โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด ห้องลพบุรี เล่าเรื่องศิลปะเขมรในไทย ต้อนรับการปรับโฉม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อย่างสมบูรณ์

Sarakadee Lite

อัพเดต 16 ก.ค. 2565 เวลา 18.18 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2565 เวลา 04.32 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

เสร็จสมบูรณ์แล้วสำหรับการปรับปรุงอาคารรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการถาวรและภูมิสถาปัตยกรรมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งทยอยดำเนินการมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรห้องสุดท้ายที่ได้รับการปรับโฉมใหม่เสร็จเรียบร้อยและเปิดให้เข้าชมเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 คือ ห้องลพบุรี ที่เล่าเรื่องศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากอาณาจักรเขมรตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-18

ห้องลพบุรี เป็นหนึ่งในห้องจัดแสดงใน อาคารมหาสุรสิงหนาท ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับศิลปะเอเชีย และหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบในประเทศไทยตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 ส่วนใน ห้องลพบุรี นั้นจัดแสดงศิลปวัตถุแบบลพบุรีหรือศิลปะแบบเขมรในประเทศไทยโดยเล่าเรื่องตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ที่เริ่มรับวัฒนธรรมจากอาณาจักรเขมรโบราณ เรื่อยมาจนถึงยุครุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีลพบุรีซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเก่าแก่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเมืองสำคัญที่มีเครือข่ายและสายสัมพันธ์กับเขมร และต่อเนื่องในพุทธศตวรรษที่ 18 ที่อาณาจักรเขมรเริ่มเสื่อมอิทธิพลและศิลปะแบบเขมรเริ่มคลี่คลายและผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่น

ส่วนจัดแสดงแรกของ ห้องลพบุรี เริ่มตามไทม์ไลน์การแบ่งยุคสมัยของศิลปะแบบลพบุรีตามนักวิชาการโดยเริ่มจาก สมัยก่อนเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 12-14) ซึ่งหมายถึงช่วงที่อาณาจักรเขมรโบราณยังไม่ได้มีการตั้งเมืองหลวงอยู่ที่เมืองพระนครหรืออังกอร์

“ในสมัยก่อนเมืองพระนครมีอาณาจักรเจนละและกษัตริย์องค์สำคัญคือ พระเจ้ามเหนทรวรมัน และเริ่มแผ่ขยายอำนาจเข้ามาตามภูมิภาคต่างๆของไทยโดยพบร่องรอยทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรนี้ เช่น การพบกลุ่มประติมากรรมสำริดแบบประโคนชัยที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะเขมรกับแบบทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จารึกบ้านวังไผ่และจารึกจันทบูรซึ่งมีการกล่าวถึงกษัตริย์แห่งเจนละที่ค้นพบในภาคกลางและภาคตะวันออกของไทย” อรรณพ แจ้งสว่าง ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการกล่าว

พระโพธิสัตว์สำริด ซึ่งค้นพบที่บ้านโตนด

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญคือ เศียรพระโพธิสัตว์สำริด (ราวพุทธศตวรรษที่ 13-14) ซึ่งค้นพบที่บ้านโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมาเมื่อ พ.ศ.2504 ร่วมกับชิ้นส่วนที่แตกหักอื่นรวม 7 ชิ้นในสภาพชำรุดแต่ต่อมาได้รับการอนุรักษ์จนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เศียรพระโพธิสัตว์นี้นับเป็นศิลปะชิ้นเอกอีกหนึ่งชิ้นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครมาเป็นเวลานานจนกระทั่งเมื่อกลางปี พ.ศ. 2564 ที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดนิทรรศการหมุนเวียนเรื่อง “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี-ศรีรามเทพนคร จึงได้มีการนำชิ้นส่วนประติมากรรมทั้ง 7 ชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกันบนหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงตามรูปแบบการสันนิษฐานและการบูรณาการทางด้านวิชาการระหว่างนักวิชาการหลายแขนงว่าน่าจะมีความสูงประมาณ 310-340 เซนติเมตร จึงนับว่าเป็นประติมากรรมสำริดที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย

ประติมากรรมรูปเคารพชิ้นนี้จัดอยู่ในกลุ่มศิลปะประโคนชัยคือรูปแบบศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากเขมรและพบมากบริเวณที่ราบสูงโคราช เช่นเดียวกับกลุ่มประติมากรรมจากบ้านฝ้าย อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และประติมากรรมสำริดจากเขาปลายบัด อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนามหายานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและขนาดที่ใหญ่โตของพระโพธิสัตว์องค์นี้ยังชี้ให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญการหล่อสำริดขนาดใหญ่ของกลุ่มคนบริเวณนี้ตั้งแต่เมื่อพันปีที่แล้ว

พระโพธิสัตว์สำริด พบที่บ้านฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์

“รูปแบบสันนิษฐานของพระโพธิสัตว์องค์นี้สร้างขึ้นโดยอิงจากพระโพธิสัตว์ 4 กร ที่พบที่บ้านฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นศิลปะแบบเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครเช่นเดียวกันที่เรียกว่าศิลปะแบบไพรกเมง-กำพงพระ เราจึงได้นำพระโพธิสัตว์ 2 องค์นี้มาจัดแสดงเคียงข้างกัน” อรรณพกล่าว

แม้สิ่งปลูกสร้างที่เป็นปราสาทในสมัยก่อนเมืองพระนครนั้นแทบไม่หลงเหลือร่องรอยเนื่องจากส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยอิฐ แต่ยังมีชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้ศึกษาโดยมีชิ้นสำคัญคือ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่พบที่วัดทองทั่ว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นทับหลังหรือหน้าบันโดยแกะสลักเป็นลวดลายมกรหรือสัตว์ที่มีส่วนผสมระหว่างจระเข้ ปลาและช้าง โดยมกรหันหน้าเข้าและคายวงโค้งออกมา ส่วนตรงกลางวงโค้งมีครุฑยุดนาคและด้านล่างสลักเป็นลายอุบะดอกไม้ซึ่งเป็นศิลปะแบบถาลาบริวัตช่วงต้นสมัยก่อนเมืองพระนครจึงนับว่าเป็นศิลปวัตถุที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งที่พบในประเทศไทย

ส่วนจัดแสดงต่อมาเป็นศิลปะลพบุรีที่เรียกว่า สมัยเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 15-18) ซึ่งเป็นช่วงที่อาณาจักรเขมรสร้างเมืองหลวงที่พระนครหรืออังกอร์แล้ว ในช่วงนี้วัฒนธรรมเขมรแผ่อิทธิพลมายังประเทศไทยในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 และขยายไปถึงภาคเหนือและภาคกลางในกลางพุทธศตวรรษที่ 16-18 โดยมีเมืองลพบุรีเป็นเมืองสำคัญ มีการสร้างปราสาทหินเพื่อจำลองวิมานของเทพเจ้ามาสถิตบนโลกมนุษย์โดยมีระเบียบแบบแผนเดียวกับปราสาทในเขมรเพื่อเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ประจำเมือง เช่น ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นศิลปะลพบุรีแบบนครวัด และพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีสร้างในรูปแบบศิลปะบายน

“ช่วงนี้อาณาจักรเขมรเป็นปึกแผ่นและมีการตั้งลัทธิเทวราชโดยมีการสร้างปราสาทเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของเทวราชและมีกษัตริย์เป็นอวตารจากสวรรค์ซึ่งคติการเมืองการปกครองนี้ส่งต่อมาถึงประเทศไทยในเรื่องที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ

“ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่14-15 อิทธิพลของเขมรเข้ามาทางอีสาน เช่นที่บุรีรัมย์และศรีสะเกษ และกระจายมากขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-16 ไปยังนครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และลพบุรี ต่อมามีการหยุดชะงักในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 เนื่องจากความไม่มั่นคงในการเมืองการปกครองภายในเขมรและกลับมาแผ่อิทธิพลอีกครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งนับถือพุทธศาสนาแบบมหายานจึงมีการสร้างศาสนสถานและรูปเคารพแบบมหายานมากมาย อิทธิพลของศิลปะแบบเขมรขยายไปถึงกาญจนบุรีและสุโขทัยซึ่งมีหลักฐานสำคัญคือโบราณสถานวัดพระพายหลวง” อรุณี แซ่เล้า ภัณฑารักษ์ชำนาญการกล่าว

ประติมากรรมพระตรีมูรติ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู 3 องค์

ในห้องจัดแสดงจึงมีประติมากรรมรูปเคารพที่สร้างตามคติความเชื่อทั้งแบบพราหมณ์-ฮินดูและแบบพุทธมหายาน ในส่วนของพราหมณ์-ฮินดูนั้นมีการสร้างศิวลึงค์โดยมีลึงค์ตั้งบนฐานโยนีเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะและพระอุมา พระชายา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดและความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมี ประติมากรรมพระตรีมูรติ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู 3 องค์ได้แก่ พระพรหม (พระผู้สร้าง) พระวิษณุ (ผู้ปกป้องรักษา) และพระศิวะ (ผู้ทำลาย)

เมื่อทางฝั่งพราหมณ์-ฮินดูมีพระตรีมูรติ ทางพุทธมหายานก็มี ประติมากรรมรูปพระรัตนตรัยมหายาน จำนวน 3 องค์เช่นกันโดยตำแหน่งตรงกลางเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรกประทับเหนือขนดนาคซ้อน 3 ชั้น และด้านหลังมีพระเศียรพญานาคแผ่พังพอน 7 เศียร ส่วนด้านซ้ายเป็นนางปรัชญาปารมิตาซึ่งเป็นตัวแทนแห่งปัญญาโดยพระหัตถ์ซ้ายถือคัมภีร์และพระหัตถ์ขวาถือดอกบัว ส่วนด้านขวาเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์แห่งปราสาทกู่สวนแตง จังหวัดบุรีรัมย์

โบราณวัตถุชิ้นประวัติศาสตร์สำคัญอีกชิ้นคือ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์แห่งปราสาทกู่สวนแตง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ถูกโจรกรรมออกนอกประเทศไทยเมื่อพ.ศ.2507 และตกอยู่ในมือนักสะสมชาวต่างชาติ ต่อมาทางการไทยได้มีการทวงคืนและสามารถนำคืนกลับมาได้ใน พ.ศ.2513 นับว่าเป็นทับหลังชิ้นแรกที่ทางไทยทวงคืนมาได้จากต่างประเทศได้สำเร็จ

พระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี

นอกจากนี้ยังมี พระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี องค์ยืน 1 เศียร 8 กร ซึ่งพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีเป็นองค์ที่สร้างจากหินทรายที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่งที่พบในประเทศไทยจากทั้งหมด 5 องค์ บนมวยผมมีพระพุทธรูปปางสมาธิหมายถึงพระอมิตาภะประดิษฐานอยู่ พระวรกายท่อนบนมีพระพุทธรูปปางสมาธิองค์เล็ก ๆ ประดับอยู่โดยรอบตามคติความเชื่อที่ว่าทุกเส้นพระโลมาหรือรูขุมขนของพระองค์คือจักรวาลหนึ่งจักรวาล

ถัดมามีการจำลองรูปแบบสถาปัตยกรรมการสร้างปราสาทโดยติดตั้งชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมบางชิ้น เช่น บันแถลง กลีบขนุน และเสาลูกมะหวด เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นประดับตกแต่งที่ตำแหน่งใดของตัวปราสาท นอกจากนี้ยังมีจอทัชสกรีนภาษาไทยและอังกฤษให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับคติความเชื่อและรูปแบบการสร้างปราสาท ธรรมศาลา และอโรคยศาลา อีกด้วย

“ชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมอย่างทับหลังที่พบประดับตกแต่งปราสาทในไทยมีการผสมผสานความเป็นพื้นถิ่นเข้าไปด้วยเช่น บางแห่งมีแกะสลักรูปนกแก้วซึ่งเราจะไม่พบประเพณีนิยมแบบนี้ในเขมร” อรุณีกล่าว

ชุดแผ่นเงินแผ่นทอง
ห้องลพบุรี

ชิ้นงานไฮไลต์ที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อนคือ ชุดแผ่นเงินแผ่นทอง ซึ่งค้นพบที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมาโดยดุนลายเป็นลายมงคล เช่น ดอกบัว 8 กลีบ หอยสังข์ หม้อน้ำ และสายฟ้า สันนิษฐานว่าแผ่นเงินแผ่นทองคำเหล่านี้เป็นของที่บรรจุไว้เพื่อความเป็นมงคลซึ่งจะฝังอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ของอาคารคล้ายการวางศิลาฤกษ์ในปัจจุบัน

ชุดเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรี จากแหล่งเตาโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์
ห้องลพบุรี
ห้องลพบุรี

คอลเล็กชันที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างมากคือเครื่องปั้นดินเผา โดยเฉพาะ ชุดเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรี จากแหล่งเตาโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เพิ่งได้รับมอบเพื่อให้เป็นสมบัติของชาติจากนายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ จำนวนมากถึง 164 รายการโดยมีทั้งภาชนะที่ออกแบบพิเศษเพื่อใช้ในพิธีกรรม เช่น คนโทเคลือบสีเขียวรูปพระคเณศ และไหเคลือบสีน้ำตาลรูปนก รวมไปถึงภาชนะปั้นเป็นรูปทรงสัตว์ต่างๆมากมาย เช่น นก กวาง กระต่าย สิงห์ หมูป่า ตัวนิ่ม แมว ม้า หมี ช้าง ปลา และกบ

“ในสมัยก่อนเมืองพระนคร เครื่องปั้นดินเผาสร้างมาเพื่อใช้ในพิธีกรรมมากกว่าใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อมาในยุคเมืองพระนครรูปทรงของเครื่องปั้นดินเผามีความหลากหลายมากขึ้นทั้งปั้นเป็นรูปบุคคลและรูปสัตว์ต่างๆ และมีการเคลือบสี จนถึงช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 18-19 เข้าสู่ยุคเสื่อมถอยทำให้เนื้อดินไม่ดี รูปทรงหนาและเคลือบไม่สม่ำเสมอและในที่สุดเตาเผาถูกทิ้งร้างไป” อรุณีกล่าว

เนื่องจาก ห้องลพบุรี เป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรห้องสุดท้ายที่ปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์แล้ว แนวทางการดำเนินงานต่อไปคือการขับเคลื่อนให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และเป็นต้นแบบการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆของกรมศิลปากรเพื่อลบภาพจำว่าการเที่ยวพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องน่าเบื่อ

“โครงการนี้ที่ใช้เวลาร่วม 10 ปีเป็นการอนุรักษ์โบราณสถานให้ยืนยาวควบคู่ไปกับการปรับปรุงการจัดนิทรรศการถาวรครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 50 ปี มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น จอทัชสกรีน (Touch Screen) คิวอาร์โค้ด (QR-Code) เออาร์ (Augmented Reality: AR) วิดีโอสารคดี รวมถึงการเข้าชมแบบเสมือนจริง (Virtual Museum) ผ่านแอปพลิเคชัน Smart Museum เราเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ทำให้คนไทยรักและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้” นิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กล่าว

นิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

สำหรับแผนงานต่อไปคือการเปิดเส้นทางนำชมในพิพิธภัณฑ์จำนวน 5 เส้นทางซึ่งผู้อำนวยการเชื่อว่าสามารถตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยวและครอบคลุมความสำคัญของพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) หรือที่ประทับของพระมหาอุปราชตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-5 โดยเส้นทางแรกเน้นเรื่องความงามทางสถาปัตยกรรมของวังหน้า เส้นทางที่ 2 นำชมความงดงามของงานประณีตศิลป์ในหมู่พระวิมานและโรงราชรถ ต่อด้วยเส้นทางที่ 3 เป็นการนำชมหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในอาคารมหาสุรสิงหนาทและอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ส่วนเส้นทางที่ 4 สำหรับผู้ที่สนใจศิลปกรรมแบบไทย-จีน-ตะวันตก และเส้นทางสุดท้าย เส้นทางที่ 5 เป็นการนำชมพระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑ์ซึ่งน่าจะถูกใจสายมูโดยเฉพาะ

“ขณะนี้เรามีการนำร่องนำชมบางเส้นทางบ้างแล้วในวันอาทิตย์ แต่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Night Museum ช่วงปลายปีนี้” นิภากล่าวถึงแผนงานในอนาคตพร้อมกับเน้นย้ำว่าพิพิธภัณฑ์ได้รับการออกแบบเป็นแบบ อารยสถาปัตย์ (Universal Design) เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าชมได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

Fact File

  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ เปิดเวลา 9.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร)
  • ค่าเข้าชม: ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาทนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พระภิกษุ สามเณร และนักบวชทุกศาสนา ไม่เสียค่าเข้าชม
  • สอบถามเพิ่มเติม : โทรศัพท์ 02-224-1333 และ 02-224-1402 หรือ Facebook.com/nationalmuseumbangkok

The post เปิด ห้องลพบุรี เล่าเรื่องศิลปะเขมรในไทย ต้อนรับการปรับโฉม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อย่างสมบูรณ์ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...