โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอาความชอบมาเป็นอาชีพ กับ ‘นักพากย์ร้อยเสียง’ แยม-วรรญา ไชยโย

Dek-D.com

เผยแพร่ 14 ก.ค. 2565 เวลา 03.38 น. • DEK-D.com
เรามีนัดกับพี่แยม วรรญา ไชยโย นักพากย์อิสระ และเจ้าของชาแนล Tiktok ชื่อ @wanyayam ที่มีผู้ติดตามแล้วกว่า 2.4M Followers ที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นเสียงจากคลิปพากย์ร้อยเสียง และวอเอ๊ะ ๆ เวอร์ชันชินจังที่ดังสุด ๆ

spoil

  • วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับพี่แยม วรรญา ไชยโย นักพากย์อิสระ และเจ้าของชาแนล Tiktok @wanyayam ที่มีผู้ติดตามแล้วกว่า 2.4M Followers
  • โดยพี่แยมมีผลงานเด่น ๆ อย่างคลิปพากย์คาแรคเตอร์การ์ตูน 100 เสียง และวอเอ๊ะ ๆ เวอร์ชันชินจังที่กลายเป็นไวรัล
  • กว่าจะมาถึงวันนี้พี่แยมใช้การฝึกฝนและลองทำไปเรื่อย ๆ ว่าตัวเองนั้นชอบอะไรและจะไปถึงเป้าหมายได้ยังไง

สวัสดีน้อง ๆ ชาว Dek-D ทุกคนนะคะเอ…มีใครรู้จักอาชีพนักพากย์กันไหมเอ่ย ที่ไม่ว่าจะดูหนัง ดูการ์ตูนจะมีเสียงพากย์เป็นภาษาไทยคอยให้เราเข้าใจ ซึ่งเสียงเหล่านั้นก็ไม่ใช่แค่สื่อสารแต่ยังเต็มไปด้วยลูกเล่นที่สร้างความสนุกของการดูมากขึ้น

วันนี้บอกเลยตื่นเต้นมาก! เพราะเรามีนัดกับพี่แยม วรรญา ไชยโย นักพากย์อิสระ และเจ้าของชาแนล Tiktok ชื่อ @wanyayam ที่มีผู้ติดตามแล้วกว่า 2.4M Followersที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นเสียงจากคลิปพากย์ร้อยเสียง และวอเอ๊ะ ๆ เวอร์ชันชินจังที่ดังสุด ๆ

กว่าจะมาเป็นพี่แยมร้อยเสียงได้ในวันนี้ก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ทั้งเรื่องง่าย และก็ไม่ใช่เรื่องยากสักทีเดียว ที่สำคัญมาจากการฝึกและพยายามล้วน ๆ เพื่อตามล่าความชอบและความฝันและได้ลงมือทำจนเป็นอาชีพหลัก

เอาล่ะ! อย่ารอช้ากันดีกว่า เราไปคุยกับพี่แยมถึงเรื่องเรื่องราวเส้นทางการทำอาชีพนักพากย์กันดีกว่าว่าจะราบรื่นและสนุกเหมือนกับเสียงพากย์ที่ทำออกมาอยู่ตลอดหรือเปล่า

จุดเริ่มต้นที่ทําให้ชื่นชอบและมาทํางานด้านนี้เป็นยังไงอยากให้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

ต้องเล่าก่อนว่าแยมเป็นเด็กต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่ไปทำงานไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเท่าไหร่ เขาก็จะคอยซื้อซีดีการ์ตูน หนังจีนนู่นนี่ส่งกลับมาฝากให้ตลอด เราก็เลยชอบมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ม.พะเยา ก็มีวิชาหนึ่งเป็นวิชาเลือกเล็ก ๆ คือเป็นเสี้ยวในวิชาเลือกอีกทีหนึ่งเกี่ยวกับการพูดเพื่อการสื่อสาร เขาก็จะมีให้นักศึกษาได้ลองออกเสียงต่าง ๆ แบบเป็นเสียงพากย์เสียงอะไร ตอนที่ได้เรียนเหมือนมันทำให้ความชอบสมัยเด็กผุดกลับขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนเราได้ย้อนกลับไปเล่นกับเพื่อนในจินตนาการ ทำเสียงการ์ตูนเล่นกับตะเกียบกับช้อน

ณ ช่วงนั้นคือชอบทางนี้แล้วแหละ บวกกับคาบเกี่ยวช่วงทำโปรเจกต์จบอยู่พอดี ก็เลยอยากทำมันจริงจังขึ้นมา เลยเลือกทำโปรเจกต์เป็นนิทานเสียง มานั่งคิดว่ากลุ่มเป้าหมายไหนที่จะตอบโจทย์ฟังนิทานเสียงของเราแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด เลยตัดสินใจทำนิทานเสียงเพื่อเด็กพิการทางสายตาเราก็เอานิทานมาอัดเสียงเป็นตัวนู้นตัวนี้ แล้วเอาไปเปิดให้เด็ก ๆ ฟัง ปรากฏว่าเด็กชอบมาก แล้วด้วยความที่นิทานเป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปร่างรูปทรงด้วย มันเลยสามารถนำไปต่ยอดการเรียนคณิตศาสตร์ให้กับเขาได้อีกต่อหนึ่ง

อันนี้แหละคือจุดเริ่มต้นจริง ๆ ที่ทําให้แยมรู้สึกว่าเสียงของเรามันไม่ใช่แค่การพูดออกไปนะ แต่มันยังสามารถต่อยอดให้กับเด็กคนอื่น ๆ อีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งเหตุผลนี้แหละที่ยังทำให้เราทำงานอยู่ตรงนี้

หลังจากที่ทําโปรเจกต์จบเสร็จ เราก้าวเข้ามาทำงานเกี่ยวกับการพากย์เลยไหม

หลังส่งโปรเจกต์จบ ก็มีโครงการส่งประกวดเกี่ยวกับการเล่านิทานค่ะ ด้วยความที่เรามีผลงานอยู่แล้ว ก็ไม่เสียหายอะไรเลยลองส่งไปดู ปรากฏว่าเข้ารอบก็เลยมีโอกาสได้ทํางานเป็นผู้ผลิตนิทานเต็มตัว

เท่ากับว่าเดิมไม่มีพื้นฐานเรื่องการพากย์เสียงเลย คิดว่าอะไรทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้

ด้วยความที่เราไม่มีพรสวรรค์อะไรเลย ก็เลือกฝึกด้วยตัวเองจากสิ่งรอบตัวก่อน นึกย้อนไปสมัยเด็กที่เอาช้อนกับตะเกียบมาเล่นด้วยกันแล้วพากย์เสียงนู่นนี่

ก็ใช้การออกแบบตัวละคร คาแรคเตอร์ของศาสตร์การแสดง บวกกับวาทะวิทยาการพูดการสื่อสาร ว่าเราควรใช้น้ำเสียงยังไง แล้วก็จะมีศาสตร์อื่น ๆ ยิบย่อย ที่เราถอดออกมาเป็นองค์ความรู้ อย่างก่อนหน้านี้เราทำนิทานก็จะหนักตรงการออกแบบตัวละคร คือนิทานหนึ่งเรื่องจะไม่มีหน้าตาอะไรเลย มีแต่ตัวหนังสือ ซึ่งตัวละครก็ต้องอยู่ในสมองของเราก่อน มันต่างจากหนังหรือการ์ตูนมากนะ เพราะหนังกับการ์ตูนเขามีหน้าตาให้เห็น เราดูแล้วค่อยพากย์ทับ แต่นิทานคือแอควานซ์กว่านั้น เราจะต้องออกแบบเอง ต้องคิดเองว่าตัวละครในนั้นเขาเป็นยังไง

มันจะมีหลักง่าย ๆ ที่แยมถอดออกมา คือหนึ่งถอดตามอายุ สองถอดตามขนาดของตัวละคร อย่างเช่นช้างควรจะมีเสียงยังไง หนูควรเป็นเสียงยังไง สามคือเพศ สี่คือคาแรคเตอร์ว่าเขาเป็นคนดุดันไหม ดูเจ้าชู้หรือเปล่า เรียบร้อยหรือขี้อาย

สมมติว่าเป็นนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า เราอ่านไป กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้ากระต่ายตัวหนึ่งเดินมาหาเจ้าเต่า สมองเราก็ต้องกลั่นกรองออกมาว่าเจ้ากระต่ายมีคาแรคเตอร์เป็นยังไง อายุประมาณไหน ส่วนนี้ก็จะยากเหมือนกัน

หลายคนอาจจะคิดว่าพี่แยมมีพรสวรรค์ด้านนี้อยู่แล้ว?

หลายคนชอบบอกว่าแยมมีพรสวรรค์เรื่องเสียงก็เลยสามารถทําได้ ในใจคือ ไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรเลย พ่อแม่แยมก็ไม่ได้เป็นคนกล้าแสดงออก ที่บ้านก็ไม่มีใครมาสายนี้สักคน ทุกคนก็ทำงานรับจ้างทั่วไป

แยมรู้สึกว่า ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้ มันจะทำได้อย่างตอนนั้นที่ได้รับโจทย์เป็นผู้ผลิตรายการนิทานใหม่ ๆ เราก็มึนไปชั่วครู่เหมือนกันนะว่าจะทำได้จริงเหรอ ซึ่งก็ทำมาเรื่อย ๆ เกือบ 4-5 ปีแหนะ คิดดูว่านิทานต้องออนแอร์ทุกวัน วันละหนึ่งชั่วโมง ถ้าคิดก็เกิน 4,000-5,000 เรื่องไปแล้วซึ่งแบบ โห เราจะไปหาเสียงตัวละครจากไหนเยอะแยะได้ขนาดนั้น จะหาใครมาพากย์ให้ ก็ต้องฝึกเอง หาวิธีเองจนมันสามารถทำได้

คือแยมมองว่าการพากย์เสียง มันเหมือนกับการที่เราเขียนมือขวามาทั้งชีวิตแล้วอยู่ ๆ ต้องดัดเปลี่ยนไปเขียนมือซ้าย ซึ่งมันเขียนไม่สวยอยู่แล้ว ทําไม่ได้ทันทีอยู่แล้ว มันเป็นสิ่งที่ร่างกายเราไม่คุ้นเคยก็ต้องค่อย ๆ ฝึกให้เขาชินไปเรื่อย ๆ

การฝึกพากย์เสียงมันก็คือการฝึกกล้ามเนื้อคออย่างหนึ่ง ขนาดนักกีฬาวิ่งเขายังต้องอาศัยการจับจุด จับเทคนิค ถึงจะวิ่งเร็วเลย การพากย์เสียงก็ไม่ต่างกัน

คือแยมไม่คิดว่ามันคือพรสวรรค์ที่ไม่อาจแตะต้องได้ มันเป็นความพยายามที่เราเชื่อว่าตัวเองสามารถทําได้ มันเกิดจากเราค่อย ๆ หาความรู้สะสมไปเรื่อย ๆ จับศาสตร์นู่นมาผสมศาสตร์นี่แล้วลองทำมันออกมา

เหมือนเราได้ทําตามความฝันที่เคยมีในตอนเด็ก ๆ

จริง ๆ ไม่ใช่ความฝันตั้งต้นของแยมด้วยนะ ตอนเด็ก ๆ เราไม่ได้มีความฝันอะไรมากมาย แค่เรียนจบมีงานทําคือผลสําเร็จสูงสุดแล้ว แต่แยมโชคดีตรงที่เราเจอความชอบของตัวเองแล้วเอามาประยุกต์กับอาชีพได้

เห็นแบบนี้ก็มีผิดพลาดเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ช่วงกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เราอยากเรียนอะไรที่ได้ออกแบบตัวละครที่เป็นตัวการ์ตูน ก็เลยตัดสินใจเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์เพื่อการออกแบบซึ่งหลังจากเข้าไปเรียนก็รู้ตัวว่า นอกจากวาดรูปไม่ค่อยเก่งแล้ว ยังไม่มีการสอนออกแบบตัวการ์ตูนหรือแอนิเมชั่นเหมือนที่เราคิดไว้อีกด้วย ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็ปีสองแล้ว เสียเวลาไปหนึ่งปีเต็ม ๆ เผอิญเห็นว่ามีคณะนิเทศศาสตร์ที่มีวิชาย่อยเรื่องการออกแบบสื่อ เราก็เลยตัดสินใจทำเรื่องย้ายคณะเลย

มันเป็นความผิดพลาด แต่อยากจะบอกน้อง ๆ ว่าคนเราพลาดกันได้นะ เราเป็นมนุษย์เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ตลอด ไม่ต้องแบบฉันเลือกผิดชีวิตฉันจบแน่ จะไม่มีหนทางข้างหน้าแล้ว เราสามารถลองได้หลายอย่าง ลองไปจนถึงชีวิตวัยทํางานเลยก็ได้คือวัยทํางาน ณ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าได้ลองอะไรใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ เสมอนะ

ช่วงที่ย้ายมาเรียนคณะนิเทศศาสตร์ อาจจะเพราะตอนนั้นเป็นคนเรียบร้อย ตั้งใจเรียน บุดูโตหน่อย เพราะเป็นรุ่นพี่ที่ซิ่วมา (หัวเราะ) อาจารย์ก็เลยอยากให้เราลองไปเป็นผู้ประกาศข่าวดู เราก็มีความพยายามอยู่นะ ช่วงนั้นก็ไปฝึกงานข่าว แล้วก็ได้รู้ว่ามันหนักมาก หนักจนแบบไม่ไหวจริง ๆ สมมติว่าเราต้องรายงานข่าวเกี่ยวกับสุนัขกัดเด็ก แล้วเราเผลออ่านผิด ก็จะรู้สึกแล้วว่าเราสื่อสารผิดพลาด เราทำได้ไม่ดี ยังทำได้ไม่ครบถ้วน คือมันก็จะมีกฎของเขาอยู่บางคนอาจจะชอบก็ได้แต่สำหรับเราคือไม่ใช่เลย

เราเลยกราบลางานทางสายข่าว เห็นไหมกว่าจะมาเจอว่าชอบอะไรจริง ๆ มันก็ต้องเลือกต้องลองไปเรื่อย ๆ

แล้วตอนนี้ที่เราเป็นนักพากย์อิสระแบบเต็มตัวแล้ว เป็นยังไงบ้างและเราได้รับ feedback ดีไหม

แยมเริ่มสายอาชีพนักพากย์จริง ๆ แบบเริ่มรับงานอิสระ ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองสามารถพากย์ได้ในวิชายิบย่อยที่กล่าวไป

ตอนนั้นโชคดีหน่อยที่มีเว็บไซต์ฟรีแลนซ์เว็บหนึ่งที่เปิดรับสมัคร คนลงเสียง voiceover คือเราสามารถติดต่อกับลูกค้าโดยตรงเลย ลูกค้าก็สามารถด่าเราโดยตรงได้เหมือนกัน (หัวเราะ)

ตอนนั้นมั่นใจมาก ไมค์ก็ไม่มี อุปกรณ์ก็ไม่มี มีแค่โทรศัพท์ใช้ในการอัดเสียง แล้วลูกค้าคือใจสู้มาก จะจ้าง ตอนนั้นก็ไม่เก่งด้วยนะ แต่เราเน้นทำจริงไปเรื่อย ๆ พอเริ่มจริงจังขึ้น เราก็ต้องฝึกมัน เพราะมันเป็นอาชีพของเราแล้ว เริ่มหาความรู้เพิ่มเติม ไปดูเทคนิคของนักพากย์ในห้องพากย์จริง ๆ ว่าเขาทำกันยังไง แต่คือเราก็ไม่ได้มีโอกาสได้เข้าไปพากย์ห้องพากย์แบบทีมพากย์นะคะ ก็ค่อย ๆ ศึกษาแบบครูพักลักจำ ทำมาเรื่อย ๆ ก็เป็นแยมในปัจจุบันนี่แหละค่ะ

ส่วน Tiktok ก็คือโอ้โห แยมโชคดีตรงที่ตอนนั้นมีกระแสเจนนู่นโบว์ แพร่หลายมากใน Tiktok ด้วยความที่ผลิตนิทานอยู่บ้าน ก็ไม่รู้จะทำอะไรดีเลยตั้งกล้องฝึกพากย์ไปเรื่อย ๆ เพื่อหาเสียงใหม่มาใช้ในคลังนิทานของเรา

ก็มีหนึ่งคลิปซึ่งมันตลกมากว่าตอนนั้นมันไม่ใช่แนวตั้งด้วยนะ เป็นคลิปแนวนอนที่เราถ่ายจากกล้อง แล้วก็เอาไปลง Tiktok เวลาผ่านไปไม่ถึงวันมีคนเข้ามาดูเยอะมาก อาจจะเพราะเราดูแปลกที่พูดได้หลายเสียงจัง คนก็เลยเกิดความสงสัยแล้วก็หยุดดู

หลังจากนั้นก็ทํามาเรื่อย ๆ ค่ะ เพราะคนขอเข้ามากันเยอะมาก ให้พากย์ตัวละครนั้นตัวละครนี้ แล้วคือเด็กสมัยนี้ การ์ตูนเขาเยอะมาก มันเลยเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฝึกต่อไปเรื่อย ๆ ก็เลยทําควบคู่กันมาในตอนนั้นนะคะ

การฝึกฝนเท่ากับการพัฒนาตัวเอง

ใช่ค่ะ อย่างช่วงที่มาเล่น Tiktok อันนี้คือยิ่งทำให้เราได้พัฒนาตัวเองแบบทะยานขึ้นเร็วมาก

ก็จะมีเด็ก ๆ มาส่งคำขอให้พากย์เสียงตลอด บางทีเราทำ เขาก็จะไม่เห็นเหมือนเลย เหมือนตัวละครตัวนี้มากกว่า เราก็จะเอ่อจริงด้วย เดี๋ยวลองทำตัวละครตัวนี้ดีกว่า ก็ทำไปเรื่อย ๆ กลายเป็นว่าเราพัฒนาตัวเองเร็วมาก อาจด้วยเพราะเมื่อก่อนนั่งฝึกอยู่หน้ากล้องคนเดียวมาตลอด ไม่เคยได้รับคอมเมนต์เลยว่าน้ำเสียงเป็นยังไง เสียงเหมือนหรือไม่เหมือน ไม่รู้ว่าควรแก้ไขอะไร พัฒนาตรงไหน เหมือนเป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่เราพยายามฝึกมาตลอดว่ามันได้แล้วหรือยัง ก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แยมพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ ได้ดีมากค่ะ

ในปัจจุบันอาชีพนักพากย์ยังจำเป็นอยู่ไหม พี่แยมมีมุมมองยังไงกับเรื่องนี้บ้างคะ

แยมรู้สึกว่าการพากย์เป็นชาแนลหนึ่งที่เปลี่ยนจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งเพื่อสื่อสารให้คนเข้าใจ คือนักพากย์เป็นตัวกลางในการสื่อความหมาย

คราวนี้ถามว่ามันยังสําคัญอยู่มั้ย มันยังสําคัญอยู่นะ ถ้าคนไทยยังชื่นชอบในเรื่องของการพากย์ แม้ปัจจุบันคนจะหันไปดูภาษาต้นฉบับกันเยอะ แต่ก็มีเหมือนกันที่เราย้ายไปฟังต้นฉบับสักพักก็กลับมาพากย์ไทยอีก เหมือนพื้นฐานเราเป็นภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก บางครั้งก็เมื่อยตาไม่อยากอ่านซับ ก็แค่สวิตช์เป็นพากย์ไทย ดูเพลิน ๆ

ยิ่งกลุ่มเด็ก ๆ ที่พิการทางสายตา ถ้าไม่มีเสียงไปช่วยเติมเต็ม โลกของเขาก็อาจจะมืดไปหมด ไม่เห็นอะไร

แยมรู้สึกว่าเสียงยังสำคัญ งานเสียงในสื่อก็ยังสำคัญเช่นเดียวกันตราบใดที่เรายังได้ยินนะ เพราะเสียงเราสามารถรับรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิดเสียงมันขับเคลื่อนได้ทุกอย่าง อย่างตอนนี้แยมก็ใช้เสียงต่าง ๆ ทั้งเอาไปผสมกับเอนเตอร์เทนเมนต์ ทั้งเอาเสียงไปผสมกับงานที่เป็นทางการ มันก็สามารถทำได้หมดเลย

นอกจากจะทําอาชีพเป็นนักพากย์อิสระแล้ว ตอนนี้เรามีโปรเจกต์อะไรที่จะทำอีกในอนาคตบ้าง

ในอนาคตแยมอยากจะเป็นคนแนะนําน้อง ๆ ที่สนใจด้านการพากย์เสียงไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็นรูปแบบวิทยากร หรือคอยไปให้ความรู้เด็ก ๆ ต่างจังหวัด คือแยมอยากให้น้องรู้ว่าเขาสามารถทำได้นะ เพราะว่าพี่ก็ทำมาแล้ว ไม่ต้องมีพรสวรรค์อะไรก็สามารถมาทำเป็นอาชีพจริง ๆ จัง ๆ ได้ หรือน้องที่อยากเป็นงานพากย์จริง ๆ แล้วผิดหวังจากการแคสต์ก็อย่าเพิ่งท้อ มันยังมีอย่างอื่นเช่นการพากย์เกม ที่เราสามารถทําเป็นอาชีพได้เหมือนกัน

อยากจะเป็นเสี้ยวที่จุดประกายให้น้อง ๆ เหมือนกับแยมที่ได้เรียนวิชาเลือกในช่วงมหาวิทยาลัยแล้วมันทำให้เรามาเส้นทางสายนี้

อยากฝากให้กําลังใจน้อง ๆ ชาวเด็กดีที่กําลังตามหาความฝันและตัวตนของตัวเองอยู่หน่อยค่ะ

อยากจะบอกน้อง ๆ ว่าทําไปก่อน ถ้าเรารู้สึกว่าเราอาจจะชอบก็ลองทําไปก่อน ลองทําในสิ่งที่รู้สึกว่าใกล้เคียงกับสิ่งที่ชอบมากที่สุด

ส่วนน้อง ๆ คนไหนมีความฝันชัดเจนก็ลุยเลย แยมจะมีคํานี้เกิดขึ้นอยู่ในหัวตลอดว่า อนาคตเราอาจจะไม่มีโอกาสได้ทําตามฝันแบบนี้แล้วก็ได้ ถ้าวันนี้เรารู้ตัวว่ามีความฝันอะไรอะ เราลุยเลย แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะผิดพลาด เพราะว่ามันมีพลาดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้ไปต่อได้ อันนี้คือจุดท้าทายมากที่สุดของคนเราเลย

ก็จบกันแล้วสำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ เป็นยังไงสนุกกันไหมเอ่ย? อย่าลืมคอมเมนต์บอกกันด้วยนะ เอาเป็นว่าหากใครที่ยังไม่เคยติดตามพี่แยม ก็สามารถเข้าไปติดตามได้ 3 ช่องทางด้านล่างกันได้เลย!

  • Tiktok @wanyayam
  • แฟนเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/wanyayam/
  • ยูทูป https://www.youtube.com/c/WANYAYAM
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...