โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไม Netflix ต้องปรับลดทีมงาน 1000 คน ค่าสมาชิกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ?

THE SIGNALs

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

เมื่อค่าสมาชิกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว จากข่าวความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการเทคโนโลยีและสื่อบันเทิงระดับโลกที่ต้องจับตา คือการที่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ออกมาประกาศแผนปรับลดจำนวนพนักงานลงถึง 1,000 ตำแหน่งทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการปรับลดขนาดองค์กรที่ชัดเจนและมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งที่ดุเดือดและท้าทายมากขึ้นจากคู่แข่งรอบด้าน

ทำไม Netflix ต้องปรับลดทีมงาน 1000 คน ค่าสมาชิกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว?

สาเหตุหลักที่ Netflix ต้องปรับลดพนักงาน 1,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด เป็นเพราะบริษัทต้องการจัดระเบียบโครงสร้างภายในใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจปัจจุบันและรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยกลุ่มงานที่จะได้รับผลกระทบหลักๆ ได้แก่ ทีมทรัพยากรบุคคล (HR) ทีมกฎหมาย ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product) และทีมเทคโนโลยี

สำหรับการลดขนาดทีมในส่วนงานสนับสนุนและส่วนพัฒนาบางจุดนี้ มีเป้าหมายเพื่อดึงทรัพยากรกลับไปโฟกัสในจุดที่สร้างการเติบโตได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทตัดสินใจปรับทัพเพื่อรักษาวินัยทางการเงิน หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ปรับลดพนักงานครั้งใหญ่รอบก่อนหน้านี้ของ Netflix ในปี 2022 บริษัทก็ได้ตัดสินใจลดตำแหน่งงานลงไปประมาณ 450 ตำแหน่ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์จำนวนสมาชิกผู้ใช้งานลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ซึ่งในเวลานั้นสำนักข่าว Reuters ได้ระบุว่า เป็นการปรับลดต้นทุนเพื่อรับมือกับฐานผู้ชมที่ชะลอตัวลงหลังยุคการแพร่ระบาด

สัญญาณเตือนล่วงหน้าและการรวมตัวของคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดสตรีมมิ่งเป็นอย่างไร?

อุตสาหกรรมสตรีมมิ่งกำลังเผชิญกับการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการที่แพลตฟอร์มวิดีโอฟรีเข้ามาแย่งเวลาของผู้ชมอย่างหนัก ส่งผลให้การเติบโตของผู้เล่นหลักเริ่มมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ

หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา Ted Sarandos ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) Netflix ได้เคยส่งสัญญาณบางอย่างไว้ในงานประชุม Bloomberg Screentime โดยเขายอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า ในตอนนี้บริษัท “ยังเติบโตได้ไม่เร็วเท่ากับที่เขาต้องการให้เป็น”

คำพูดดังกล่าวสะท้อนภาพความเป็นจริงของอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งในปัจจุบันที่กำลังอยู่ในช่วงของการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เห็นได้ชัดจากดีลประวัติศาสตร์ที่ Paramount ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ Warner Bros (บริษัทแม่ผู้เป็นเจ้าของ HBO) ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.36 หมื่นล้านปอนด์ ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ Netflix เองก็เกือบจะปิดดีลกับทาง Warner Bros ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายก็เป็นฝ่าย Paramount ที่เสนอราคาประมูลสูงกว่าและคว้าดีลนี้ไปครอง

นอกจากคู่แข่งทางตรงในธุรกิจสตรีมมิ่งด้วยกันแล้ว อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ แพลตฟอร์มวิดีโอที่ให้ผู้ใช้งานดูได้ฟรีอย่าง YouTube และ TikTok ที่ยังคงดึงดูดความสนใจและแย่งเวลาของผู้ชมไปได้อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทวิจัยเรตติ้งระดับโลกอย่าง Nielsen ที่ติดตามพฤติกรรมการรับชมทีวีและสตรีมมิ่งในสหรัฐอเมริกา ได้ชี้ให้เห็นแนวโน้มจริงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าYouTube สามารถครองสัดส่วนเวลาการรับชมบนหน้าจอโทรทัศน์ได้เป็นอันดับต้นๆ เหนือกว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแบบบอกรับสมาชิกหลายราย สะท้อนให้เห็นว่า คู่แข่งที่แท้จริงในวันนี้คือทุกแพลตฟอร์มที่แย่งชิงเวลาว่างของผู้บริโภค

การจัดลำดับความสำคัญใหม่ Netflix เลือกลงทุนในจุดไหนเพื่อสร้างผลลัพธ์ชัดเจน?

Netflix เลือกจัดลำดับความสำคัญใหม่โดยมุ่งเน้นการลงทุนอย่างเต็มที่ในส่วนงานที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้สูง เพื่อยกระดับบริการและขับเคลื่อนนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยในการจัดสรรบุคลากรและทรัพยากรให้ตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาว

ในอีเมลภายในที่ส่งถึงพนักงานทุกคน Ted Sarandos และ Greg Peters ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ได้อธิบายถึงทิศทางของบริษัทไว้อย่างน่าสนใจว่า Netflix จะยังคง “เดินหน้าลงทุนอย่างเต็มที่ในส่วนงานที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้สูง เพื่อยกระดับบริการให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงใช้เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไป”

ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้งสองท่านยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรในครั้งนี้ว่า “ภารกิจของเราในการมอบความบันเทิงให้กับผู้คนทั่วโลก เป็นเป้าหมายที่ใหญ่มาก และการจะทำให้สำเร็จได้นั้น เราจำเป็นต้องมีวินัยในการเลือกว่าจะจัดลำดับความสำคัญให้กับบุคลากรและทรัพยากรของเราไว้ที่จุดไหน”

ทั้งนี้ ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการ ทางผู้จัดการของแต่ละแผนกจะเป็นผู้แจ้งรายละเอียดให้พนักงานทราบใน “เร็วๆ นี้” ว่าตำแหน่งงานของใครบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับลดในรอบนี้

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในอีเมลยังได้ระบุเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ผลประกอบการของบริษัทยังคงเดินหน้าไปตามเป้าหมายทางการเงินที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยทาง Netflix มีกำหนดการที่จะประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ซึ่งนักลงทุนและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลตัวเลขทางการเงินอย่างเป็นทางการได้ผ่านหน้าเว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทโดยตรง

โจทย์ใหญ่ของธุรกิจเมื่อรายได้จากค่าสมาชิกเริ่มใกล้ถึงเพดาน Netflix รับมืออย่างไร?

เมื่อรายได้หลักจากการเก็บค่าสมาชิกเริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัวNetflix จึงพยายามรับมือด้วยการรักษาตัวเลขเวลาการรับชมผ่านออริจินัลคอนเทนต์ใหม่ๆ พร้อมทั้งขยายธุรกิจไปสู่ตลาดเกมและแพ็กเกจโฆษณา แม้ว่าช่องทางเหล่านี้จะยังไม่ได้กลายเป็นรายได้หลักตัวใหม่ที่ชัดเจนในทันทีก็ตาม

ในมุมมองของนักลงทุน ปัจจัยสำคัญที่กำลังถูกนำมาประเมินอย่างละเอียดคือตัวเลข การมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “จำนวนเวลาที่ลูกค้าใช้ไปกับการดูคอนเทนต์บน Netflix” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเลขนี้คือตัวชี้วัดโดยตรงในการต่อกรกับแพลตฟอร์มอย่างYouTube และTikTok

ที่ผ่านมา Netflix ยังคงเดินหน้าอนุมัติการสร้างสรรค์ออริจินัลซีรีส์และรายการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยคอนเทนต์ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้คือเรื่อง “Below” ซึ่งเป็นซีรีส์แนวลึกลับไขปริศนาใต้น้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังพยายามขยายขอบเขตธุรกิจไปยังน่านน้ำใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรุกเข้าสู่ ธุรกิจเกม (Gaming) หรือการเปิดรับแพ็กเกจที่มีโฆษณาคั่นทั้งก่อนและระหว่างการรับชมซีรีส์และภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากกลยุทธ์ที่บริษัทเริ่มนำแพ็กเกจราคาประหยัดแบบมีโฆษณาเข้ามาใช้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค

เมื่อมองในอีกด้าน แม้บริษัทจะพยายามปั้นน่านน้ำใหม่ๆ อย่างเต็มที่ แต่ Ross Benes นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทวิจัยการตลาดระดับโลกอย่าง eMarketer ก็ได้ให้มุมมองที่ตรงไปตรงมาว่า “พวกเขายังไม่สามารถสร้างช่องทางรายได้หลักตัวใหม่ที่ชัดเจนขึ้นมาได้”

เขายังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ในปัจจุบันNetflix ยังคงต้องพึ่งพาโมเดลธุรกิจหลักอย่างการเก็บค่าสมาชิก ซึ่งเริ่มมีสัญญาณว่ากำลังเข้าใกล้จุดอิ่มตัวแล้ว

“ท้ายที่สุดแล้ว เพราะธุรกิจค่าสมาชิกกำลังขยับเข้าใกล้เพดานการเติบโต พวกเขาจึงจำเป็นต้องมีช่องทางรายได้ใหม่ๆ เข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยง และจุดนี้เองที่เป็นเรื่องท้าทายและยังทำได้ไม่ง่ายนักสำหรับบริษัท” Ross Benes กล่าว

ในวันที่ต้องจัดระเบียบตัวเอง บทเรียนความคล่องตัวที่ไม่แพ้การขยายธุรกิจ

อ่านบทความต้นฉบับ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...