โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัสโอกาสสตาร์ทอัพไทย ครั้งแรกของ Thailand Pavilion ในงาน SWITCH 2026

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ถอดรหัสโอกาสสตาร์ทอัพไทย ครั้งแรกของ Thailand Pavilion ในงาน SWITCH 2026

SWITCH 2026 เวทีนวัตกรรมระดับโลกเปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 25,000 คนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

ประเด็นสำคัญ

  • ครั้งแรกของไทย Thailand Pavilion ในงาน SWITCH
  • กลยุทธ์สู่การเป็น ‘ผู้นำด้าน Application Layer ในอาเซียน’
  • ‘จุดแข็ง-ข้อจำกัด’ ของสตาร์ทอัพไทย และข้อเสนอแนะ

นับเป็นครั้งแรกของการเปิดตัว Thailand Pavilion จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอ 16 สตาร์ทอัพไทยสู่เวทีสากล และประกาศปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้าน Application Layer ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

THE STANDARD พูดคุยกับ กร เธียรนุกุล รองประธานกลุ่มดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงโอกาสและความท้าทายของสตาร์ทอัพไทย รวมถึงบรรยากาศการเข้าร่วมงาน SWITCH 2026

ครั้งแรกของไทย Thailand Pavilion ในงาน SWITCH

กรกล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มี Thailand Pavilion ในงาน SWITCH (Singapore Week of Innovation and Technology) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ของไทยในระดับโลก

กรยังระบุอีกว่า ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนภาพจำของต่างชาติว่า เราไม่ได้มีแค่เรื่องอาหาร, งานครีเอทีฟ, การท่องเที่ยว หรือสุขภาพ แต่เรามีนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วย ในงานนี้ได้คัดเลือกสตาร์ทอัพผู้ชนะจากโครงการ Thai Digital and AI Award จำนวน 16 บริษัทมาร่วมออกบูธ ท่ามกลางคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่างไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ภาครัฐและสมาคมในอุตสาหกรรมดิจิทัลได้ประชุมตกผลึกร่วมกันว่า ประเทศไทยมุ่งเป้าที่จะเป็น ‘ASEAN Number One in Application Layer Nation’ หรือ ผู้นำด้าน Application Layer ในอาเซียน

กรอธิบายว่า หากเปรียบเทียบโครงสร้างดิจิทัลและ AI เป็นเค้ก 5 ชั้น ตามแนวคิดของ เจนเซน หวง โดย (1) ชั้นฐานล่างสุดคือ พลังงาน

(2) ชั้นชิปและฮาร์ดแวร์ประมวลผล: แม้ไทยจะส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เยอะ แต่ Value จริงค่อนข้างน้อย เพราะเรานำเข้าชิปมูลค่าสูง (เช่น TSMC, Nvidia) มาแค่ประกอบกับบอร์ด PCB แล้วส่งออก

(3) ชั้นโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคลาวด์และ Data Center: แม้การลงทุน Data Center ในไทยจะมาเป็นอันดับ 1 ในปี 2025 แต่สิ่งที่ไทยได้เป็นเพียงการขายพื้นที่ ค่าน้ำ และค่าไฟ

(4) ชั้น AI Model: การสร้าง Large Language Model แข่งกับยักษ์ใหญ่โลกอย่าง OpenAI ยังเป็นเรื่องยากและไทยยังทำไม่สำเร็จ

(5) ชั้น Application Layer (ชั้นบนสุด): เป็นชั้นที่ไทยเห็นโอกาสสูงสุดและตั้งเป้าเป็นแชมเปียน โดยนำเอา Infrastructure และ AI Model ที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอดใช้งานจริง

กลยุทธ์สู่การเป็น ‘ผู้นำด้าน Application Layer ในอาเซียน’

กรระบุว่า มี 3 ยุทธศาสตร์หลักในการตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน Application Layer นั่นคือ

(1) การสร้างคน (People) โดยตั้งเป้าสร้าง AI Engineers หรือ Builders ในส่วน Application Layer ให้ได้ 300,000 คน ภายในปี 2030

(2) การดึงดูดพาร์ตเนอร์ (Partnership) โดยเปิดรับการลงทุนต่างชาติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมาร่วมสร้างบริษัทที่นำ AI Model ไปพัฒนาต่อยอดเจาะเฉพาะอุตสาหกรรม (Vertical / Specific Industry) เช่น AI for Manufacturing, Marketing, Tourism, Health, Fintech และ Cybersecurity โดยไม่เน้นการสร้าง LLM ทั่วไปเพิ่มแล้ว

(3) การสร้างระบบนิเวศและกองทุนร่วมลงทุน (Ecosystem & Investment) โดยในปัจจุบันการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยระยะเริ่มต้นและช่วงเปิดตัวสู่ตลาด (Early Stage / Go-to-Market) ปรับตัวลดลง เนื่องจากกลุ่ม CVC ส่วนใหญ่เลือกลงทุนในรอบ Series A ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการในระดับฐานรากขาดแคลนเงินทุนตั้งต้น จึงได้เจรจากับกองทุนสิงคโปร์ เพื่อจัดตั้ง Digital and AI PPP Fund ซึ่งเป็นกองทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเข้ามาเสริมสภาพคล่องและปิดช่องว่างทางการเงินดังกล่าว

รองประธานกลุ่มดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังเผยอีกว่า วางแผนส่งผู้ชนะการประกวดไปแข่งขันต่อใน SLINGSHOT เวทีการแข่งขัน Pitching สตาร์ตอัพระดับนานาชาติที่จัดโดย Enterprise Singapore รวมถึงงาน Slush งานรวมตัวของสตาร์ทอัพและนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงปลายปีที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือ การผลักดันสตาร์ทอัพไทยไปเติบโตในเวทีระดับโลกอย่างงาน San Jose หรืองานจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง CES ที่สหรัฐอเมริกา

‘จุดแข็ง-ข้อจำกัด’ ของสตาร์ทอัพไทย และข้อเสนอแนะ

กรมองว่า คนไทยมีศักยภาพ เมื่อได้รับโจทย์จริงจากสภาอุตสาหกรรมฯ (ซึ่งมี 17,000 บริษัท ใน 47 กลุ่มอุตสาหกรรม) สตาร์ทอัพไทยมีความยืดหยุ่นและความอดทนสูงในการค่อยๆ แก้ปัญหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ใช้จริง อีกทั้งยังสามารถเจรจาขอ Cloud Credits, Mentorship และ Coaching จาก Data Center / Cloud Providers ยักษ์ใหญ่ที่มาลงทุนในไทยมาร่วม Co-creation ได้ รวมถึงการที่ไทยเป็นประเทศผู้ใช้งาน (User) ซึ่งคนไทยเป็น User ที่เก่ง พร้อมทดลองใช้ (Pilot) และมีตลาดรองรับ

อย่างไรก็ตาม กรระบุว่า สตาร์ทอัพไทยมักติด ‘กับดักตลาดขนาดกลาง’ (Middle Market Trap) คือ ตลาดในประเทศใหญ่พอให้อยู่รอดได้ แต่เล็กเกินไปที่จะเติบโตระดับโลก ทำให้คิดแบบ Local เป็นหลัก ต่างจากสิงคโปร์ที่ตลาดเล็กมากจึงต้องคิดแบบ International ตั้งแต่วันแรก การมางานนี้จึงเป็นการปรับ Mindset ให้สตาร์ทอัพไทยคิดแบบสากล เพื่อขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

สภาอุตสาหกรรมฯ ทำหน้าที่เชื่อมต่อและประสานงาน (Connect the Dots) โดยเชื่อมโยง Demand และปัญหาจริงจากสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ เข้ากับ Supply นวัตกรรมของสตาร์ทอัพ

กรยังมองว่า ประเทศไทยต้องกำหนดกรอบและ Area ที่ต้องการปกป้องให้ชัดเจน การเปิดรับทุนต่างชาติเข้ามา เช่น Data Center หรือ AI Model ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องกำหนดเงื่อนไข Next Shot ให้ชัดเจน เมื่อบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น AWS, Google, Microsoft เข้ามาลงทุน เราต้องยื่นข้อเสนอให้ช่วย Mentor, Coaching และสร้างคอร์สฝึกอบรม เพื่อสร้างบุคลากรด้าน Application Layer ร่วมกับเรา

การเปิดตัว Thailand Pavilion เป็นครั้งแรกในงาน SWITCH 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำ 16 สตาร์ทอัพไทยไปร่วมออกบูธในเวทีสากลเท่านั้น แต่คือการประกาศจุดยืนของประเทศไทยในการมุ่งสู่การเป็น ‘ผู้นำด้าน Application Layer ในอาเซียน’ อย่างชัดเจน ด้วยการชูจุดแข็งด้าน ‘Applicable Tech’ ที่เน้นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้แก้ไขโจทย์ธุรกิจได้จริง พร้อมทลาย ‘กับดักตลาดขนาดกลาง’ เพื่อปรับ Mindset สู่ระดับสากลตั้งแต่เริ่มแรก การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนในนาม ‘Team Thailand’ เพื่อช่วยทำหน้าที่เชื่อมต่อจุดแต่ละจุด จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย จากการเป็นผู้ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ สู่การเป็นผู้เล่นหลักที่เติบโตและเฉิดฉายได้อย่างยั่งยืนในเวทีเทคโนโลยีระดับโลก

ภาพ:Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...