โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ยูเอ็นเตือนอาเซียนเผชิญวิกฤติหมอกควันรุนแรง เหตุไฟป่าอินโดนีเซียยืดเยื้อ

เดลินิวส์

อัพเดต 18 ตุลาคม 2569 เวลา 2.34 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกชี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญหนึ่งในวิกฤติหมอกควันข้ามพรมแดนรุนแรงที่สุด จากไฟป่าในอินโดนีเซีย เตือนสถานการณ์อาจลากยาวหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เรียกร้องอาเซียนผนึกกำลังรับมือไฟป่า และยกระดับระบบเตือนภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ว่า นายเบน เชอร์ชิลล์ ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ( ดับเบิลยูเอ็มโอ ) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) กล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับหนึ่งในวิกฤติหมอกควันข้ามพรมแดนที่รุนแรงที่สุด จากไฟป่าในอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ พร้อมเตือนว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จนกว่าทิศทางลมจะเปลี่ยนและมีฝนตกลงมาช่วยดับไฟ

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นมีแนวโน้มรุนแรงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยทำให้สภาพอากาศในภูมิภาคใกล้เส้นศูนย์สูตรของอาเซียนร้อนและแห้งแล้งขึ้น เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับฤดูแล้งตามปกติ จึงกลายเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่าและทำให้ไฟลุกลามได้ง่ายขึ้น

เชอร์ชิลล์กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จำนวนวันและช่วงเวลาที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น และคาดว่าปัญหานี้จะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง

สิงคโปร์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีค่าดัชนีมาตรฐานมลพิษทางอากาศ ( พีเอสไอ ) อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพติดต่อกันแล้ว 13 วัน จนถึงวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. นับเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติหมอกควันเมื่อปี 2558 และค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 รายชั่วโมงอยู่ในระดับสูง

นางเกรซ ฟู รัฐมนตรีด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เตือนก่อนหน้านี้ว่า ประเทศต้องเตรียมรับมือกับหมอกควันที่อาจปกคลุมเป็นเวลานาน และคุณภาพอากาศอาจเลวร้ายลงจนถึงระดับอันตราย โดยสถานการณ์อาจเริ่มดีขึ้นเมื่อกระแสลมอ่อนกำลังลงและเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 3-4 สัปดาห์ ส่วนการเปลี่ยนทิศทางลมไปทางเหนือในช่วงปลายปี อาจช่วยพัดพาหมอกควันออกจากสิงคโปร์

เชอร์ชิลล์เปิดเผยข้อมูลจากระบบติดตามการปล่อยควันจากไฟป่า โดยโครงการโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป ( อียู ) ซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมและแหล่งข้อมูลอื่นในการประเมินว่า ในช่วง 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา ควันจากไฟป่าประมาณครึ่งหนึ่งของโลกมีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซีย

ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคของดับเบิลยูเอ็มโอ เสนอให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ร่วมกันจัดสรรทรัพยากรสำหรับดับไฟป่า ทั้งการลงทุนในอุปกรณ์ที่ประเทศสมาชิกสามารถใช้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และการจัดระบบให้เจ้าหน้าที่ดับไฟจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เชอร์ชิลล์ยังมองว่า ประเทศในภูมิภาคควรพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการพยากรณ์สถานการณ์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้ดีขึ้น ตลอดจนร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันไฟป่าไม่ให้กลับมารุนแรงถึงระดับนี้อีก

นอกจากนี้ เชอร์ชิลล์ยกตัวอย่างออสเตรเลีย ซึ่งมีข้อตกลงความร่วมมือรับมือไฟป่ากับนิวซีแลนด์ สหรัฐ และแคนาดา โดยข้อตกลงดังกล่าวช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายบุคลากร และอุปกรณ์ข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมผสานการทำงานร่วมกันเพื่อควบคุมไฟป่า

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเร่งดับไฟแล้ว ฝนจากมรสุมในช่วงปลายปียังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดับไฟป่า โดยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะนำฝนตกมากขึ้นมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงประมาณเดือนธ.ค. แต่ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านฤดูกาลล่าช้า และคาดการณ์ได้ยากขึ้น

เชอร์ชิลล์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกับวิกฤติหมอกควันข้ามพรมแดนจะเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงกว่าเดิม

ดังนั้น อาเซียนจำเป็นต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ที่ดิน บังคับใช้กฎระเบียบให้เข้มงวดขึ้น และให้ความรู้แก่เกษตรกรและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเผา เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติลักษณะนี้เกิดซ้ำอีก.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...