Transition Finance ขุมทรัพย์ลงทุนธีมใหม่ จับตาธุรกิจเร่งปรับตัว รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
บลจ.ยูโอบี ชี้การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Finance เป็นโอกาสลงทุนระลอกใหม่ ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions เปิดทางลงทุนในธุรกิจที่อยู่ระหว่างปรับตัวจากอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนสูงสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ แนะนักลงทุนพิจารณาคุณภาพข้อมูล เป้าหมายลดคาร์บอน แผนดำเนินงาน ความโปร่งใสของบริษัท เพื่อประเมินศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
วันที่ 3 พ.ย.2569 บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) มองการเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานเดิมไปสู่ระบบพลังงานสะอาดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที ทำให้แนวคิดการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นกลไกจัดสรรเงินทุนให้แก่ธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงไปสู่กิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำลง
สำหรับผู้ลงทุน Transition Finance ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเข้าถึงบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
ทั้งนี้ Transition Finance เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่กำลังปรับตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-Abate Sectors) เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการเงินทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
เงินทุนดังกล่าวสามารถนำไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีสะอาด ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลงทุนในกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
จุดแตกต่างสำคัญระหว่าง Transition Finance กับการเงินสีเขียว (Green Finance) คือ Green Finance มุ่งจัดสรรเงินทุนให้แก่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ขณะที่ Transition Finance เปิดโอกาสให้ธุรกิจที่ยังมีการปล่อยคาร์บอนสูง แต่มีแผนและความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินธุรกิจได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ต้องการรับเงินทุนภายใต้กรอบ Transition Finance จำเป็นต้องจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่กำหนดเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPIs) และกลไกติดตามผลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน
Transition Finance กับทิศทางเศรษฐกิจโลก
แนวโน้มการลงทุนอย่างยั่งยืนในปี 2026 เริ่มขยายขอบเขตจากการลงทุนในธุรกิจสีเขียวโดยตรง ไปสู่การสนับสนุนกิจกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Activities) ของธุรกิจที่แม้ปัจจุบันยังมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง แต่มีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องและสามารถวัดผลได้
แนวคิดดังกล่าวเริ่มถูกนำมาบูรณาการเข้ากับเกณฑ์การจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Taxonomy) ของหลายประเทศและภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงเอเชีย อินเดีย สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการจัดสรรเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ Transition Finance ยังช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของ Green Finance ซึ่งที่ผ่านมาเงินทุนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก รวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets and Developing Economies: EMDEs) ที่ต้องการเงินลงทุนจำนวนมากเพื่อยกระดับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
การนำกิจกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้ามาอยู่ในกรอบ Taxonomy จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างธุรกิจที่มีความยั่งยืนอยู่แล้วกับธุรกิจที่ยังปล่อยคาร์บอนสูงแต่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น ขณะที่ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงการเติบโตของบริษัทที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความยืดหยุ่นของเส้นทางการเปลี่ยนผ่าน (Dynamic Nature) เนื่องจากแต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน ระดับการพัฒนา และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีแตกต่างกัน การกำหนดมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกประเทศจึงอาจไม่สะท้อนบริบทที่แท้จริง ทำให้เกณฑ์ Taxonomy ให้ความสำคัญกับแผนการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนและผลการดำเนินงานที่ติดตามวัดผลได้
5 ขั้นตอนประเมินบริษัทที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน
สำหรับการลงทุนภายใต้แนวคิด Transition Finance หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกบริษัทที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุด แต่เป็นการมองหาบริษัทที่มีความมุ่งมั่นและศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงในอนาคต โดยมี 5 ขั้นตอนสำคัญในการประเมิน ได้แก่
1. ตรวจสอบฐานข้อมูลคาร์บอน พิจารณาคุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท ทั้งการปล่อยโดยตรงจากการดำเนินงาน (Scope 1) การปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมา (Scope 2) และการปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่ธุรกิจ (Scope 3) รวมถึงการกำหนดปีฐานที่ชัดเจนและการอ้างอิงมาตรฐานสากล โดยข้อมูลควรผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
2. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย ประเมินว่าเป้าหมายลดคาร์บอนของบริษัทมีความท้าทายและสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาการรับรองจากองค์กรระดับสากล เช่น Science Based Targets initiative (SBTi) รวมถึงความสอดคล้องกับข้อตกลงปารีส และการกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง เช่น ปี 2030 เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานจริง มากกว่าการพึ่งพาการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยเป็นหลัก
3. ประเมินมาตรการและเทคโนโลยีลดคาร์บอน พิจารณาแผนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด การปรับปรุงกระบวนการผลิต ไปจนถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการจัดซื้อวัตถุดิบคาร์บอนต่ำ ส่วนการใช้คาร์บอนเครดิตควรเป็นทางเลือกสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สามารถลดได้แล้วจริง ๆ และต้องมาจากโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ
4. ตรวจสอบการจัดสรรเงินทุนและการกำกับดูแล พิจารณาการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการลดคาร์บอนและเทคโนโลยีสะอาด รวมถึงแผนบริหารจัดการสินทรัพย์หรือธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง นอกจากนี้ ยังต้องประเมินบทบาทของคณะกรรมการและผู้บริหารในการกำกับดูแล โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเป้าหมายลดคาร์บอนและการเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการการค้าระหว่างประเทศเข้ากับตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) และค่าตอบแทนผู้บริหาร
5. ติดตามความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบระบบติดตามผลการดำเนินงานว่ามีความสามารถในการวัดความคืบหน้าเทียบกับเป้าหมายและปีฐานได้อย่างแม่นยำหรือไม่ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลทั้งความสำเร็จ ความท้าทาย และอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินความน่าเชื่อถือของแผนการเปลี่ยนผ่าน และลดความเสี่ยงจากการสื่อสารเกินจริงหรือ Greenwashing
ต่อยอดโอกาสลงทุนยั่งยืนกับ บลจ.ยูโอบี
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Transition Finance และการขยายตัวของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสลงทุนอย่างยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ หรือกลุ่ม Pure-Play Green Companies เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงธุรกิจที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านและมีแผนลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
ดังนั้น การเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีกระบวนการคัดสรรหุ้นยั่งยืนอย่างรอบด้าน จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงโอกาสการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนทั่วโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน