บล.เอเซีย พลัส มองไตรมาส 2-3 ปีนี้ เสี่ยง “Technical Recession” รับพิษสงครามการค้า
บล.เอเซีย พลัส เตือนเศรษฐกิจไทยปี 68 ส่อแววถดถอยทางเทคนิค หลังสหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า กระทบส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ คาด GDP โตต่ำกว่า 2% พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนเน้นหุ้นปันผลสูง-กำไรโต
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2568 ว่า มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession)
เนื่องจากคาดการณ์ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะติดลบต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ไตรมาส โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้า หรือกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับฐานที่สูง จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน อาทิ ฤดูกาลท่องเที่ยว โครงการ Easy E-Receipt 2.0 และมาตรการแจกเงินหมื่นบาทของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ASPS ประเมินเบื้องต้นว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 อาจถูกกดดันจนทำให้ GDP ขยายตัวต่ำกว่า 2.0% เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่มีแนวโน้มลดลง ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลกในยุคที่อาจมี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งนักลงทุนให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น เนื่องจากผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศมีความเสี่ยงที่จะขยายวงกว้างไปทั่วโลก ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ประเทศจีน โดยคาดว่าสหรัฐฯ จะเริ่มปรับขึ้นภาษีนำเข้าในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ GDP โลกในปีนี้เติบโตต่ำกว่า 3%
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ไม่มีการตอบโต้จากกว่า 75 ประเทศ ได้ถูกเลื่อนออกไป 90 วัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนให้เม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้ในระยะสั้น ขณะที่ในส่วนของนโยบายการเงินของสหรัฐฯ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะส่งสัญญาณ Hawish มากขึ้น แต่ตลาดคาดการณ์ว่าในปีนี้เฟดยังมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 3-4 ครั้ง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง
นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น โดยปกติแล้วหากเกิดภาวะ Technical Recession จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงประมาณ 5-8% แต่ในรอบนี้เชื่อว่าจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่รับรู้ข่าวสารและปัจจัยเสี่ยงไปมากแล้ว โดยคาดการณ์ว่าดัชนี SET จะไม่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับต่ำสุดที่เคยทำไว้ โดยประเมินแนวรับสำคัญของดัชนีฯ ที่ระดับ 1,060 จุด
สำหรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2568 ASPS คาดการณ์แนวต้านไว้ที่ระดับ 1,160 - 1,180 จุด และมีแนวรับที่ 1,060 จุด ส่วนเป้าหมายดัชนีฯ สิ้นปี 2568 แบบอนุรักษ์นิยม ภายใต้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ที่ 89 บาทต่อหุ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% และส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) ที่ 4.5% (+1 SD) จะได้ดัชนีเป้าหมายสิ้นปี 2568 ที่ 1,424 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ASPS แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่นักวิเคราะห์มองว่ามีความแข็งแกร่ง มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (High Dividend Yield) และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดีในปี 2568-2569 ได้แก่ SCC, CPALL, BDMS, WHA, KCE, CK, AP, SCGP และ BBL
นอกจากนี้ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลง ASPS คาดการณ์ว่าภาครัฐน่าจะออกมาตรการเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของนโยบายการคลัง ซึ่งมีโอกาสที่จะเห็นการปรับเพิ่มกรอบวินัยทางการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะ 70% ต่อ GDP ให้สูงขึ้น และนโยบายการเงิน ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้ง เหลือ 1.75% ในการประชุมรอบวันที่ 30 เมษายนนี้ โดยคาดว่าจะปรับลดลง 25 จุดพื้นฐาน (BPS)