โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักอุตฯเซมิคอนดักเตอร์ สมองของอุปกรณ์ดิจิทัล-อีวี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ส.ค. 2565 เวลา 15.53 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2565 เวลา 01.19 น.

คอลัมน์ : ระดมสมอง ผู้เขียน : ธีระภูมิ วุฒิปราโมทย์ Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ

ในยุคที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นมาก หลายคนใช้เวลาไปกับการเล่นมือถือ หรือคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน แต่อุปกรณ์เหล่านี้จะไม่สามารถทำงาน ได้เลยหากไม่มีชิ้นส่วนอย่างเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ที่ทำหน้าที่เป็นมันสมอง เป็นหน่วยประมวลผล ความต้องการชิปจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน

ชิปถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญ จะถูกนำมาผลิตแผงวงจรต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่ ได้หลากหลาย เช่น เป็นตัวควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ เป็นเสมือนคลังเก็บข้อมูลชั่วคราว หรือประมวลผล

กระบวนการผลิตชิป

อุตสาหกรรมผลิตชิป แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1) fabless 2) foundry และ 3) outsourced semiconductor assembly & testing (OSAT)

1.fabless คือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ แต่ไม่ได้ผลิตเอง จะใช้วิธีว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตและมีเทคโนโลยีขั้นสูงให้ผลิตให้แทนด้วยการดำเนินธุรกิจในรูปแบบนี้ ทำให้ fabless สามารถประหยัดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเช่น การสร้างโรงงาน และการซื้อเครื่องจักร เป็นจำนวนเงินมหาศาล และสามารถโฟกัสกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ชิปได้อย่างเต็มที่ โดยบริษัท fabless ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ บริษัท Qualcomm, Broadcom และ Nvidia

2.foundry คือบริษัทที่ผลิตชิปให้กับบริษัท Fabless หรือเรียกว่า “fabs” โดยมีการประเมินว่าหากต้องการเปิดโรงงาน fabs อาจต้องใช้เงินทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท โดยบริษัท foundry ที่ได้ยินชื่อกันบ่อย ๆ คือ บริษัท GlobalFoundries, TSMC และ UMC

สุดท้ายคือ outsourced semiconductor assembly & testing (OSAT) คือบริษัทที่ให้บริการเข้าแพ็กเกจชิปและตรวจเช็กการทำงานของชิป โดยผู้ผลิตชิปมักจะเอาต์ซอร์ซการประกอบและการทดสอบให้กับผู้ประกอบการ OSAT เพื่อลดภาระงานและต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเข้าแพ็กเกจชิป

ทำไมถึงขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา

มีหลายปัจจัยด้วยกันที่ทำให้ชิปขาดแคลน ปัจจัยแรกเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากจำเป็นที่จะต้องอยู่บ้าน ส่งผลทำให้ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นวิดีโอเกม เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนต้องใช้ชิปทั้งสิ้น

และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลทำให้ยอดขายรถยนต์ปรับลดลงมากในช่วงต้น เพราะรัฐบาลล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ค่ายรถยนต์หลายแห่งจึงลดปริมาณการผลิตรถยนต์ลง เป็นผลทำให้การสั่งซื้อเซมิคอนดักเตอร์ลดลงตามไปด้วย

เมื่อความต้องการชิปที่ใช้ในอุตฯรถยนต์ ลดลง ผู้ผลิตชิปหลายรายจึงหันไปรับออร์เดอร์การสั่งซื้อจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มดีขึ้น และอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ฟื้นตัวได้ไวกว่าที่คาด

ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ วางแผนสั่งซื้อชิปเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่ผู้ผลิตชิปไม่สามารถผลิตชิปให้กับบริษัทรถยนต์ได้ เนื่องจากมีออร์เดอร์จากอุตฯอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ส่งผลทำให้บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย เช่น โตโยต้า, เจนเนอรัล มอเตอร์ส, ฟอร์ด และอีกหลายบริษัทต้องพบเจอกับปัญหาชิปขาดแคลน

นอกจากนี้ ปัญหาภัยธรรมชาติยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชิปขาดแคลน ในสหรัฐ อากาศที่หนาวเย็นจัดในเดือน ก.พ. 2564 ส่งผลให้ไฟฟ้าดับในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในเมืองออสติน และกระทบต่อการผลิต

ขณะที่ไต้หวัน ที่สามารถผลิตชิปที่มีความซับซ้อนได้มากที่สุดของโลก เผชิญกับภัยแล้งเลวร้ายที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่การผลิตชิปต้องใช้น้ำปริมาณมาก ส่งผลทำให้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ถูกรัฐบาลขอให้ลดการใช้น้ำลงประมาณ 7%

ผู้นำแห่งอุตฯเซมิคอนดักเตอร์

ข้อมูลของ Semiconductor Industry Association (SIA) ระบุว่า ยอดขายชิปทั่วโลกปรับตัวขึ้นมากในปี 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.5% มาอยู่ที่ราว 4.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (14 ล้านล้านบาท) โดยยอดขายในจีนและอเมริกาโตขึ้น 5% และ 20% ตามลำดับ

หากพิจารณาถึงปริมาณการผลิต ทวีปเอเชียสามารถผลิตชิปได้มากกว่าสหรัฐ โดยจีนผลิตอยู่ที่ 24% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ตามมาด้วย ไต้หวัน 21% เกาหลีใต้ 19% ญี่ปุ่น 13% ส่วนสหรัฐและยุโรป 10% และ 8% ตามลำดับ

ทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นผู้นำตลาด

ตอนนี้หลายบริษัทก็เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่มีมากขึ้นจนทำให้ชิปขาดแคลน โดยผู้ผลิตชิปเจ้าใหญ่อย่าง TSMC ในไต้หวัน วางแผนที่จะลงทุนด้วยเงินกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2565 เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยได้เริ่มสร้างโรงงานผลิตชิปในรัฐ แอริโซนาแล้ว และเตรียมจะสร้างโรงงานแห่งแรกในญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Sony รายใหญ่ของบริษัท

ส่วน Intel คู่แข่งของ TSMC ก็วางแผนลงทุนมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างศูนย์กลางการผลิตชิปในเขตชานเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา โดยบริษัทตั้งเป้าว่าจะต้องเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกให้ได้ จึงก่อสร้างโรงงานผลิต 2 แห่ง ในเมืองนิวอัลบานีแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการภายในปี 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...