โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดใจ ‘วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์’ ยอมรับความผิดพลาด พร้อมถูกตรวจสอบ ขอโอกาสปฏิรูป ‘ไทยพีบีเอส’

The Reporters

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘วันชัย’ ผอ. ไทยพีบีเอส รับอึ้งข่าวสั่งคืนเงิน 85 ล้าน ยันพร้อมให้ตรวจสอบ แจงยกเลิกจ้าง ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ แล้ว เปิดอกรู้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ภายใน ตั้งใจเร่งแก้แต่ทำยาก ขอบคุณทุกเสียงวิจารณ์ ลั่นจะทำภารกิจสำเร็จแล้วไม่ขอไปต่อ ย้ำจุดยืนสื่อสาธารณะต้องปราศจากอำนาจทุนและการเมือง

วันนี้ (16 ต.ค. 69) นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ให้สัมภาษณ์กับ The Reporters ถึงกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหนีความรับผิดชอบหรือไม่

นายวันชัยชี้แจงว่า ในวันที่ไทยพีบีเอสนัดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงภายหลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาแถลงข่าวนั้น ขอยืนยันว่าตนไม่ได้หนีไปไหน เพียงแต่วันนั้นตนติดภารกิจอยู่ต่างจังหวัด และการแถลงข่าวของ สตง. เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ทัน จึงต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้

ส่วนกรณีการออกมาแถลงผลการตรวจสอบของ สตง. ในช่วงที่มีความพยายามแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส ถือเป็นความผิดปกติหรือไม่นั้น นายวันชัยกล่าวว่า ตามปกติ สตง. ไม่เคยแถลงข่าวในลักษณะนี้ และเรื่องของไทยพีบีเอสไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มากนักหากพิจารณาถึงมูลค่าความเสียหาย หรือข้อกล่าวหาที่ สตง. ชี้แจง จึงรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดจึงต้องจัดแถลงข่าวใหญ่โต แต่แน่นอนว่าในฐานะสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอสก็ควรมีคำตอบและคำอธิบายเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งให้แก่สาธารณชนได้รับทราบเช่นกัน

ไทยพีบีเอสยินดีรับการตรวจสอบจาก สตง.

นายวันชัยยอมรับว่า สตง. มีกระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานของไทยพีบีเอสเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับการตรวจสอบใหญ่ครั้งนี้ สตง. ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยมีการส่งทีมเข้ามาตรวจสอบและรายงานผลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสชี้แจง จนกว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันจึงจะทำการปิดตรวจ แต่กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นนี้ กลับมาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่มีกระแสการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ไทยพีบีเอส จากการจัดเก็บภาษีบาปไปเป็นการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

“ก่อนหน้านี้ ทางไทยพีบีเอสได้ให้ความเห็นชี้แจงว่า ในเรื่องวินัยการเงินการคลัง เราถูกตรวจสอบตลอดเวลา และขอยืนยันว่าไทยพีบีเอสยึดมั่นในความโปร่งใส ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เราถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทั้งจาก สตง., คณะกรรมการตรวจสอบภายใน, คณะกรรมการตรวจสอบภายนอกซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ, คณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงสมาชิกสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ นอกจากนี้ยังต้องเข้าไปชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากเรามีสถานะเป็นหน่วยงานประเภทหนึ่งของรัฐ การตรวจสอบจึงเกิดขึ้นตลอดทั้งปี ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธ แม้กระทั่งรายละเอียดรายการต่าง ๆ ก็มีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์มาโดยตลอด ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยทำอะไรที่ผิดปกติ และยินดีรับการตรวจสอบทั้งจากภายในและภายนอกเสมอ” นายวันชัยระบุ

นายวันชัยกล่าวต่อว่า การตรวจสอบไทยพีบีเอสเป็นเรื่องปกติ และเรายินดีรับการตรวจสอบตลอดเวลา เมื่อมีข่าวว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มีแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนให้ไทยพีบีเอสไปใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน เราได้ยืนยันจุดยืนไปแล้วว่า เราไม่ได้มองว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่หัวใจสำคัญของการเป็นสื่อสาธารณะคือ ‘ความเป็นอิสระ’ จากการแทรกแซงของทุกฝ่าย แต่ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ‘เงิน’ คือกระดูกสันหลังที่ควบคุมทุกอย่างอย่างแท้จริง

ย้ำจุดยืนสื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระจากทุนและรัฐ

นายวันชัยตั้งข้อสังเกตว่า หากไทยพีบีเอสต้องเข้าไปอยู่ในระบบงบประมาณแผ่นดิน แน่นอนว่าจะต้องถูกตรวจสอบโดย สส. ซึ่งทุกวันนี้ก็ถูกตรวจสอบอยู่แล้ว แต่คำถามคือ ในความเป็นจริงเราจะยังคงความเป็นอิสระได้มากน้อยเพียงใด หากต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล พร้อมยกตัวอย่างโครงการของรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ซึ่งไทยพีบีเอสได้เกาะติดและนำเสนอรายงานอย่างต่อเนื่องมาถึง 2 ปี เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน จนปัจจุบันโครงการดังกล่าวถูกชะลอไปแล้วเนื่องจากมีกระแสคัดค้านจำนวนมาก ตนจึงอยากตั้งคำถามว่า ประชาชนจะสามารถสื่อสารผ่านช่องทางใดได้บ้าง หากไม่ใช่สื่อที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

“ผมขอยกตัวอย่าง ปัญหาของชาวบ้านเรื่องสารพิษในแม่น้ำกก คำถามคือใครจะลงไปรายงานข่าวเกาะติดจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องปลาหมอคางดำ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนมาจากนักข่าวพลเมืองที่เป็นเครือข่ายที่เราฟูมฟักมาตลอด หลายเรื่องเกิดจากเสียงสะท้อนในพื้นที่ คำถามคือ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หากสื่ออย่างไทยพีบีเอสต้องไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพราะเงินคือเส้นเลือดใหญ่ที่สุดที่หล่อเลี้ยงองค์กร จึงนำมาสู่คำตอบที่ว่า เราอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราดื้อรั้นที่จะต้องใช้ภาษีนี้ต่อไป อาจจะมีช่องทางอื่นในการจัดการงบประมาณอย่างมีเหตุผลและโปร่งใส โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐเพียงอย่างเดียว”

มองกระบวนการตรวจสอบของ สตง. รวบรัดเกินไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าการตรวจสอบของ สตง. ในช่วงนี้มีความผิดปกติหรือไม่ นายวันชัยตอบว่า ไทยพีบีเอสยอมรับกระบวนการตรวจสอบ แต่ต้องพิจารณาถึงวิธีการและขั้นตอนด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ สตง. ได้ส่งรายงานการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์มาให้ไทยพีบีเอสรับทราบ และเปิดโอกาสให้ชี้แจงโต้แย้งก่อนจะสรุปผลและปิดตรวจ แต่สำหรับครั้งนี้ สตง. กลับดำเนินการปิดตรวจอย่างรวดเร็วมาก ทางไทยพีบีเอสได้ชี้แจงไปเพียงแค่ครั้งเดียว สตง. ก็ส่งรายงานกลับมาแจ้งว่าปิดตรวจแล้ว ทั้งที่ตามหลักการควรมีขั้นตอนในการพูดคุย หรือให้โอกาสชี้แจงโต้แย้งข้อมูลให้มากกว่านี้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใดกระบวนการในครั้งนี้ถึงรวดเร็วนัก และยังมาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่มีประเด็นการแก้กฎหมายองค์กรอีกด้วย

ยันยกเลิกสัญญารายการ ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ ไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569

กรณีที่ สตง. ระบุถึงการตรวจสอบรายการ ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ ซึ่งพบว่ามีการจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างไม่ถูกต้องนั้น นายวันชัยกล่าวว่า กรณีการตรวจสอบเรื่องนี้ ทางไทยพีบีเอสเคยเห็นเอกสารแล้ว และอยู่ในระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงกลับไป แต่ยังไม่ทันจบกระบวนการ สตง. ก็ชิงปิดตรวจไปก่อน แต่ไม่เป็นไร ตนคิดว่าสามารถชี้แจงได้ เพราะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ สตง. ปิดตรวจไปแล้ว

“เท่าที่ทราบ คณะกรรมการนโยบาย (กนย.) ได้มีจดหมายมาเมื่อวานนี้ สั่งการให้ทำคำชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สำหรับกรณีรายการข่าวเจาะย่อโลก ตนต้องชี้แจงว่าในปี 2569 เราไม่ได้ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ตนเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งขณะนั้นยังคงเป็นสัญญาเดิมที่ผูกพันไว้ทั้งปี จึงมีความจำเป็นต้องต่อสัญญาให้ครบกำหนด แต่นโยบายของผู้บริหารชุดใหม่ ผมได้แจ้งกับพนักงานไปแล้วว่า สิ่งใดที่เรามีศักยภาพผลิตเองได้เราก็จะทำ หากจำเป็นต้องจ้างก็ต้องจ้าง แต่สิ่งไหนที่ทำเองได้ก็ควรทำเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ซึ่งรายการข่าวเจาะย่อโลก ไม่ได้มีการต่อสัญญาในปี 2569 แล้ว”

นายวันชัยยืนยันว่า นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ตนได้เร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยได้ยกเลิกสัญญารายการข่าวเจาะย่อโลกไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 พร้อมยืนยันว่า เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในอดีต แต่เมื่อกลับไปดูรายละเอียดในสัญญา ก็พบว่ารายการนี้ออกอากาศมาอย่างยาวนาน และไม่ได้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงมาตั้งแต่ต้น โดยในยุคแรกเมื่อ 7–8 ปีก่อน มีการเรียกผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาร่วมประมูลแข่งขันตามปกติ แต่ผู้ผลิตรายนี้เป็นผู้ชนะการประมูล และหลังจากนั้นก็ได้รับการต่อสัญญามาโดยตลอด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในอดีตที่ทีมงานได้รายงานให้ทราบ

“นโยบายของผมคืออยากให้องค์กรนี้หันมาผลิตรายการด้วยตัวเองให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะส่งผลดีในแง่ของการประหยัดงบประมาณ และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ฝึกฝนพัฒนาฝีมือ ผมได้สอบถามความคิดเห็นของคนในสำนักข่าว ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนมาทำเองมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า สัญญาของบริษัทนี้ที่เซ็นไปเมื่อไตรมาสที่ 4 เป็นสัญญาที่มีความต่อเนื่อง เราจึงต้องต่อสัญญาให้เขาจนจบวาระในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้อง แต่สำหรับในปี 2569 ไม่มีสัญญานี้อีกต่อไปแล้ว นโยบายของผู้บริหารแต่ละยุคสมัยย่อมมีความแตกต่างกัน ผมก็มีแนวทางการบริหารในรูปแบบของผม ซึ่งอาจไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต”

ยอมรับอึ้งหลังเห็นข่าวถูกสั่งให้ใช้เงินคืน 85 ล้านบาท

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรเมื่อทราบข่าวว่า สตง. สั่งให้มีการชดใช้เงินคืนจำนวน 85 ล้านบาท จากกรณีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรเกินระเบียบ นายวันชัยยอมรับว่า ในช่วงเวลานั้นตนกำลังขับรถเดินทางกลับบ้าน เมื่อมีเพื่อนโทรศัพท์มาแจ้งข่าวก็ถึงกับทรุด รู้สึกตกใจมากว่าตัวเลขสูงถึง 85 ล้านบาทเลยหรือ และตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำพลาดได้ขนาดนั้นเลยหรือ ยอมรับว่าตกใจและชะงัก (Stunned) ไปพักหนึ่ง ตนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเพราะเพิ่งออกจากสำนักงานมาได้ไม่นาน และยังไม่ทันได้เห็นหนังสือรายงานจาก สตง. ด้วยซ้ำ ทำไมจู่ ๆ บุคคลภายนอกถึงได้รับรู้เรื่องนี้ก่อน ในขณะที่เรายังไม่ทราบเรื่อง และไม่เคยมีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อมูลใด ๆ ในประเด็นนี้เลย

“อยู่ดี ๆ ก็อึ้งไปเลยว่าตัวเลขสูงถึง 85 ล้านบาทเชียวหรือ ทั้งที่เรายังไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แม้เราจะทราบดีว่ากำลังมีการตรวจสอบในเรื่องนี้อยู่ แต่การที่เพิ่งมารู้ผ่านข่าวว่าจะต้องชดใช้เงินถึง 85 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน จู่ ๆ ข่าวก็ถูกนำเสนอออกมาแบบนี้เลย”

กนย. สั่ง ผอ. ไทยพีบีเอสชี้แจง พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยผู้เกี่ยวข้อง

นายวันชัยยืนยันว่า ตนไม่เคยเห็นเอกสารของ สตง. ฉบับที่หลุดออกสื่อมาก่อน เพราะตามปกติเอกสารทางราชการจะต้องถูกส่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และสิ่งที่น่าแปลกใจคือ เอกสารที่ปรากฏบนสื่อนั้นไม่มีการประทับตรา ‘ลับ’ แต่เอกสารที่ส่งมาถึงตนกลับมีการประทับตราว่า ‘ลับ’ อย่างชัดเจน

สำหรับเอกสารที่ สตง. ส่งมายังไทยพีบีเอสนั้น แบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกส่งถึงประธาน กนย. ระบุถึงเรื่องการให้ชดใช้เงินคืนจำนวน 85 ล้านบาท ส่วนฉบับที่ 2 ซึ่งตนได้รับเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม เป็นการสั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบวินัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

จากหนังสือของ สตง. มีคำสั่งให้ดำเนินการใน 2 ประเด็นหลัก เรื่องแรกคือ สั่งให้ ผอ. ไทยพีบีเอส ดำเนินการทางวินัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนผู้ประกาศข่าวโดยไม่มีระเบียบรองรับ ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ที่ 85 ล้านบาท โดยขั้นตอนแรก ไทยพีบีเอสจะต้องทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) อย่างไรก็ตาม ในส่วนตัวแล้ว ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ตนมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเต็มที่ 100%

ยอมรับตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่บางเรื่องไม่ง่าย

“ในฐานะผู้บริหารไทยพีบีเอส ถามว่าเราได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ก็อย่างที่บอกไปว่า ผมรู้สึกอึ้งไปเลย เมื่อปีกว่าที่แล้วผมก็เป็นเพียงคนนอกทั่วไป ผมอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนมา 30–40 ปี เมื่อมองเข้ามาก็รู้สึกว่าอยากจะเข้ามาช่วยทำให้องค์กรนี้ดีขึ้น จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจและรับรู้มาตลอดว่า 18 ปีของที่นี่มีปัญหาหมักหมมอยู่พอสมควร ตอนแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ผมมีความมุ่งมั่นและไฟแรงมาก คิดว่าจะสามารถเข้าไปแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ได้ทันที แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทุกอย่างต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ปรับ และค่อย ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...