เศรษฐกิจสาหัส! “พาณิชย์ฯ” เผย 2 เดือนปี’68 ธุรกิจเจ๊ง 2,218 แห่ง
วันนี้ (22 มี.ค.68) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนก.พ.68 พบธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,529 ราย ลดลง 579 ราย (-7.14%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (8,108 ราย) และทุนจดทะเบียนรวม 16,335 ล้านบาท ลดลง 4,027 ล้านบาท (-19.78%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (20,361 ล้านบาท)
ขณะที่การจัดตั้งธุรกิจใหม่สะสม 2 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.68) มีจำนวน 16,391 ราย ลดลง 879 ราย (-5.09%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (17,270 ราย) ทุนจดทะเบียน 41,285 ล้านบาท ลดลง 4,509 ล้านบาท (-9.85%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (45,794 ล้านบาท)
ธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก
- ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 1,319 ราย ทุน 2,762 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.05%
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,085 ราย ทุน 4,156 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.62%
- ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 675 ราย ทุน 1,341 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.12%
ขณะที่การจดทะเบียนเลิกสะสม 2 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) มีจำนวน 2,218 ราย เพิ่มขึ้น 320 ราย (16.86%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (1,898 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 7,017 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 656 ล้านบาท (10.31%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (6,361 ล้านบาท)
ธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก
- ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 227 ราย ทุน 375 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10.23%
- ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 92 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 274 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.15%
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 87 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 289 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.92%
ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,981,221 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.61 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 935,839 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.39 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัด 737,891 ราย หรือ 78.85% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.36 ล้านล้านบาท
นางอรมนกล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่ใน 2 เดือนที่ผ่านมา ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจในช่วงเวลานี้ต้องเผชิญกับสถานการณ์และแรงกระทบจากภายในและภายนอกประเทศ ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาตร์ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายด้านการค้าและภาษีของทรัมป์ 2.0 ผนวกกับปัญหาค่าครองชีพ และสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย
ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการจดทะเบียนธุรกิจต่างๆ แต่หากวิเคราะห์ในเชิงลึกจะเห็นว่าอัตราการจัดตั้งธุรกิจต่อการจดเลิกในปี 2568 อยู่ที่ 7:1 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีกว่า 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) ที่มีสัดส่วน 4:1 หรือตั้ง 4 ราย เลิก 1 ราย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนของชาวต่างชาติ 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) พบว่า เพิ่มขึ้นจำนวน 73 ราย (68%) เมื่อเทียบกับปี 2567 เพิ่มขึ้น 8,738 ล้านบาท (33%) รวม 35,277 ล้านบาท โดยธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- ญี่ปุ่น 38 ราย คิดเป็น 21% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 13,676 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน
- จีน 23 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,113 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า
- สิงคโปร์ 23 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 4,490 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนายางรถยนต์ ธุรกิจบริการ Data Center และ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า
- สหรัฐอเมริกา 19 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,372 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกสินค้า
- ฮ่องกง 16 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,587 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค
ทั้งนี้ แนวโน้มการส่งออกและเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนคาดว่าจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลกที่มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนหลัก ทั้งจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการ Easy E-Receipt การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว น่าจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ยอดการจดทะเบียนธุรกิจทั้งปี 2568 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่กรมตั้งไว้ (90,000-95,000 ราย)