โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Meta เริ่มทดลองระบบ Human Concierge ช่วยโทรแทนผู้ใช้ ก่อนเจอปมความเป็นส่วนตัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 กันยายน 2569 เวลา 17.11 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Meta ทดลองระบบ Human Concierge ใช้พนักงานสัญญาจ้างช่วยโทรแทน AI Muse หวังเพิ่มอัตราความสำเร็จในการทำงานเป็น 95-98% ก่อนเจอปมความเป็นส่วนตัว

วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 04.33 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมตา (Meta) กำลังเผชิญคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว หลังบริษัททดลองระบบ “Human Concierge” สำหรับ Muse ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่วนบุคคลตัวใหม่ โดยใช้พนักงานสัญญาจ้างที่เป็นมนุษย์เข้ามารับช่วงโทรศัพท์บางสายแทน AI เบื้องหลัง ขณะที่ผู้ใช้อาจไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าผู้ที่ดำเนินการสนทนานั้นเป็นมนุษย์

Reuters รายงานโดยอ้างอิงข้อความภายในบริษัทว่า Meta แจ้งพนักงานเกี่ยวกับการทดลองดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่นานหลังเปิดตัวฟีเจอร์โทรศัพท์ของ Muse ต่อสาธารณะ โดย Muse เป็น AI Agent ที่ออกแบบมาให้สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ส่งอีเมล ซื้อสินค้า ไปจนถึงจองการเดินทาง และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนขึ้นอันดับต้น ๆ ของชาร์ตดาวน์โหลดแอปในสหรัฐฯ

สำหรับฟีเจอร์โทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถสั่งให้ Muse โทรหาธุรกิจต่าง ๆ ในสหรัฐ และพูดคุยกับพนักงานปลายสายเพื่อจัดการธุระแทน เช่น จองร้านทำผม สอบถามว่าสินค้ามีในสต็อกหรือไม่ หรือขอใบเสนอราคาจากผู้รับเหมา อย่างไรก็ตาม การทดสอบภายในพบว่า Meta นำพนักงานสัญญาจ้างที่เป็นมนุษย์เข้ามาช่วยดำเนินการโทรบางส่วน เพื่อเพิ่มโอกาสที่งานจะสำเร็จ

แนวทางดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับพนักงาน Meta บางส่วน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว เนื่องจากข้อมูลอ่อนไหวของผู้ใช้อาจถูกเปิดเผยแก่พนักงานในคอลเซ็นเตอร์โดยไม่ตั้งใจ พนักงานรายหนึ่งตั้งคำถามว่าเหตุใดบริษัทจึงมองว่าฟีเจอร์นี้คุ้มค่ากับความเสี่ยง พร้อมเตือนว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นรั่วไหลไปถึงผู้ที่รับหน้าที่โทรแทน AI

นอกจากนี้ พนักงานอีกรายซึ่งทดลองให้ Muse โทรหาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเคเบิลเพื่อเจรจาค่าบริการ เปิดเผยว่า จากบันทึกการสนทนาพบว่าพนักงานสัญญาจ้างที่รับหน้าที่โทรแทนมีการกล่าวถึงเชื้อชาติในลักษณะเหยียดเชื้อชาติระหว่างการสนทนา

รองประธานในหน่วยงาน Superintelligence Labs ของ Meta ยอมรับในเวลาต่อมาว่า การเริ่มทดลองให้พนักงานสัญญาจ้างเป็นผู้โทรโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสมถือเป็นความผิดพลาด และระบุว่าบริษัทได้ระงับฟีเจอร์ดังกล่าวไว้ชั่วคราว พร้อมขอโทษพนักงานที่รายงานเหตุการณ์เกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติ และยืนยันว่าพนักงานสัญญาจ้างที่เกี่ยวข้องจะไม่ได้ทำงานในโครงการของ Meta อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ Meta ทดลองนำมนุษย์เข้ามาช่วย Muse คือ อัตราความสำเร็จของการโทร โดยผลการทดสอบบางส่วนพบว่าการใช้มนุษย์เป็นผู้โทรสามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 95-98% ซึ่งสูงกว่าการปล่อยให้ AI เป็นผู้โทรเองทั้งหมด

กรณีของ Muse ยังสะท้อนอีกด้านหนึ่งของกระแส AI Agent ที่บริษัทเทคโนโลยีพยายามพัฒนาให้สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างอัตโนมัติ แต่เบื้องหลังบริการบางส่วนยังต้องอาศัยแรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจหรือผู้รับสายไม่ต้องการพูดคุยกับระบบ AI หรือสายโทรศัพท์อัตโนมัติ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Meta ใช้มนุษย์เข้ามาช่วยระบบ AI ย้อนกลับไปประมาณ 10 ปีก่อน บริษัทซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อ Facebook เคยทดลองผู้ช่วยดิจิทัลชื่อ “M” บน Messenger โดยรายงานของสื่อในเวลาต่อมาประเมินว่า งานประมาณ 70% ของผู้ช่วยดังกล่าวแท้จริงแล้วดำเนินการโดยมนุษย์

ด้านโฆษก Meta ระบุว่า การตอบรับจากพนักงานต่อการทดลอง Muse โดยรวมเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก และจุดประสงค์ของการทดสอบคือการรวบรวมความคิดเห็น เพื่อนำไปพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว รวมถึงปรับปรุงฟีเจอร์ก่อนเปิดให้บริการต่อสาธารณะ บริษัทระบุว่าจะเดินหน้าทำงานร่วมกับร้านค้าและธุรกิจต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงฟีเจอร์การโทร และจะเปิดใช้งานเมื่อระบบมีความพร้อมและมีการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ใช้อย่างเหมาะสมเท่านั้น

Muse ได้รับความสนใจอย่างมากนับตั้งแต่เปิดตัว โดยข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่า แอปมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 2.5 ล้านครั้ง ขณะที่ราคาหุ้น Meta พุ่งขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่เปิดตัว Muse ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ และแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 เดือน ก่อนที่หุ้นจะลดลง 0.6% ในการซื้อขายวันอังคาร

ประเด็นดังกล่าวยังอาจกระทบหนึ่งในจุดขายสำคัญของ Muse เนื่องจากในช่วงเปิดตัว Meta เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยระบุว่า AI Agent แต่ละตัวจะทำงานผ่าน “Virtual Machine” หรือคอมพิวเตอร์เฉพาะบนระบบคลาวด์เพื่อแยกเซสชันของผู้ใช้แต่ละรายออกจากกัน และข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน จะถูกจัดเก็บแยกไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัย พนักงานที่วิจารณ์ระบบ Human Concierge จึงเตือนว่า การให้มนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการสนทนาอาจบั่นทอนจุดขายด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวดังกล่าว

Meta เริ่มให้พนักงานทดสอบความสามารถด้านการโทรของ Muse ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ก่อนทยอยเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปหลังแอปเปิดตัว แต่พบปัญหาว่าผู้รับสายบางรายปฏิเสธการสนทนากับ AI โดยพนักงานรายหนึ่งระบุว่า เมื่อทดลองให้ Muse โทรหาบริษัทประกัน ปลายสายวางโทรศัพท์ทันทีเมื่อทราบว่ากำลังพูดคุยกับ AI ปัญหานี้จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Meta ทดลองให้ Muse ส่งต่องานไปยัง “Human Agent” ที่ผ่านการฝึกอบรมเพื่อโทรและดำเนินการแทนจนเสร็จสิ้น

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...