โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KKP ปรับตัวรับความท้าทายปี 68 มุ่งเน้นเสถียรภาพและคุณภาพสินเชื่อ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

Wealthy Thai

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2568 เวลา 05.57 น.

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เผยความคืบหน้าในการรับมือกับความท้าทาย และวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเป็นไปอย่างชะลอตัว และความผันผวนในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง KKP ได้วางมาตรการเพื่อยกระดับผลการดำเนินงานและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง

รับมือความท้าทายด้วยความแข็งแกร่ง

นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567คุณภาพของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อใหม่ของธนาคารมีแนวโน้มดีขึ้น ฟื้นตัวจากผลกระทบเรื่องราคารถยนต์ตกต่ำช่วงหลังโควิด ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวมของพอร์ตสินเชื่อเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ช่องทางออนไลน์ของธนาคารในด้านเงินฝากและการลงทุนเช่น KKP Savvy, KKP Edge และ Dime! ยังเติบโตเป็นที่น่าพอใจ พร้อมกับที่การเปิดตัวบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศได้ช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ปี 2567 เป็นปีแห่งการปรับสมดุลสำหรับ KKP โดยแม้จะมีความท้าทาย แต่ KKP ได้มุ่งเน้นไปที่การวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพ เร่งเสริมรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน และการสร้างโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้แก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้น” นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Mr. Aphinant Klewpatinond, Chief Executive Officer, Kiatnakin Phatra Financial Group) กล่าว
ทั้งนี้ แม้ในปี 2567 ธุรกิจตลาดทุนของ KKP ต้องเผชิญกับความผันผวนท่ามกลางภาวะขาลงของตลาดหลักทรัพย์ไทย อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังคงเพิ่มสูงขึ้น และสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำและการบริหาร (Asset under Advice/Asset under Management) ของ KKP เติบโตได้ดี คิดเป็นสินทรัพย์รวมกว่า 1 ล้านล้านบาท จากการให้บริการผ่านบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเป็นผู้นำด้านการลงทุนในต่างประเทศ ไม่ว่าในลักษณะที่เป็นตลาดหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์นอกตลาด (Private Markets) ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุน
ในด้านวานิชธนกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของ KKP ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริการที่ปรึกษาและการทำธุรกรรมสำคัญ เช่น การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของรูปแบบธุรกิจของธนาคาร เช่นเดียวกับที่ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ยังคงครองส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่งของตลาดอย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์สำหรับปี 2568 มุ่งเน้นคุณภาพและเสถียรภาพ

สำหรับกลยุทธ์ปี 2568ธนาคารมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มีเสถียรภาพ ลดต้นทุนด้านเครดิตและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยแม้ว่าแนวทางการเติบโตอย่างระมัดระวัง อาจส่งผลให้ขนาดของพอร์ตสินเชื่อและรายได้ดอกเบี้ยจากธุรกิจสินเชื่อลดลงในระยะสั้น แต่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของธนาคารในการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืน
“ในปี 2568 เรายังคงมุ่งเน้นที่คุณภาพและความยั่งยืนของพอร์ตสินเชื่อ ธนาคารทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อสร้างโอกาสแก่ลูกค้าที่มีศักยภาพ และช่วยเหลือลูกค้าที่ดีในการรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทางการเงินควบคู่ไปกับการปล่อยสินเชื่อที่มีความรับผิดชอบ" นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (Mr.Philip Chen Chong Tan, President, Kiatnakin Phatra Bank Public Company Limited) กล่าว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2566 ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือกับลูกค้าคุณภาพที่ได้รับผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ซึ่งรวมถึงผู้เข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ทยอยเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

ต่อยอดจุดแข็ง

KKP ยังคงเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งที่ได้รับความไว้วางใจ ด้วยผลงานความสำเร็จที่ผ่านมาจากการช่วยสร้างโอกาสที่มากขึ้นให้กับนักลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลก ดังแสดงให้เห็นผ่านรางวัล Thailand’s Best Private Bank จากหลากหลายนิตยสารทางการเงินระดับสากล KKP มีความมั่นใจว่ากลยุทธ์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางและการนำเสนอนวัตกรรมด้านการเงินการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำและการบริหาร
"เสถียรภาพทางการเงินและการจัดสรรทรัพยากรด้วยความระมัดระวังของเรา ช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายของตลาด พร้อมๆ กับวางรากฐานด้านระบบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในอนาคต KKP จึงอยู่ในตำแหน่งที่จะสร้างการเติบโตและมูลค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายของเรา"ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (Mr. Preecha Techarungchaikul, Head of Finance and Budgeting, Kiatnakin Phatra Bank Public Company Limited) กล่าว

KKP มองเศรษฐกิจไทย 2568 ชะลอตัว ท่องเที่ยวแผ่ว-หนี้ครัวเรือนกดดัน

จับตานโยบายสหรัฐฯ กระทบการค้า คาดโตเพียง 2.6%

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Pipat Luengnaruemitchai, Chief Economist, KKP Research, Kiatnakin Phatra Financial Group) เผยว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.6%ชะลอตัวจากปีก่อนหน้าที่คาดไว้ที่ 2.7%เล็กน้อย โดยมีแรงส่งสำคัญจากภาคท่องเที่ยวและภาคบริการ อย่างไรก็ตาม แรงส่งนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการฟื้นตัวกลับมาเกือบปกติของภาคท่องเที่ยว ในขณะที่ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่งออกยังเป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ การหดตัวของสินเชื่อภาคธนาคารจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาวะเศรษฐกิจกำลังส่งผลทางลบต่อการบริโภคสินค้าคงทนและภาคอสังหาริมทรัพย์
ด้านปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่อาจใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง โดยไทยติดอันดับที่ 11ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุด และอาเซียนเองก็เกินดุลการค้าเป็นอันดับ 2 รองจากจีนเท่านั้น ทำให้ไทยและอาเซียนอาจตกเป็นเป้าของมาตรการทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และส่งผลต่อภาคการค้าไทยได้ ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มสินค้าส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบแล้ว ไทยอาจถูกกดดันให้เปิดตลาดบางกลุ่มสินค้า รวมถึงสินค้าเกษตรที่ไทยมีอัตราภาษีและมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในขณะที่ไทยอาจได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานลงทุน จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมในการรับมือและเจรจาต่อรองให้เกิดผลดีที่สุด
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีไม่แน่นอน ดร.พิพัฒน์ มองว่า การใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยง นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยคาดว่าน่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในปีนี้ และรัฐบาลยังคงใช้นโยบายขาดดุลด้านการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดด้านการคลังกำลังมีมากขึ้นและหนี้สาธารณะที่ขยับใกล้แตะเพดาน 70%ของ GDPรัฐบาลอาจต้องมีการทบทวนว่าจะเลือกใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อเศรษฐกิจ และเนื่องจากระดับรายได้ภาษีของรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ตลอดจนความจำเป็นในการใช้จ่ายภาครัฐที่มีมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ขยายฐานภาษี และปฏิรูประบบภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ ดูแลเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...