โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ส่องเทรนด์อสังหาฯ 2025 “CBRE-คุชแมนฯ” สแกนละเอียดยิบดาวรุ่ง-ดาวโรย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.พ. 2568 เวลา 13.09 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 05.03 น.

ในรอบไม่ถึง 1 สัปดาห์ มีข้อมูลรัว ๆ จากสำนักเอเยนซี่และโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติแบรนด์คับโลกด้วยกันทั้งคู่ “ซีบีอาร์อี-CBRE” กับ “คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย-Cushman & Wakefield”

ในภาพรวมจับสัญญาณได้ว่า อสังหาฯ ที่เป็นเซ็กเตอร์โดดเด่นในปี 2568 นิคมอุตสาหกรรมโดดเด้งมากที่สุด เป็นภาพที่เห็นตั้งแต่ปี 2567 ที่ส่งต่อมาในปีนี้ ควบคู่กับธุรกิจโรงแรมที่รับอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเร็ว บนความหวังปีนี้ไทยลุ้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือน 40 ล้านคน

เทรนด์ปีนี้มีทั้งธุรกิจขาขึ้น-ขาลง

CBRE นำโดย “นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ” กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ระบุว่า แนวโน้มปี 2568 ภาคอสังหาฯไทยมีการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันในแต่ละภาคธุรกิจ

“เริ่มต้นด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ บางภาคธุรกิจเผชิญกับความต้องการที่ลดลงและซัพพลายส่วนเกินที่มากขึ้น แต่ยังมีธุรกิจอื่นที่ได้รับประโยชน์จากโครงการริเริ่มของรัฐบาลซึ่งดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดโรงแรมและพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก ธุรกรรมการเช่าในตลาดเชิงพาณิชย์ยังคงแข็งแกร่ง แต่ตลาดที่อยู่อาศัยมีโอเวอร์ซัพพลาย ทำให้ปีนี้จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรวมแล้วเราคาดว่าความต้องการภายในประเทศและสภาพคล่องทางการเงินจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงระหว่างปี”

สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ “ตลาดที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ” อาศัยความต้องการในประเทศเป็นหลัก เทรนด์ปีนี้ความยากลำบากในการขอสินเชื่อทั้งสำหรับดีเวลอปเปอร์เจ้าของโครงการและผู้ซื้อ ส่งผลให้จำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่+ยอดขายลดลง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวยาวนาน ทำให้ปัญหานี้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น บิ๊กแบรนด์บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯหลายรายประกาศแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนจำกัด เพราะมีซัพพลายสะสมจากการเปิดตัวปีก่อนหน้า จึงมุ่งเน้นบริหารจัดการยอดแบ็กล็อก (Backlog) หรือยอดขายรอโอน และเน้นขายระบายสินค้า RTM-Ready to Move ยูนิตสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่คงค้างในมือ

เทรนด์อสังหา

“เทรนด์ปี 2567-2568 คอนโดฯที่เป็น Branded Residence มีมากขึ้นบนทำเลใจกลางเมือง เจาะลูกค้าได้ทั้งคนไทยและต่างชาติที่ต้องการบ้านหลังที่สองในภูมิภาคเอเชีย”

“ตลาดพื้นที่สำนักงาน” ยังคงมีประเด็นซัพพลายใหม่ที่ลงทุนหนาแน่นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ล้นเกินดีมานด์ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดรวม เนื่องจากบริษัทผู้เช่าสามารถเลือกได้ระหว่างการเช่าออฟฟิศเดิม หรือย้ายไปออฟฟิศใหม่ โดยปี 2567 มีความต้องการเช่าพื้นที่สุทธิ (Net Take-up) สูงสุดในรอบ 5 ปี จากดีมานด์ตั้งสำนักงานใหม่และย้ายจากอาคารเก่า เฟ้นอาคารที่ดำเนินงานตามมาตรฐานสากลและได้รับการรับรองด้าน ESG ทำให้แนวโน้มปีนี้อำนาจต่อรองเป็น “ตลาดของผู้เช่า” โดยออฟฟิศบิลดิ้งที่มีอยู่จำนวนมากแข่งขันลดค่าเช่าลง อีกทั้งต้องลงทุนรีโนเวตอาคารเพื่อรักษาผู้เช่าเดิมไว้

“ตลาดพื้นที่ค้าปลีก” คาดการณ์ปีนี้มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ค้าปลีกยังคงคึกคัก โดยซัพพลายรีเทลใหม่ที่เป็นศูนย์การค้าแบบปิด (Enclosed Mall) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วกรุงเทพฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในด้านผู้เช่าหลักที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศยังเป็นดีมานด์หลักของทำเลใจกลางเมือง โฟกัสผู้เช่าร้านอาหารและเครื่องดื่มโดดเด่นในหมู่แบรนด์ใหม่ที่มาจากต่างประเทศ มีญี่ปุ่นและจีนเป็นผู้นำ แบรนด์ยุโรปยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มแฟชั่นและเครื่องประดับ เทรนด์น่าสนใจรวมถึงมีการขยายตัวของผู้เช่าจากธุรกิจสุขภาพและความบันเทิง

“ตลาดโรงแรม” สถิติปี 2567 พลเมืองของ 93 ประเทศสามารถเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า เป็นปัจจัยบวกต่ออัตราการเข้าพักโรงแรมโดยรวม รายได้เฉลี่ยต่อวันจากห้องพักที่ขายได้ (ADR) และรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) โรงแรมในกรุงเทพฯ สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่วนปีนี้คาดว่ามีแบรนด์โรงแรมใหม่ ๆ หลายรายเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะโรงแรมหรูระดับอัพสเกลและลักเซอรี่

“ตลาดพื้นที่อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์” เป็นเซ็กเตอร์ที่มีความต้องการแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) และจังหวัดข้างเคียง โดยเฉพาะการขายที่ดินภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดความต้องการโรงงานสำเร็จรูปจากกลุ่มซัพพลายเออร์เทียร์ 2 และ 3 ขณะที่ตลาดโลจิสติกส์มีการแข่งขันสูงขึ้นจากการที่ผู้พัฒนารายใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด แข่งกันนำเสนอบริการพื้นที่ที่ทันสมัยและมีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการที่กำลังเติบโต

ไทยก็มีมุมรับอานิสงส์ทรัมป์ 2.0

ถัดมา “คุชแมนฯ” นำโดย “แกเร็ธ พาวเวลล์” Country Head คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุ 5 เซ็กเตอร์อสังหาฯ ดังนี้ 1.”ตลาดทุนและการลงทุนในไทย” ปี 2567 มีการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หรือ FDI-Foreign Direct Investment ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI-Board of Investment) 832,114 ล้านบาท ทำสถิตินิวไฮในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีทุนต่างชาติที่ต้องการซื้อกิจการ หรือร่วมลงทุนโครงการอสังหาฯหลากหลายประเภทกับฝ่ายไทย จุดโฟกัสอยู่ที่ธุรกิจการท่องเที่ยวมีการขยายตัวที่ดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติสนใจที่ดินในทำเลสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเพื่อพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ทำเลยอดนิยมโซนบางนา-ตราด เพราะอยู่ระหว่างกรุงเทพฯกับ EEC โดยไทยมีจุดเด่นมีน้ำและไฟฟ้ารองรับได้อย่างเพียงพอ

“ยุคก่อนโควิดที่ตลาดคอนโดฯกำลังบูมทำให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน หลังสถานการณ์โควิดราคาไม่ได้ลดลง แต่เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัว เทรนด์ที่เกิดขึ้นจากภาวะที่ดินแพง บวกกับแลนด์ลอร์ดไม่ต้องการขาย ทำให้ตลาดการเช่าระยะยาวเข้ามาแทนที่การซื้อขายที่ดิน รวมถึงนักลงทุนบางส่วนไม่ต้องการซื้อที่ดินเพราะต้องใช้วงเงินสูง และมีผลต่อมูลค่าในการพัฒนาโครงการ ที่ดินหลายแปลงในกรุงเทพฯกับจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต จึงเปลี่ยนรูปแบบให้เช่าระยะยาวแทนการขายขาด ทำให้วิน-วิน เจ้าของที่ดินได้ผลประโยชน์ระยะยาว นักลงทุนลดต้นทุนการซื้อแล้วหันมาเช่าแทน”

โดยมีนักลงทุนต่างชาติที่ติดต่อเข้ามาต่อเนื่องในปีนี้ มีทั้งญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ยุโรป สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ให้ความสนใจลงทุนภาคอุตสาหกรรม โรงแรม และที่อยู่อาศัย

เทรนด์อสังหา

2.“ตลาดนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และคลังสินค้าให้เช่า” เซ็กเตอร์นี้ต้องเปิดประเด็นด้วยผลกระทบจากทรัมป์ 2.0 ที่สร้างแรงกระเพื่อม ทำให้ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปัจจุบันมีดีมานด์ย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนจีนเข้ามาโซนเอเชียและไทยมากขึ้น โดยคู่แข่งสำคัญของไทย คือ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยปี 2567 มีการซื้อขาย-ปล่อยเช่าที่ดินในนิคมอุตฯ 2,698 ไร่ จากภาพรวม 219,388 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 7.6 ล้านบาท/ไร่ โดยมีซัพพลายใหม่มาเติม 17,795 ไร่ ส่วนคลังสินค้าสำเร็จรูป ณ ไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 5.97 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาส 3/67 และโรงงานสำเร็จรูปอยู่ที่ 3.42 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 5.95% ทำเลยอดนิยมยังคงอยู่ในโซน EEC แม้ว่าซัพพลายเริ่มมีจำกัด

ไฮไลต์อยู่ที่ “พื้นที่ผังเมืองสีม่วง” ซึ่งเป็นที่ดินสำหรับภาคอุตสาหกรรมมีจำกัด ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับดีมานด์ ทำให้มีแนวโน้มการขยายพื้นที่ผังเมืองสีม่วงไปยังทิศตะวันออกของจังหวัดสมุทรปราการ รอยต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทรามากขึ้น เนื่องจากยังมีพื้นที่เพียงพอรองรับความต้องการ แต่จะต้องพัฒนาการคมนาคมขนส่งสินค้าให้สะดวกมากขึ้นมาเป็นจุดขายด้วย ส่วนพฤติกรรมการเช่าพบว่า มีดีมานด์เช่าโรงงานหรือคลังสินค้าแบบอาคารสั่งสร้าง หรือ Built to Suite (BTS) มากขึ้น โดยผู้เช่ามีการวางแผนล่วงหน้า 6-12 เดือน มีค่าเช่า 192 บาท/ตารางเมตร/เดือน และค่าเช่าคลังสินค้า 155 บาท/ตารางเมตร/เดือน ใกล้เคียงยุคก่อนโควิด

สรุปว่าแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งจากต่างประเทศและในไทย รวมไปถึงดีเวลอปเปอร์เบนเข็มเข้ามาลงทุนในตลาดนี้มากขึ้น เพื่อขยายการรับรู้รายได้จากพอร์ตรายได้ประจำหรือรายได้รีเคอริ่ง คาดว่าระยะยาวการแข่งขันในธุรกิจนี้จะเข้มข้นมากขึ้นไปอีก

3.“ตลาดออฟฟิศบิลดิ้ง” ณ สิ้นปี 2567 มีทั้งหมด 8.78 ล้านตารางเมตร สัดส่วน 56% หรือ 4.97 ล้านตารางเมตร อยู่ในพื้นที่ CBD (ย่านศูนย์กลางธุรกิจ) แนวโน้มอันใกล้ปี 2568-2570 จะมีซัพพลายใหม่มาเติมอีก 725,000 ตารางเมตร โดยสัดส่วน 53% พื้นที่ 387,000 ตารางเมตร กระจุกอยู่ใน CBD ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในสุขุมวิทตอนปลาย บางนา และรัชดาภิเษก เป็นต้น ในด้านค่าเช่าทำเลเกรด A อยู่ที่ 950 บาท/ตารางเมตร/เดือน ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพราะเป็นออฟฟิศใหม่ที่เปิดให้บริการ

“การทำงานแบบไฮบริดให้พนักงานทำงานจากที่ใดก็ได้ หรือการจัดสรรทีมทำงานเป็นกลุ่ม A และ B เพื่อเวียนกันเข้าทำงานที่ออฟฟิศ การให้หัวหน้าแผนกเป็นผู้บริหารจัดการตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร ส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลายบริษัทปรับลดขนาดพื้นที่ลง 20-50% แนวโน้มนี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของตลาด หลังจากที่ตลาดพื้นที่สำนักงานเติบโตอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี อัตราการเช่ารวมเคยสูงถึง 95% ปัจจุบันเหลือ 72.2%

ส่งผลให้มีการแข่งขันราคารุนแรงขึ้น ส่วนลดผู้เช่ารายใหญ่เคยให้ 10-15% ปัจจุบันเริ่มเห็น 30% บวกลบ คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 5-6 ปีที่ตลาดออฟฟิศจะกลับมาสู่ระดับสมดุล มีอัตราว่างไม่เกิน 5-10% ของภาพรวม”

4.“พื้นที่ค้าปลีกในกรุงเทพฯ” สถิติสะสม ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 6.69 ล้านตารางเมตร เฉพาะปี 2567 ปีเดียวมีซัพพลายใหม่เพิ่ม 179,500 ตารางเมตร โดยมีศูนย์การค้าเปิดใหม่มากถึง 125,000 ตารางเมตร สัดส่วน 68% ของตลาดค้าปลีกภาพรวม ที่น่าสนใจในปี 2568 จะมีซัพพลายใหม่เพิ่มอีก 224,000 ตารางเมตร อาทิ วันแบงค็อก และดุสิตเซ็นทรัล พาร์ค เป็นต้น สวนทางกับตลาดคอมมิวนิตี้มอลล์ที่เริ่มเป็นทิศทางขาลงในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

“แนวโน้มปี 2568 ดีมานด์พื้นที่รีเทลไม่มีการเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะผู้เช่ายังเป็นกลุ่มเดิม ๆ ไม่มีกลุ่มใหม่เพิ่มเติม ทำให้ค่าเช่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ เพราะไม่มีปัจจัยบวกสนับสนุน การพัฒนาโครงการรีเทลในอนาคตจะเป็นรูปแบบโครงการมิกซ์ยูสเป็นหลัก พื้นที่ค้าปลีกขนาดเล็กที่อยู่ในปั๊มน้ำมัน หรือพื้นที่ค้าปลีกในตลาดสมัยใหม่จะได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เช่าที่เป็นร้านอาหาร เพราะเป็นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง แม้ว่ากลุ่มอาจจะไม่ใหญ่ แต่ตรงความต้องการมากกว่า”

และ 5.“ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ” จากการที่ปี 2567 คอนโดมิเนียมอยู่ในช่วงชะลอตัวอีกครั้ง มีโครงการเปิดใหม่ 21,680 ยูนิต สัดส่วน 59% เกาะทำเลแนวรถไฟฟ้าที่เปิดบริการแล้ว และ 10% อยู่ตามทำเลรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง เช่น สายสีส้ม และสายสีม่วงใต้ น่าสนใจมากการเปิดขายใหม่ในปี 2567 เป็นโครงการไฮไรส์สูงกว่า 8 ชั้นมากขึ้น ในด้านราคาเฉลี่ยทำเลแนวรถไฟฟ้าอยู่ที่ 174,600 บาท/ตารางเมตร ทำเลนอกเส้นทางรถไฟฟ้าเฉลี่ย 109,400 บาท/ตางเมตร แต่อยู่ในเมือง ในโซนถนนจันทน์ บางนา-ตราด และพระราม 3 เป็นต้น

กลยุทธ์การลงทุนที่อยู่อาศัย โครงการบ้านแนวราบดีเวลอปเปอร์เลือกลงทุนให้ครอบคลุมทุกเซHกเมนต์ ขณะที่คอนโดฯจะต้องเฟ้นกำลังซื้อที่ชัดเจน ลงทุนตามดีมานด์ที่สำรวจตลาดจนมั่นใจแล้วเท่านั้น ไม่มีการหว่านแหลงทุนทุกเซ็กเมนต์ เป็นเทรนด์หลักในปี 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องเทรนด์อสังหาฯ 2025 “CBRE-คุชแมนฯ” สแกนละเอียดยิบดาวรุ่ง-ดาวโรย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...