โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เนื้อนาบุญของ 14 ตุลา คือ ‘เสรีภาพ’

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เนื้อนาบุญของ 14 ตุลา คือ ‘เสรีภาพ’

เหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชน เมื่อ 53 ปีที่แล้ว มีผลให้ผู้นำประเทศ 3 คนต้องออกนอกประเทศ นายสัญญ ธรรมศักดิ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ต่อไป

ภาพนักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันในการชุมนุมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 1

อาจประมวลทัศนะของบุคคล ของนักวิชาการ และของสื่อต่อปรากฏการณ์ 16 ตุลาคม2516 ได้ดังนี้

1.ทัศนะที่เห็นว่า การต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเพียงทำให้กระเบื้อง 3 แผ่นหลุดลอยไปจากหลังคา ส่วนตัวบ้านผุๆ โทรมๆ ยังคงอยู่ทั้งเสาเรือน คานรับ ข้างฝา ประตูหน้าต่างยังเหมือนเดิม มีการเลือกตั้งสลับกับการรัฐประหารตามมาอีกหลายครั้งในรอบ 50 ปีมานี้ แปลว่า 14 ตุลา ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างใดๆ นี่เป็นทัศนะหนึ่ง

ผมเห็นว่า คุณค่ายิ่งใหญ่ของ 14 ตุลา คือการเปิดเนื้อดินของพื้นที่สาธารณะที่ทำให้แมกไม้แห่งเสรีภาพนานาพรรณเติบโตและงอกงาม

อำนาจไม่อาจผูกขาดอยู่กับทหาร และชนชั้นนำจำนวนจำกัดได้อีกต่อไป แต่อำนาจได้ส่งผ่านไปสู่ประชาชนให้สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมในชะตากรรมของประเทศได้

เห็นได้ว่า ประชาชนมีพลังอำนาจขึ้นมาได้ในทุกมิติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกกำหนดและประกันไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ที่ก่อให้เกิดโภชน์ผลสารพันตามมา

ใช่หรือไม่ว่า การปกครองส่วนภูมิภาคจำต้องให้พื้นที่และอำนาจต่อการปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่าน อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศ ซึ่งตัวแทนมาจากประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง

การจัดตั้งสหภาพแรงงาน สิทธิของกรรมกร การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การก่อเกิดองค์กรเอกชน (NGO) มากมายในหลายมิติ ทุกพื้นที่ในแผ่นดินไทย ล้วนเป็นผลพวงที่เกิดได้ด้วยการระเบิดใหญ่ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้นเอง

2.ทัศนะที่เห็นว่า นิสิตนักศึกษาในยุคนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือของทหารกลุ่มหนึ่งที่

ต้องการโค่นอำนาจของทหารอีกกลุ่มหนึ่ง

ขอแลกเปลี่ยนว่าในช่วงท้ายของเหตุการณ์ ที่นักศึกษาถูกตำรวจขวางกั้นเส้นทางกลับบ้านจนเกิดความรุนแรงข้างพระราชวังสวนจิตรลดา นำไปสู่การต่อสู้บนท้องถนนราชดำเนินตลอดสายนั้น ทำให้ทหารสองฝ่ายขัดแย้งกัน มีผลให้ฝ่ายอำนาจเก่าต้องพ้นไปจากอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงแต่เกิดได้เพราะ ฝ่ายนักศึกษาไม่ยอมแพ้ หากแต่ได้ยืนหยัดสู้อย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่รู้และไม่สนใจว่าใครกลุ่มไหนจะมาชิงอำนาจจากกลุ่มไหน มันเป็นสถานการณ์ที่พ้นไปจากเจตนารมณ์ของฝ่ายนิสิตนักศึกษาและไม่อาจไปควบคุมใครให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไรได้ อะไรจะเกิดขึ้นในช่วงนั้น จึงเป็นภววิสัยภายนอกโดยแท้

3.ทัศนะที่เห็นว่า นิสิตนักศึกามีวาระซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหว

ถึงบัดนี้ 53 ปีแล้ว ไม่มีร่องรอยใดๆ ปรากฏถึงสิ่งที่เรียกว่าวาระซ่อนเร้น

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่มีผู้นำนิสิตนักศึกษาคนใดได้รับบำเหน็จใดๆเลย ปรากฏการณ์น่าสนใจ ที่เห็นคือ นักศึกษาต้องไปทำหน้าที่ให้สัญญาณโบกรถ หยุดรถ บนท้องถนนแทนตำรวจจราจร เพราะตำรวจจราจรพากันหลบลี้หนีหน้ากันไปหมด หลายวันทีเดียวกว่าตำรวจจราจรจะคืนสู่การทำหน้าที่บนถนน

จึงพูดได้ว่า การต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ปราศจากผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตัวของใครคนใดเลย ไม่มีใครสนใจที่จะขึ้นไปสู่วงจรอำนาจ

4.ทัศนะที่เห็นว่า ฝ่ายนำการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เคลื่อนไหว แอบอิง

สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเห็นว่าขบวนแถวที่เคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ตอนเที่ยง ตามด้วยนักศึกษาประชาชนหลายแสนคนในเวลานั้น ตรงแถวหน้ามีขบวนธงชาติและขบวนพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ขอทำความเข้าใจว่า การจัดขบวนเป็นเช่นนั้นจริง ในยามสุ่มเสี่ยง นิสิตนักศึกษาประชาชนมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระบารมี เป็นที่พึ่งด้วยความจงรักภักดีอย่างจริงใจ กระทั่งในบางจังหวะของการเคลื่อนไหวท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เพียงแต่กลุ่มนำบนเวทีที่อยู่กับไมโครโฟนพากันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนในบริเวณนั้น จะร่วมกันร้องอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน สถานการณ์ตึงเครียดขณะนั้น จะคลายตัวสู่ความสงบแบบฉับพลัน รวมไปถึงคุณูปการของพระองค์ท่านที่ทรงต้อนรับนักศึกษาที่ปะทะกับตำรวจและนักศึกษาได้เข้าไปพึ่งพระบารมีในรั้วของพระราชวัง

นี่คือพลานุภาพของล้นเกล้าฯของชาวไทย

5.ทัศนะที่เห็นว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 เป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกวางไว้เป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดสถานการณ์ปั่นป่วนในบ้านเมือง

ทัศนะนี้ ผมเคยชี้ไว้แล้วว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหวเพื่อให้บ้านเมืองมีกติกานำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการ กำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง เหมือนที่ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในนามของนายเข้ม เย็นยิ่ง เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ใหญ่บ้านทำนุ เกียรติก้อง หมายถึง จอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อเรียกร้องให้หมู่บ้านไทยเจริญ มีกติกาหมู่บ้าน คือให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญนั้นเอง

ถ้าตำรวจไม่จับ 13 กบฏ รัฐธรรมนูญ ที่เดินแจกใบปลิว จับแล้ว เมื่อถูกประท้วง ถ้าทางการปล่อยตัว 13 คน ก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์บานปลายกลายเป็นจลาจลบนท้องถนนราชดำเนิน เมื่อ 14-15 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ก็จะไม่จบลงอย่างที่เห็น

6.ทัศนะวีรชนเอกชน คือความเข้าใจว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 เป็นผล

ยิ่งใหญ่ก็เพราะความสามารถของผู้นำนักศึกษาเพียงไม่กี่คน เช่น ธีรยุทธ บุญมี เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ผู้นำมีความสำคัญมากเป็นความจริง แต่ขบวนแถวยาวเหยียด นับแสนคนเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะประวัติศาสตร์ครั้งนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการประกอบส่วนจากพลังของผู้คนหลายภาคส่วน

นิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยครูทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมทั้งนักเรียนหลายโรงเรียน เข้ามาร่วมสมทบกันมากมาย แม่ค้าพ่อค้าพากันทำข้าวห่อ อาหารแห้ง และน้ำมาให้สื่อมวลชนที่รักความเป็นธรรม โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่พากันล็อคประตูห้องให้งดสอบ เพื่อเปิดทางให้นักศึกษาไปร่วมชุมนุมกัน บทเพลง บทกวี ละครที่ร้องเล่นบนเวที ล้วนแล้วแต่ประกอบส่วนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

ลำพังผู้นำนักศึกษาไม่กี่คน ไม่สามารถก่อเกิดมวลมหาประชาชนขนาดใหญ่อย่างนั้นได้แน่นอน

ใครจะเข้าใจต่อปรากฏการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างไร ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ละมุมมอง และจะตีความอย่างไร ก็สุดแต่อัธยาศัย ใครก็ห้ามใครไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ยังดำรงอยู่เป็นแผ่นภาพ เป็นตัวหนังสือ เป็นภาพยนตร์ ที่สามารถตรวจสอบได้

53 ปี 14 ตุลาคม 2516 ในปีนี้จึงเป็นโอกาสแห่งการทบทวนประวัติศาสตร์

แม้ 53 ปีมานี้ จะมีรัฐประหารแทรกซ้อนขึ้นมาในบางจังหวะ แต่ก็จำต้องผ่อนปรนพื้นที่ให้แก่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการมีพลังต่อรองของประชาชนในระดับหนึ่ง

หากไม่มีเสรีภาพ ไฉนเลยจะมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่โลกยกย่อง ไฉนเลยจะมีพลังของผู้ใช้แรงงานสามารถมีสหภาพแรงงาน มีการเคลื่อนไหว เพื่อประโยชน์ของแรงงานได้ ไฉนเลยนักวิชาการจะมีพื้นที่พูดและเขียนได้อย่างเสรี ไฉนเลยผู้คนทุกกลุ่มอาชีพ จะสามารถรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองกับภาครัฐได้ ไฉนเลยสื่อมวลชน จะมีอิสระไม่ต้องขึ้นต่ออำนาจการเมืองและอำนาจทุนใดๆ

ใครจะประเมินอย่างไรก็สุดแต่อัธยาศัย

แต่เห็นได้ว่า ‘เสรีภาพ’ เป็นเนื้อนาบุญจาก 14 ตุลาคม 2516 ที่นำไปสู่พลังสร้างสรรค์ และพลังในการต่อรอง ในทุกปริมณฑลของสังคมไทย และประเทศไทย จากนี้ไปไม่ควรที่เผด็จการใดๆ จะคืนชีพมาแย่งชิงพื้นที่แห่งเสรีภาพไปจากประชาชนอีกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...