โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

สะเทือนวงการยานยนต์ทั่วโลก '3 ค่ายรถญี่ปุ่น'ยักษ์ใหญ่ ประกาศจับมือสู้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

สยามคาร์ - Siamcar

เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 10.07 น. • ทีมข่าวสยามคาร์
สะเทือนวงการยานยนต์ทั่วโลก '3 ค่ายรถญี่ปุ่น'ยักษ์ใหญ่ ประกาศจับมือสู้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

สะเทือนวงการยานยนต์ทั่วโลก '3 ค่ายรถญี่ปุ่น'ยักษ์ใหญ่ ประกาศจับมือสู้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

อุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งยุโรปและญี่ปุ่นกำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนักจากการรุกอย่างรวดเร็วของค่ายจีน ซึ่งมีรถ EV ต้นทุนต่ำเป็นหัวหอกหลักในการทำตลาด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญโดยเฉพาะการผนึกกำลังกันระหว่างแบรนด์รถยนต์จากญี่ปุ่นด้วยกันเอง

นิสสัน ฮอนด้า และมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้บรรลุข้อตกลงพื้นฐานในการดำเนินการหารือตามกรอบข้อตกลงที่จัดทำขึ้นในบันทึกความเข้าใจที่ลงนามโดยนิสสันและฮอนด้าเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2567 เกี่ยวกับการเริ่มต้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่เน้นด้านปัญญาประดิษฐ์และการใช้ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มอเตอร์สได้เข้าร่วมในกรอบข้อตกลงนี้ และทั้ง 3 บริษัทได้ดำเนินการหารือแล้ว

หลังจากข้อตกลงระหว่างนิสสันและฮอนด้าในการเริ่มพิจารณาการบูรณาการทางธุรกิจผ่านการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองบริษัทและอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัททั้ง 3 ได้ตกลงที่จะสำรวจความเป็นไปได้ในการบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันในระดับที่สูงขึ้นผ่านการมีส่วนร่วมหรือการมีส่วนร่วมในการบูรณาการทางธุรกิจของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยมิตซูบิชิ มอเตอร์สตั้งเป้าที่จะบรรลุผลสรุปภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2568 เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม หรือการมีส่วนร่วมในการบูรณาการทางธุรกิจระหว่างนิสสันและฮอนด้า

โทชิฮิโระ มิเบะ (Toshihiro Mibe) กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฮอนด้า กล่าวว่า ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกล่าวกันว่าเกิดขึ้นทุก 100 ปี เราหวังว่าการมีส่วนร่วมของมิตซูบิชิ ในการหารือการบูรณาการธุรกิจระหว่างนิสสันและฮอนด้า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อไป และเราจะสามารถกลายเป็นบริษัทชั้นนำในการสร้างคุณค่าใหม่ในด้านการเคลื่อนที่ผ่านการบูรณาการธุรกิจได้

“นิสสันและฮอนด้าจะเริ่มการหารือตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงถึงความเป็นไปได้ในการบูรณาการธุรกิจภายในราวๆ สิ้นเดือน ม.ค. 2568 ตามแนวทางที่มิตซูบิชิพิจารณา” มิเบะ กล่าว

มาโกโตะ อุชิดะ (Makoto Uchida) กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน กล่าวว่า ฮอนด้าและนิสสันได้เริ่มพิจารณาการบูรณาการธุรกิจแล้ว และจะศึกษาการสร้างความร่วมมือที่สำคัญระหว่างทั้งสองบริษัทในหลากหลายสาขา และเป็นเรื่องสำคัญที่มิตซูบิชิซึ่งเป็นพันธมิตรของนิสสัน เข้ามามีส่วนร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วย

“เราคาดว่าหากการบูรณาการนี้เกิดขึ้นจริง เราจะสามารถส่งมอบคุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่าให้กับฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นได้” อุชิดะ กล่าว

ทาคาโอะ ซาโต้ (Takao Kato) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส กล่าวว่า ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ การศึกษาเกี่ยวกับการบูรณาการธุรกิจระหว่างนิสสันกับฮอนด้าจะช่วยเร่งให้เกิดผลสูงสุดจากการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจที่ร่วมมือกับมิตซูบิชิด้วย

“เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันและใช้จุดแข็งของแต่ละบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราจะศึกษารูปแบบความร่วมมือที่ดีที่สุดด้วย” ซาโต้ กล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าว Honda, Nissan aim to merge by 2026 in historic pivot เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2567 ระบุว่า การเจรจากันระหว่างฮอนด้ากับนิสสัน เรื่องการควบรวมกิจการภายในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ฉายภาพการมองผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเป็นภัยคุกคามสำคัญของต่อแดนซามูไร ซึ่งเป็นชาติผู้ผลิตรถยนต์ที่ครองตลาดโลกมาอย่างยาวนาน

หากการควบรวมนี้เกิดขึ้นจริง ขนาดของบริษัทจะใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หากนับตามยอดขาย โดยเป็นรองเพียง “โตโยต้า” อีกค่ายรถยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น และ “โฟล์คสวาเกน” แบรนด์รถยนต์สัญชาติเยอรมนี นอกจากนี้ ยังจะทำให้ทั้งนิสสันและฮอนด้ามีการขยายขนาดและมีโอกาสแบ่งปันทรัพยากรเมื่อเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ดังทั้งของจีนอย่าง “บีวายดี” และของสหรัฐอเมริกาอย่าง “เทสลา”

การควบรวมกิจการระหว่าง 2 ค่ายรถญี่ปุ่นอย่างฮอนด้ากับนิสสัน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ในอุตสาหกรรมยานยนต์แดนซามูไร ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในวงการยานยนต์ของโลก นับตั้งแต่เฟียต ไครสเลอร์ ออโตโมบิลส์ และพีเอสเอ ควบรวมกิจการในปี 2564 เพื่อก่อตั้งสเตลแลนติส (STLAM.MI) นับเป็นข้อตกลงมูลค่า 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกค่ายรถญี่ปุ่นซึ่งนิสสันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด กำลังพิจารณาเข้าร่วมด้วย และจะตัดสินใจภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2568

ในการแถลงข่าวร่วมกันของฮอนด้า นิสสันและมิตซูบิชิ ที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น โทชิฮิโระ มิเบะ ซีอีโอของฮอนด้า กล่าวว่า การเติบโตของผู้ผลิตรถยนต์จีนและผู้เล่นหน้าใหม่ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมรถยนต์ไปมากทีเดียว ดังนั้นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ได้ภายในปี 2573 ไม่เช่นนั้นก็จะแพ้ โดยอ้างถึงแนวโน้มทางเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไร้คนขับ

ทั้งนี้ ฮอนด้าและนิสสันมีเป้าหมายยอดขายรวมกัน 30 ล้านล้านเยน (1.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และกำไรจากการดำเนินงานมากกว่า 3 ล้านล้านเยนผ่านการควบรวมกิจการที่อาจเกิดขึ้น ทั้ง 2 บริษัทมุ่งหวังที่จะสรุปการเจรจากันในเดือน มิ.ย. 2568 ก่อนที่จะตั้งบริษัทโฮลดิ้งภายในเดือน ส.ค. 2569 เมื่อหุ้นของทั้งสองบริษัทจะถูกเพิกถอนออกจากการจดทะเบียน และฮอนด้าซึ่งมีมูลค่าตามราคาตลาดมากกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่านิสสันประมาณ 4 เท่า จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารส่วนใหญ่ของบริษัท

การควบรวมกิจการกับมิตซูบิชิ จะทำให้ยอดขายทั่วโลกของกลุ่มทุนยานยนต์ญี่ปุ่นมีมากกว่า 8 ล้านคัน ขณะที่อันดับ 3 ในปัจจุบันคือกลุ่มทุนยานยนต์ของเกาหลีใต้อย่างฮุนไดและเกีย โดยรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฮอนด้าและนิสสันกำลังสำรวจวิธีต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือ รวมถึงการควบรวมกิจการ ขณะที่ย้อนไปในเดือน มี.ค. 2567 ทั้ง 2 บริษัทกล่าวว่ากำลังพิจารณาความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ และขยายความร่วมมือไปยังมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในเดือน ส.ค. ปีเดียวกัน

ในเดือน พ.ย. 2567 นิสสันประกาศแผนที่จะเลิกจ้างพนักงาน 9,000 คนและกำลังการผลิตทั่วโลกร้อยละ 20 หลังจากยอดขายในตลาดสำคัญอย่างจีนและสหรัฐฯ ลดลง ส่วนฮอนด้ารายงานรายได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เนื่องจากยอดขายในประเทศจีนตกต่ำ แม้ว่าธุรกิจมอเตอร์ไซค์และรถยนต์แบบไฮบริดที่มั่นคงจะช่วยให้ฮอนด้ามีฐานการเงินที่ค่อนข้างมั่นคงก็ตาม ถึงกระนั้น มิเบะ ซีอีโอฮอนด้า ให้ความเห็นว่า นี่ไม่ใช่การกอบกู้นิสสัน และเสริมว่าการพลิกฟื้นธุรกิจของนิสสันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการควบรวมกิจการ

เช่นเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติรายอื่นๆ ฮอนด้าและนิสสันก็เสียพื้นที่ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีนให้กับบีวายดี และแบรนด์อื่นๆ ของแดนมังกร ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดซึ่งเต็มไปด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์ แต่อีกด้านหนึ่ง คาร์ลอส โกส์น (Carlos Ghosn) อดีตผู้บริหารนิสสัน ซึ่งถูกทางการญี่ปุ่นออกหมายจับและหลบหนีไปอยู่ในประเทศเลบานอน ให้ความเห็นทางออนไลน์ ว่า ความร่วมมือระหว่างฮอนด้าและนิสสันไม่น่าจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทไม่ได้เสริมซึ่งกันและกัน

สำหรับ “เรโนลด์” ค่ายรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของนิสสัน แหล่งข่าวให้ข้อมูลว่า จะมีการหารือกับนิสสันและพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมด ขณะที่ยังมีรายงานอีกว่า “ฟ็อกซ์คอนน์” บริษัทชื้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ต้องการขยายธุรกิจรับจ้างผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ โดยพยายามเสนอไปทางนิสสัน แต่ถูกค่ายรถญี่ปุ่นปฏิเสธ ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ความพยายามของฟ็อกซ์คอนน์หยุดลงเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2567 เมื่อส่งคณะผู้แทนบริษัทไปหารือกับเรโนลด์ที่ฝรั่งเศส

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2567 มาโกโตะ อุชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน ปฏิเสธมุมมองที่ว่าการเคลื่อนไหวของฟ็อกซ์คอนน์กระตุ้นให้เกิดการเจรจาควบรวมกิจการกับฮอนด้า และนิสสันยังคงทำงานกับเรโนลด์ในรูปแบบโครงการ เช่นเดียวกับทางฮอนด้า ซึ่ง มิเบะ ระบุว่า จะไม่เปลี่ยนความสัมพันธ์กับ “เจเนรัลมอเตอร์” ยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ

Cr. https://global.honda/en/newsroom/news/2024/c241223ceng.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...