โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บล.เอเซีย พลัส มองไตรมาส 2-3 ปีนี้ เสี่ยง “Technical Recession” รับพิษสงครามการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 เม.ย. 2568 เวลา 17.04 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 10.04 น.

บล.เอเซีย พลัส เตือนเศรษฐกิจไทยปี 68 ส่อแววถดถอยทางเทคนิค หลังสหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า กระทบส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ คาด GDP โตต่ำกว่า 2% พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนเน้นหุ้นปันผลสูง-กำไรโต

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2568 ว่า มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession)

เนื่องจากคาดการณ์ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะติดลบต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ไตรมาส โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้า หรือกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับฐานที่สูง จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน อาทิ ฤดูกาลท่องเที่ยว โครงการ Easy E-Receipt 2.0 และมาตรการแจกเงินหมื่นบาทของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ASPS ประเมินเบื้องต้นว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 อาจถูกกดดันจนทำให้ GDP ขยายตัวต่ำกว่า 2.0% เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่มีแนวโน้มลดลง ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลกในยุคที่อาจมี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งนักลงทุนให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น เนื่องจากผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศมีความเสี่ยงที่จะขยายวงกว้างไปทั่วโลก ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ประเทศจีน โดยคาดว่าสหรัฐฯ จะเริ่มปรับขึ้นภาษีนำเข้าในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ GDP โลกในปีนี้เติบโตต่ำกว่า 3%

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ไม่มีการตอบโต้จากกว่า 75 ประเทศ ได้ถูกเลื่อนออกไป 90 วัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนให้เม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้ในระยะสั้น ขณะที่ในส่วนของนโยบายการเงินของสหรัฐฯ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะส่งสัญญาณ Hawish มากขึ้น แต่ตลาดคาดการณ์ว่าในปีนี้เฟดยังมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 3-4 ครั้ง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น โดยปกติแล้วหากเกิดภาวะ Technical Recession จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงประมาณ 5-8% แต่ในรอบนี้เชื่อว่าจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่รับรู้ข่าวสารและปัจจัยเสี่ยงไปมากแล้ว โดยคาดการณ์ว่าดัชนี SET จะไม่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับต่ำสุดที่เคยทำไว้ โดยประเมินแนวรับสำคัญของดัชนีฯ ที่ระดับ 1,060 จุด

สำหรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2568 ASPS คาดการณ์แนวต้านไว้ที่ระดับ 1,160 - 1,180 จุด และมีแนวรับที่ 1,060 จุด ส่วนเป้าหมายดัชนีฯ สิ้นปี 2568 แบบอนุรักษ์นิยม ภายใต้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ที่ 89 บาทต่อหุ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% และส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) ที่ 4.5% (+1 SD) จะได้ดัชนีเป้าหมายสิ้นปี 2568 ที่ 1,424 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ASPS แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่นักวิเคราะห์มองว่ามีความแข็งแกร่ง มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (High Dividend Yield) และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดีในปี 2568-2569 ได้แก่ SCC, CPALL, BDMS, WHA, KCE, CK, AP, SCGP และ BBL

นอกจากนี้ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลง ASPS คาดการณ์ว่าภาครัฐน่าจะออกมาตรการเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของนโยบายการคลัง ซึ่งมีโอกาสที่จะเห็นการปรับเพิ่มกรอบวินัยทางการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะ 70% ต่อ GDP ให้สูงขึ้น และนโยบายการเงิน ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้ง เหลือ 1.75% ในการประชุมรอบวันที่ 30 เมษายนนี้ โดยคาดว่าจะปรับลดลง 25 จุดพื้นฐาน (BPS)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...