โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Agentic AI คืออะไร ? ทำไมสำคัญในโลกธุรกิจปัจจุบัน ?

BT Beartai

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 08.35 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 04.53 น.
Agentic AI คืออะไร ? ทำไมสำคัญในโลกธุรกิจปัจจุบัน ?

ในยุคที่ AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราทุกคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียน การทำงาน หรือแม้แต่การนำมาใช้วิเคราะห์การคาดการณ์ต่าง ๆ ผลของความสำเร็จจาก AI ทำให้มีการพัฒนา AI ประเภทอื่นเพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการแบบอื่น ๆ ให้สะดวกกว่าเดิม

วันนี้ BT beartai จะพามาแนะนำให้รู้จักกับ Agentic AI หนึ่งในเครื่องมือที่เข้ามายกระดับการใช้ AI ที่มากกว่าการให้คำตอบหรือประมวลข้อมูล แต่นี่คือเครื่องมือที่จะมาช่วยตัดสินใจแทนเราได้ด้วย !

Agentic AI คือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อเป็น “เอเจนต์” หรือตัวแทนในการช่วยตัดสินใจ วิเคราะห์ และให้ข้อมูลเชิงซับซ้อนและสามารถทำงานได้ด้วยตัวเองคล้ายกับการตัดสินใจของมนุษย์ ต่างจาก AI แบบเดิมที่ทำงานตามกฎหรือสูตรที่กำหนดไว้ตายตัวใช้รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงได้ เรียนรู้จากการโต้ตอบ และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ แบบทันที

ความแตกต่างระหว่าง Generative AI และ Agentic AI

เรามักจะคุ้นเคยกับ AI ที่ช่วยตอบคำถาม หาข้อมูล หรือสร้างบางสิ่งบางอย่างออกมา เวลาที่เราป้อนคำสั่งหรือ Prompt เข้าไป ถ้าให้พูดถึงที่ทุกคนรู้จักก็ต้องพูดถึง ChatGPT ที่จัดเป็น Generative AI ชนิดหนึ่ง คำถามคือมันแตกต่างจาก Agentic AI อย่างไร

Generative AI : เน้นการทำงานด้วยหลักการของการ ‘สร้างใหม่’ นั่นคือเป็นการเจนข้อมูลจากชุดข้อมูลเก่า ๆ ที่มีอยู่แล้ว แล้วนำมาสร้างผลลัพธ์ใหม่ที่คล้ายคลึงกัน แต่ไม่ซ้ำกัน ตัวอย่าง ChatGPT ที่สามารถสร้างข้อมูล เขียนเพลง เขียนแคปชันต่าง ๆ ได้ หรือ Midjourney ที่สามารถสร้างภาพตามคำสั่งที่ต้องการได้

อย่างไรก็ตามหากเราป้อนคำถามที่ซับซ้อนให้กับ Generative AI มันมักจะทำออกมาได้ไม่ดีนัก เช่น ให้ช่วยเขียนโคดระดับสูง หรือให้ช่วยวิเคราห์เนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงในอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ หรือให้ตอบคำถามที่เฉพาะเจาะจงในตัวบุคคล หรือสั่งให้ทำงานแบบหลาย ๆ ขั้นตอน นี่จึงเป็นโอกาสที่ทำให้ Agentic AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

Agentic AI : ปัญญาประดิษฐ์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็น ‘เอเจนต์’ หรือตัวแทนมนุษย์ในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ร่วมกับ AI ตัวอื่น ๆ ซึ่งใช้การให้เหตุผลและการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยสามารถดำเนินการและตัดสินใจด้วยตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมจากมนุษย์

ความแตกต่างของ AI สองตัวนี้คือ เบื้องหลังการเรียนรู้และความซับซ้อน ที่จะส่งผลถึงผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน โดย Generative AI เน้นถาม-ตอบ ทำตามคำสั่งแบบทั่วไป ที่เราต้องระบุให้ชัดเจนเลยว่าต้องการอะไร แต่ Agentic AI จะต่างกัน เราจะกรอกสิ่งที่เราอยากได้คร่าว ๆ และระบบภายในที่ซับซ้อน จะดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง และออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ

Agentic AI ทำงานอย่างไรก่อนตัดสินใจ ?

Agentic AI จะใช้หลักการทำงานที่แตกต่างจาก AI ตัวอื่น โดยเราจะแจกแจงเป็น 4 หลักการทำงานให้เข้าใจง่ายมากขึ้น

รับข้อมูล : AI จะรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น เซนเซอร์ ฐานข้อมูล และอินเทอร์เฟซดิจิทัล โดยจะดึงข้อมูลสำคัญ จดจำวัตถุ และระบุสิ่งที่เกี่ยวข้องในสภาพแวดล้อม

ให้เหตุผล : โมเดลภาษาหรือ LLM จะทำหน้าที่เป็นตัวดำเนินการ หรือเครื่องมือประมวลเหตุผล ซึ่งจะใช้เทคนิคพิเศษเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลและสร้างผลลัพธ์ที่แม่นยำ เข้าใจถึงงานที่ต้องทำ สร้างวิธีแก้ปัญหา ประสานงานโมเดลพิเศษต่าง ๆ เช่น การสร้างเนื้อหา การประมวลผลภาพ หรือระบบการแนะนำ เป็นต้น

ดำเนินการ : ด้วยการผสานรวมกับเครื่องมือและซอฟต์แวร์ภายนอกผ่านอินเทอร์เฟซ API (Application Programming Interfaces) Agentic AI จึงสามารถดำเนินการตามงานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วตามแผนที่วางไว้ สามารถสร้าง ‘เกราะป้องกัน’ (Guardrails) เพื่อช่วยให้มั่นใจว่า AI จะดำเนินการตามงานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ในการบริการลูกค้าอาจสามารถประมวลผลการเคลมได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าต้องการเคลมมากกว่านั้น อาจจจะต้องได้รับการอนุมัติจากมนุษย์ เป็นต้น

เรียนรู้เพื่อปรับปรับปรุง : Machine Learning เป็นส่วนสำคัญ Agentic AI ที่จะเน้นนำข้อมูลไปปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่าน ‘วงล้อข้อมูล (Data flywheel)’ โดยตัววงล้อข้อมูลนี้ก็จะทำ 3 หน้าที่หลักด้วยกัน

  • นำข้อมูลจากการปฏิสัมพันธ์มาพัฒนาระบบ
  • เรียนรู้และปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
  • ช่วยธุรกิจในการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

Agentic AI เครื่องมือขับเคลื่อนตัวใหม่ในการทำธุรกิจ

ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญที่ว่า Agentic AI ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับใคร กลุ่มเป้าหมายไหน ?

ด้วยความสามารถที่สามารถตัดสินใจเองได้ และมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ซับซ้อน Agentic AI จึงเหมาะกับการใช้งานในการทำงานที่มีความซับซ้อน ให้มีความง่ายมากขึ้น ตามสายงานดังนี้

  • งานบริการลูกค้า : ปรับปรุงการบริการด้วยตนเอง ลดเวลาตอบสนอง และเพิ่มความพึงพอใจ นอกจากนี้ยังมี “มนุษย์ดิจิทัล” ที่ช่วยตอบคำถามและแก้ปัญหาได้แบบเรียลไทม์
  • สร้างเนื้อหา : สร้างเนื้อหาการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
  • วิศวกรรมซอฟต์แวร์ : ช่วยเขียนโคดอัตโนมัติ เพิ่มผลผลิต และประหยัดเวลาให้เหล่านักพัฒนา
  • การดูแลสุขภาพ : ช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ และให้ข้อมูลผู้ป่วย
  • วิเคราะห์วิดีโอ : วิเคราะห์วิดีโอ แจ้งเตือนความผิดปกติ และปรับปรุงการควบคุมคุณภาพ
  • การเงิน : ระบบซื้อขายอัตโนมัติ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและดำเนินการซื้อขายโดยมีการกำกับดูแลจากมนุษย์น้อยที่สุด

เมื่อไรที่ Agentic AI จะมาแทนที่ Generative AI ?

คำตอบคือไม่มีทางที่ Agentic AI จะเข้ามาแทน Generative AI เพราะ AI ทั้งสองตัวเก่งกันคนละแบบ และถูกใช้งานในบริบทที่แตกต่างกัน ถ้าเราต้องการตอบคำถามเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ได้ต้องการความซับซ้อนขนาดนั้น Generative AI ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า กลับกันถ้าต้องการแผนธุรกิจที่ซับซ้อน หรือต้องการให้ AI ทำในสิ่งที่ต้องการ วิเคราะห์ แก้ปัญหา หรือวางแผนที่ต้องทำหลาย ๆ ขั้นตอน การใช้งาน Agentic AI ก็ดูจะเป็นอะไรที่เหมาะกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...