญหาสังคมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด เรื่องอาชญากรรม ฯลฯ และเมื่อถึงเวลานั้นก็สายเกินไปเสียแล้วที่จะเรียกเขากลับเข้ามาอยู่ในห้องเรียน
ถ้าคิดตามตรรกะเช่นนี้แล้ว ผมจึงเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้การศึกษากับลูกคนต่างด้าวที่เราอาศัยแรงงานเขาช่วยสร้างผลผลิตให้ประเทศไทย การศึกษาไม่เคยให้โทษกับใคร มีแต่ให้คุณฝ่ายเดียว
ตรงกันข้ามถ้าเราปิดกั้นความคิดของเราให้จำกัดวงการใช้เงินเพื่อการศึกษาให้จำกัดจำเขี่ยอยู่โดยเฉพาะเด็กไทย แล้วทิ้งเด็กต่างด้าวอีกจำนวนมหาศาลออกไว้นอกสารบบ ไม่อยากคิดต่อไปเลยครับว่า แล้วระเบิดเวลาลูกนี้จะระเบิดตูมตามขึ้นมาเมื่อไหร่ และใครจะได้รับบาดเจ็บล้มตายกันบ้าง
ผมขอย้ำในที่นี้ว่า การให้โอกาสและการให้งบประมาณรวมถึงน้ำใจเพื่อการจัดการการศึกษาให้กับเด็กต่างด้าวจำนวนนี้ ไม่ต้องการอภิสิทธิ์พิเศษเหนือกว่าเด็กไทยที่เป็นลูกหลานของเรา และไม่ต้องแยกโรงเรียนหรือแยกชั้นเรียน แยกห้องเรียนให้เดือดร้อนกับการบริหารจัดการเปล่าๆ ปลี้ๆ
เพราะตอน 4 โมงเย็นเลิกเรียนแล้ว ต่อให้เราแยกให้เขาเรียนอยู่คนละห้อง ทั้งเด็กไทยเด็กพม่าก็วิ่งเตะฟุตบอลด้วยกันอยู่บนสนามเดียวกันหน้าโรงเรียนนั่นเอง
คิดให้สนุกยิ่งกว่านั้นก็ต้องบอกว่า วันหนึ่งเขาอาจจะแต่งงานกันก็เป็นได้ จะสมรสธรรมดาหรือสมรสเท่าเทียมก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
เมืองไทยเราทุกวันนี้ใช่จะมีแต่คนไทยที่เลือดทุกหยดหยาดเป็นไทยแท้ สืบจากชาวบ้านบางระจันโดยไม่มีเชื้อสายอื่นมาเจอปนเสียเมื่อไหร่
ทั้งท่านที่นั่งอ่านหนังสือและคนที่เขียนหนังสืออยู่ในขณะนี้ ลองสำรวจบรรพบุรุษตัวเองดูเถิด ว่ามีกี่ชาติกี่ภาษากันบ้าง
ข้อค้นพบอีกอย่างหนึ่งที่ได้ไปพูดคุยและพบเห็นมาเมื่อเช้าวันนี้ คือ ข้อมูลประจักษ์ว่าเด็กพม่ามีความสนใจตั้งใจเรียนโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ในระดับที่น่าพอใจมากกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กไทย คุณครูบางท่านในจังหวัดสมุทรสาครอธิบายกับผมว่า สาเหตุข้อหนึ่งน่าจะมาจากเด็กต่างด้าวเหล่านี้ตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาเป็นอย่างดี ว่าจะเป็นเสมือนกุญแจเปิดประตูชีวิตให้เขาเดินออกไปสู่โลกกว้างและมีโอกาสมากขึ้น เอาแต่เพียงแค่การรู้ภาษาไทยให้พออ่านออกเขียนได้ ก็จำเป็นโขอยู่แล้วสำหรับการที่เขาจะต้องอยู่ในเมืองไทยไปอีกนานปีโดยยังไม่เห็นอนาคตกำหนดกลับบ้านที่แน่นอน
ส่วนเด็กไทยของเรา เห็นการศึกษาเป็นของตาย หรือหมูในอวย ความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนจึงมีไม่เท่ากับเด็กต่างด้าว
สาเหตุอีกข้อหนึ่งเป็นการสันนิษฐานว่า เด็กต่างด้าวเกือบร้อยละร้อย อาศัยอยู่ในห้องแคบเท่ารูหนูพร้อมกันกับพ่อแม่และพี่น้อง เขาได้เห็นกับตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า พ่อแม่ต้องตกระกำลำบากเพียงไรในการที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้รอดชีวิตไปแต่ละวัน และเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ ด้วยความหวังว่าลูกจะมีโอกาสที่ดีกว่าพ่อแม่ในวันข้างหน้า
ในขณะที่ลูกไทยบางคนของเราอาจจะนึกไม่ถึงในข้อนี้ เพราะที่บ้านกว้างขวางเกินไป ทำให้มองไม่เห็นความทุกข์ยากของพ่อแม่
ถ้านึกว่าการให้การศึกษาเป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง และเป็นทานที่มีอานิสงส์แรงกล้า
ลองหันมามองโจทย์เรื่องการศึกษาของลูกต่างด้าวในประเทศไทย บรรดาที่เป็นลูกของคนที่เราต้องใช้แรงงานของเขาหามรุ่งหามค่ำอยู่ มองให้กว้าง มองให้ไกล มองให้พ้นไปจากวันพรุ่งนี้ แต่ให้มองไปถึงอีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้า
แล้วต่างคนต่างตอบคำถามที่อยู่ในใจของตัวเองก็แล้วกันครับว่า เราควรทำอย่างไรในเรื่องนี้
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มองอีกมุม ลูกต่างด้าวในการศึกษาไทย | ธงทอง จันทรางศุ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com