‘เชาว์’ เตือน กกต. 5 เสียงเสี่ยง ม.157! ซัดอย่าใช้ศาล รธน.สกัดศาลฎีกา
'เชาว์ มีขวด' เตือน กกต.เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ระวังใช้อำนาจเกินขอบเขต หลังมีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมอำนาจหน้าที่ หวังชะลอคดีที่ศาลฎีการับพิจารณา ชี้คำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกศาล ไม่ได้หมายความเป็น 'ศาลเหนือศาล' ย้ำมติเสียงข้างมากไม่ใช่เกราะคุ้มกันความผิด หากจงใจใช้อำนาจมิชอบอาจเข้าข่าย ม.157
7 พฤศจิกายน 2569 - นายเชาว์ มีขวด ทนายความและอดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง "กกต. 5:2 ระวัง! ใช้ศาลรัฐธรรมนูญสกัดศาลฎีกา ดันทุรังใช้อำนาจเกินขอบเขต เสี่ยง ม.157!" วิพากษ์วิจารณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไว้พิจารณา
นายเชาว์ระบุว่า เรื่องดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงขอบเขตการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะเมื่อ กกต.ได้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาแล้ว และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่กลับมีมติให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนนำมติดังกล่าวไปอ้างเพื่อขอให้ศาลฎีกาเลื่อนการพิจารณาคดี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เนื่องจากยังไม่ปรากฏเหตุเพียงพอ โดยมีเพียงมติของ กกต.ที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำร้องจริง ศาลจึงมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานต่อไปในวันที่ 21-22 ธันวาคม 2569
นายเชาว์ตั้งคำถามว่า กกต.กำลังใช้สิทธิต่อสู้คดีตามกฎหมาย หรือกำลังใช้ช่องทางของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพยายามหยุดยั้งกระบวนการตรวจสอบของศาลฎีกา เพราะหากยอมให้เพียงมติขององค์กรอิสระเป็นเหตุชะลอการพิจารณาคดีของศาลได้ ก็อาจเปิดช่องให้องค์กรของรัฐใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือถ่วงเวลาการตรวจสอบ
นายเชาว์อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 188 รับรองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดี ขณะที่มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบหรือทบทวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกา
แม้ กกต.จะอ้างว่าต้องการให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของตนเอง แต่หากสาระของคำร้องเป็นการขอให้วินิจฉัยว่าศาลฎีกาสามารถตรวจสอบคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของ กกต.ได้หรือไม่ ก็ต้องตั้งคำถามว่ากำลังพยายามจำกัดอำนาจของศาลฎีกาโดยอ้อมหรือไม่
นายเชาว์เห็นว่า หากตีความมาตรา 210 (2) ให้ครอบคลุมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจพิจารณาคดีของศาลอื่น ย่อมเสี่ยงทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นศาลที่มีอำนาจเหนือศาลฎีกา ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้วางโครงสร้างอำนาจตุลาการไว้เช่นนั้น
นอกจากนี้ กกต.ยังได้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาแล้วว่า คำวินิจฉัยของ กกต.เป็นที่สุด และศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับคำร้องเพื่อตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยดังกล่าว เท่ากับว่าประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลถูกหยิบยกขึ้นต่อสู้ในกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงควรให้ศาลฎีกาพิจารณาข้อคัดค้านตามกฎหมาย
ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา 211 ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันศาลทุกศาลนั้น นายเชาว์ย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจก้าวล่วงการพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นได้
"คำวินิจฉัยมีผลผูกพันศาลทุกศาล ไม่ได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือศาลฎีกา นี่คือหลักการสำคัญที่ต้องรักษาไว้ หากไม่ต้องการให้โครงสร้างอำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญเกิดความสับสนและเสียหาย"
นายเชาว์ยังเตือนถึงความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่า หากมีหลักฐานว่าผู้ใช้อำนาจรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของตนไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย แต่ยังจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ก็อาจมีประเด็นให้ตรวจสอบความรับผิดทางอาญา หากครบองค์ประกอบความผิด
ทั้งนี้ การมีมติด้วยเสียงข้างมากไม่ได้รับประกันว่ามติดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายเสมอไป และไม่ใช่เอกสิทธิ์คุ้มกันความรับผิดส่วนบุคคลของกรรมการ กกต.ทั้ง 5 คน
"กกต. ต้องตอบให้ได้ว่า กำลังปกป้องอำนาจตามรัฐธรรมนูญ หรือกำลังพยายามปกป้องคำวินิจฉัยของตนเองไม่ให้ถูกตรวจสอบ?"
นายเชาว์ระบุว่า องค์กรอิสระไม่ได้หมายความว่าเป็นองค์กรที่อยู่เหนือการตรวจสอบ และความเป็นอิสระของ กกต.ก็ไม่อาจหมายถึงการใช้อำนาจก้าวล่วงความเป็นอิสระของศาล
"ขอเตือน กกต. เสียงข้างมากทั้ง 5 คน อย่าให้ความพยายามปกป้องอำนาจขององค์กร กลายเป็นการใช้อำนาจที่ต้องถูกตรวจสอบเสียเอง".