อาเซียนกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ
อาเซียนกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง
ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ
ประเทศในอาเซียนส่วนมากมักจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีสาเหตุ 3 ประการคือ 1) สาเหตุตามธรรมชาติคือ อยู่ในเขตป่าฝนเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตรที่มีภูมิอากาศผันผวน 2) สาเหตุจากการพัฒนา จากการเร่งรัดเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไม่ยั่งยืนและไม่เป็นธรรม และ 3) สาเหตุจากการขาดระบบความพร้อมป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ ทำให้เผชิญกับความผันผวนของภูมิอากาศ เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ ความเปราะบางนิเวศ
จากการจัดอันดับ Climate Risk Index 2000-2019 โดย German Watch บางประเทศในอาเซียนเสี่ยงสูง ได้แก่ เมียนมา (อันดับ 2) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 4) ไทย (อันดับ 9) เวียดนาม (อันดับ 13) กัมพูชา (อันดับ 14) ลาว (อันดับ 52) อินโดนีเซีย (อันดับ 72) มาเลเซีย (อันดับ 116) บรูไน (อันดับ 176) และสิงคโปร์ (อันดับ 179)
แต่เมื่อมองสถานะของอาเซียนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก พบว่า กลุ่มประเทศอาเซียนก็อยู่ในอันดับต้นๆ เช่นกัน คือ กลุ่มประเทศอาเซียน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 8-10 ต่อสัดส่วนทั่วโลก เมื่อดูการจัดอันดับโลกได้ดังนี้ อินโดนีเซีย (อันดับ 10-15) ไทย (อันดับ 20-30) เวียดนาม (อันดับ 25-30) มาเลเซีย (อันดับ 30-40) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 40-50) สิงคโปร์ (อันดับ 40-50) เมียนมา กัมพูชา ลาว และบรูไน (อันดับต่ำกว่า 100)
สาเหตุที่ภูมิภาคอาเซียนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ส่วนสำคัญมาจากการยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ) โดยรวมแล้วกลุ่มประเทศอาเซียนพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูงถึง ร้อยละ 75-80 โดยแบ่งเป็น อินโดนีเซีย พึ่งพาถ่านหินและก๊าซร้อยละ 85 ไทยพึ่งพาก๊าซร้อยละ 75 เวียดนามพึ่งพาถ่านหินร้อยละ 65 มาเลเซียพึ่งพาก๊าซร้อยละ 80 เป็นต้น
เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างพลังงานของอาเซียน พบว่า ไม่เพียงแต่กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขาดการเอาจริงในการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก โดยพบว่ามีทุนอุตสาหกรรมพลังงานข้ามชาติเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้มาก เช่น อินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตถ่านหินใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยกลุ่มทุนจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองถ่านหิน และยังมีบริษัทน้ำมัน Chevron EXXON ลงทุนน้ำมันและก๊าซ ส่วนไทยนั้น มีกลุ่มทุนจากญี่ปุ่น จีน เข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซ น้ำมัน เช่น มาบตาพุด ส่วนเวียดนามปรากฏทุนจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นมาลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน มาเลเซียก็เช่นกัน มีบริษัทน้ำมันข้ามชาติ เช่น Shell BP Exxon Petronas ลงทุน หรือประเทศฟิลิปปินส์ที่มีทุนจากจีน ญี่ปุ่นลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน น้ำมัน ส่วนสิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางพลังงานภูมิภาค มีบริษัท Shell Exxon ร่วมลงทุน และบรูไน ก็มีบริษัทน้ำมัน Shell Total ลงทุน โดยทั้งหมดนี้จะถูกนับเป็น Carbon footprint ของประเทศที่รองรับการลงทุน
แต่เมื่อกรอบความตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศล่าสุดคือ ความตกลงปารีส (2015) จะกำหนดเป้าหมาย และแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกไว้ ซึ่งกลุ่มทุนข้ามชาติก็จะต้องถูกกำหนดกรอบให้ลดก๊าซเรือนกระจกด้วย แต่เมื่อพลังงานฟอสซิลยังเป็นผลประโยชน์หลักของทุนข้ามชาติ จึงเริ่มใช้มาตรการสร้างแรงจูงใจด้วยการเอาคาร์บอนเครดิตมาชดเชย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการอ้างเอาบทบาทของธรรมชาติมาดูดก๊าซเรือนกระจก เช่น การลงทุนข้ามชาติคาร์บอนเครดิตป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม (REDD+) ลงทุน เช่น อินโดนีเซีย โดยอินโดฯ ใช้เป็นการส่งเสริมการลงทุนคาร์บอนเครดิตสำหรับตลาดระหว่างประเทศ
กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนแบ่งเป็น ทุนพลังงานฟอสซิล (รายใหญ่) ทุนเทคโนโลยี (google Microsoft) ธุรกิจการบิน ธุรกิจอุปโภคบริโภค (เนสท์เล่ ยูนิลีเวอร์) กลุ่มทุนสนใจลงทุนพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล โครงสร้างระบบพลังงานของอาเซียนจึงโยงใยกับทุนข้ามชาติ ทำให้การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อเปรียบเทียบเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ (Net Zero) ของประเทศต่างๆ ในอาเซียนพบว่า เวียดนาม เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกภายปี 2050 มาเลเซียมีเป้าหมายปี 2050 สิงคโปร์ เป้าหมายปี 2050 ฟิลิปปินส์ เป้าหมายปี 2050 บูรไน เป้าหมายปี 2050 อินโดนีเซีย เป้าหมายปี 2060 และประเทศไทยที่อยู่ในอันดับล่าช้าสุด คือ Net Zero ในปี 2065 ส่วนประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา ไม่ได้กำหนดเป้าหมายชัดเจน
แม้ทุกประเทศจะมีข้อผูกพันกับความตกลงปารีสปี 2015 แต่ก็มีข้อตกลงเฉพาะอีกหลายเรื่องที่บางประเทศลงนาม เช่น ข้อตกลงลดก๊าซมีเทน ภายในปี 2030 (Global Methane Pledge) มีเพียงฟิลิปปินส์ เวียดนาม ส่วนประเทศอื่นๆ ไม่ลงนาม หรือข้อตกลงยุติการตัดไม้ทำลายป่า (Declaration on Forests and Land Use) พบว่าหลายประเทศลงนาม ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย
และข้อตกลงยุติการลงทุนในถ่านหินและเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด (Global Coal to Clean Power Statement) กลับพบว่ามีเพียงฟิลิปปินส์ประเทศเดียวที่ลงนาม ทั้งหมดนี้สะท้อนความไม่พร้อมหลายด้านในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
จากทั้งหมดที่กล่าวมา เราได้พบความท้าทายหลายประการของกลุ่มประเทศอาเซียนต่อการลดก๊าซเรือนกระจก คือ ประเทศอาเซียนยังพึ่งพาฟอสซิลในอัตราส่วนที่สูงร้อยละ 75-80 แม้จะมีบางประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ที่มีความก้าวหน้าด้านพลังงานหมุนเวียน แต่โดยรวมอาเซียนก็ยังยึดติดกับฟอสซิลมาก ซึ่งการยึดติดกับฟอสซิลเป็นผลจากกลุ่มทุนทั้งในประเทศ และการลงทุนข้ามชาติที่ทำให้บางประเทศยังยึดติดกับพลังงานฟอสซิลที่ร้ายแรง เช่น ถ่านหิน โดยประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม นอกจากนี้โครงการพลังงานสะอาดบางประเภท เช่น เขื่อน ที่ทำลายนิเวศรุนแรง ก็ยังขยายตัวในลาว กัมพูชาเพื่อผลิตไฟฟ้าขายไทย เวียดนาม
ทั้งหมดนี้จึงทำให้เป้าหมายการลดก๊าซของอาเซียนโดยรวมเป็นไปอย่างล่าช้า เทียบกับข้อเสนอคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ให้ลดร้อยละ 43 ในปี 2030 จึงถูกประเมินว่ายังไม่มีเพียงพอในการกู้วิกฤตโลกร้อน
ในอีกด้านหนึ่งที่กลุ่มประเทศอาเซียนมีความเสี่ยงต่อผลกระทบสภาพภูมิอากาศ ก็พบความท้าทายในการปรับตัวเช่นกัน เพราะประเทศอาเซียนหลายประเทศ เสี่ยงผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่การจัดสรรงบประมาณ เพื่อการปรับตัวโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางยังมีจำกัด บางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนามพยายามเพิ่มงบ การปรับตัวของกลุ่มเปราะบาง แต่อีกหลายประเทศยังมีน้อย
เกิดความย้อนแย้งในการจัดสรรงบประมาณ แทนที่จะมีโครงการหรืองบประมาณช่วยเหลือหรือรับผิดชอบต่อผลกระทบของกลุ่มเปราะบางต่อโลกร้อน หลายโครงการที่มาในรูปการปรับตัวที่กระทบนิเวศ ละเมิดสิทธิชุมชน ผนวกกับการซื้อสิทธิคาร์บอนเครดิตจากการลงทุน เช่น โครงการฟื้นฟูป่า (REDD+) โครงการสร้างเขื่อนน้ำโขง ไม่เพียงแต่ปัญหาการชดเชยคาร์บอนที่อาจไปหนุนเสริมการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น แต่ยังทำให้ทุกการช่วยเหลือ กลายเป็นการลงทุน เพื่อประโยชน์ตอบแทนยิ่งขึ้นไป
ใ นวิกฤตความท้าทายรอบด้านเช่นนี้ ก่อนที่จะเผชิญหายนะด้านภูมิอากาศ และความล้มละลายด้านความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจก ภูมิภาคอาเซียนต้องเร่งกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซให้รับผิดชอบมากขึ้นตามทุกข้อตกลงระหว่างประเทศ และมีเป้าหมายการปรับตัวโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้ยกระดับและมีส่วนร่วมมากขึ้นอย่างชัดเจน
หัวใจคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิล สู่พลังงานหมุนเวียน โดยกระจายจากผลประโยชน์กลุ่มทุนสู่การจัดการประชาชน พร้อมกับเปลี่ยนผ่านเกษตรอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยว สู่เกษตรนิเวศที่หลากหลาย พร้อมกับพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรน้ำ ป่า ของท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถปรับตัว และลดก๊าซ ทบทวน ป้องกัน แก้ไขการใช้ตลาดคาร์บอนส่งเสริมการลงทุน เพราะเสี่ยงต่อการฟอกเขียว กระทบนิเวศ ละเมิดสิทธิชุมชน
ทั้งหมดนี้จะเป็นได้ ทิศทางนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของอาเซียนต้องอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม เราจึงจะฝ่าพ้นความท้าทายเชิงโครงสร้างสู่ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาเซียนกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th