“เอพริล เบเกอรี่” ซัพพลายเบเกอรี่ 7-11 รับยอดขายปี67 เข้าเป้าเพราะ “ช็อกโกแลตดูไบ”
“ช็อกโกแลตดูไบ” ฮอตเกินต้าน 7 หมื่นชิ้นต่อวันไม่พอขาย อุ้มยอดขายทั้งปี “เอพริล เบเกอรี่” เข้าเป้าโต 20% รายได้ 630 ลบ. ปี 68 ยังฮอตไม่เลิกคาดขายต่อได้ยาว ๆ ถึงกลางปี เตรียม“ช็อกโกแลตดูไบ” เวอร์ชั่น 2 ขึ้นเชลฟ์ ลุยต่อไร่โกโก้ 10 ไร่สร้างสตอรี่แบรนด์พร้อมโกอินเตอร์บุกอเมริกา สิงคโปร์ จีน ปักธงรายได้ “พันล้าน” ในปี 70
12 มี.ค. 68 - นางกนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ดส์ อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือแบรนด์ เอพริล เบเกอรี่ เปิดเผยว่า
“เอพริล เบเกอรี่” วางขายขนมและเบเกอรี่ใน 7-11 มากว่า 5 ปี ในปี 2567 ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าช่วงต้นปีผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายทำให้ยอดขายของ “เอพริล เบเกอรี่” ไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้
แต่ในช่วงสิ้นปี “ช็อกโกแลตดูไบ” เป็นกระแสไวรัลใน Social Media บริษัทจึงพัฒนา ช็อกโกแลตดูไบ ในราคา 39 บาทเข้าไปขายใน 7-11 ซึ่งผู้บริหารยอมรับว่าความยากคือการทำรสชาติที่อร่อยในราคาที่ 39 บาท เพราะหากตั้งราคาสูงกว่านี้จะทำให้ “ขายยาก” ซึ่งผลที่ตามมาคือการตอบรับที่ดีจนเข้ามาช่วยดันยอดขายทั้งปี 2567 ได้ตามเป้า และสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ
“ช็อกโกแลตดูไบเราคิดสูตรเองจากกระแสในโซเชียลและเสนอขายใน 7-11 ช่วงที่ล๊อนซ์ออกมาเราโดนกระแสลบเกือบ 100% ทั้งรสชาติช็อกโกแลตไม่อร่อย สู้ตัวแพงไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าคนยิ่งตามและยอดขายโตขึ้น จนถึงตอนนี้ยอดขายก็ยังไม่ตกเราคาดว่าอย่างน้อย ๆกลางปีก็ยังสามารถทำยอดขายได้ แต่ก็มีแพลนตัวอื่นของดูไบช็อกโกแลตเตรียมไว้แล้ว”
โดยปกติ “เอพริล เบเกอรี่” ป้อนสินค้าเข้า 7-11 วันละ 50,000 -70,000 ชิ้นต่อวัน แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาถึง 180,000 ชิ้นต่อวันรวมทุก SKU และเฉพาะช็อกโกแลตดูไบเพียง SKU เดียวประมาณ 70,000 ชิ้นต่อวัน ขณะที่ 7-11 ต้องการให้ซัพพลายสูงถึง 260,000 ชิ้นต่อวัน แต่กำลังการผลิตของของบริษัทยังไม่เพียงพอแม้ว่าจะมีการเพิ่มพนักงานผลิตจาก500 คนจนถึงปัจจุบัน 1,200 คนแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ในปี 2567 บริษัทยังได้ลงทุนซื้อที่ดินและโรงงานเพิ่มราว ๆ 50 ล้านบาท ไม่รวมต่อเติมโรงงาน 30 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 300,000 ชิ้นต่อวัน รวมไปถึงการลงทุนเครื่องจักรเกือบ 20 ล้านบาทในส่วนของการผลิตช็อกโกแลตดูไบโดยเฉพาะ
“ทุกปีเราตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 10 - 20% ปีที่แล้วเรากังวลว่าจะโตไม่ถึงเป้าเพราะยอดไม่หนีจากปี 66 มาก แต่พอมีช็อกโกแลตดูไบเข้ามาในช่วงเดือนธันวาคมก็สามารถทำให้เราเติบโตได้ในยอดที่เราต้องการ ปีที่แล้วเราปิดรายได้ที่ 630 ล้านบาทเติบโต20%”
ปัจจุบันสินค้าของเอพริล เบเกอรี่ แบ่งเป็น พายอบสดหน้าร้าน ซัพพลายเบเกอรี่ให้ร้านกาแฟกว่า 100สาขา และซัพพลายเบเกอรี่ที่ให้ 7-11 กว่า 14,000 สาขาทั่วประเทศ โดย7-11 ยังครองสัดส่วนรายได้ กว่า80% หน้าร้าน 15% และช่องทางอื่นๆ 5%
“เรามีสินค้าที่วางจำหน่ายใน7-11 ประมาณ 18 SKU โดยฮีโร่โปรดักส์ตอนนี้คือ ช็อกโกแลตดูไบ เปี๊ยะลาวาไข่เค็ม ซึ่งขายดีต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 และสุดท้ายเค้กทุบซึ่งขายดีมากในช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมาพีคสุด 4-5 หมื่นชิ้นต่อวัน และทุกปีเราจะล๊อนซ์สินค้าใหม่ใน7-11 ประมาณ 24 โพรดักซ์”
นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาบริษัทยังได้ไปโรดโชว์ในหลายประเทศทั้งเวียดนาม ฮ่องกง เกาหลีและสิงคโปร์ ทำให้สามารถขยายไลน์การขายของไปที่เวียดนามผ่านอิออน อีมาร์ท บิ๊กซี และกัมพูชาผ่านมาสเตอร์แฟรนไชส์
สำหรับเป้าหมายปี 2568 นี้ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า “เราอยากเห็นขนมเค้กไวรัลที่อเมริกา เราอยากเอาสินค้าของเราไปขายที่คอสโก้ในรูปแบบของ Frozen ตัวแรกที่จะนำเข้าไปได้น่าจะเป็น ช็อกโกแลตดูไบ และ เปี๊ยะรสใหม่ ที่กำลังจะล๊อนซ์ใน 7-11 เร็ว ๆ นี้ เพราะอเมริกาห้ามนำเข้าหมู ไข่ แต่สินค้าของเรามีทั้งหมู ไข่และเนื้อสัตว์ และภายใน 3 ปีเราอยากขยายตลาดไปยังสิงคโปร์และจีน”
ขณะเดียวกันมองการเติบโตด้านรายได้ปี 2568 ไว้ราว ๆ 20% และคาดหวังรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาทในปี 2570
“เราตั้งเป้าพันล้านในปี 70 แต่ตอนนี้เราสามารถทำยอดขายได้เดือนละ 90 ล้านบาท และหากสามารถเมนเทนรายได้ต่อเดือนให้อยู่ในระดับนี้ได้แม้ว่าในอนาคตช็อกโกแลตดูไบอาจจะยอดตก แต่เราจะต้องหาสินค้าแฟชั่นตัวอื่นเข้ามาเสริมซึ่งเราจะช้าไม่ได้ เราต้องยอมรับว่าตอนนี้ไดรฟ์เวอร์หลักตอนนี้มาจากเมนูแฟชั่นทั้งนั้นเลย ซึ่งมีความเสี่ยงที่สินค้าจะเลิกฮิต
แต่เมื่อเราก้าวเข้ามาแล้วก็ต้องวิ่งแฟชั่นไปเรื่อย ๆ หยุดไม่ได้ เพราะการที่จะขายแต่สินค้าหลักหรือเปี๊ยะไปเรื่อย ๆ ยอดขายก็คงไม่เติบโตเท่านี้ แต่ 7-11 ก็ยังอยากให้เราให้ความสำคัญกับเปี๊ยะไว้ เพราะมองว่าเราทำได้ดีและยังไม่มีเจ้าไหนที่จะมาแข่งในเรื่องเปี๊ยะ แต่เมนูแฟชั่นก็เป็นตัวทำเงินให้เราได้เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาทั้งสองตัวไปคู่กันเพื่อให้ยอดขายอยู่ระดับนี้ไปทุก ๆ เดือนเราอาจแตะพันล้านได้ในปีนี้เลยก็เป็นไปได้”
อย่างไรก็ตามความท้าทายตอนนี้คือราคาวัตถุดิบโดยเฉพาะ “ช็อกโกแลต” ที่ปีนี้ราคาเพิ่มขึ้น 400% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัท มีการบริหารจัดการวัตถุดิบโดยสั่งซื้อล็อตใหญ่ล่วงหน้าและมัดจำวัตถุดิบทั้งปีไว้ ทำให้ยังสามารถจัดการยอดขายและต้นทุนได้
“แต่ถ้าช็อคโกแลตที่มัดจำไว้หมดอาจจะต้องคุยกับทาง 7-11ในการลดไซส์ แต่เราจะพยายามไม่ขึ้นราคา เพราะเราขึ้นราคาสินค้าตัวอื่นจาก 39 บาทเป็น 41-42 บาทมาแล้ว ซึ่งยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเรายังลงทุนกว่า 10 ล้านบาทซื้อที่ดิน 10 ไร่ในเชียงใหม่เพื่อทำไร่โกโก้ซึ่งตอนนี้ลงกล้าปลูกไปแล้ว 1,000 ต้น
เมื่อเราลงมาเล่นตลาดช็อกโกแลตแล้วเราไม่อยากให้คนรู้จัก เอพริล เบเกอรี่ แล้วลืมไปเมื่อกะแสช็อกโกแลตดูไบดับ เราอยากมี product Hero ที่เป็นช็อกโกแลตอื่นๆ ซึ่งโกโก้ล็อตแรกน่าจะเริ่มเห็นผลผลิตในช่วงปลายปีนี้แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ในไลน์การผลิตได้
เพราะเป้าหมายในการลงทุนคือเราต้องการสร้างสตอรี่แบรนด์ ตั้งแต่การทำสวนโกโก้ ร้านช็อกโกแลต มาถึงเมนูช็อกโกแลต เพื่อให้สามารถเล่นหรือชูโรงกับเมนูช็อกโกแลตต่อได้และในอนาคตเราอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขายช็อกโกแลตก็ได้”