“คิง” เขย่าตลาดน้ำมันรำข้าวผลิตน้ำมัน Infused -Wax ดันรายได้ “หมื่นล้าน” ในปี 73
น้ำมันรำข้าวคิงวางเป้ากวาดรายได้ “หมื่นล้าน” ภายในปี 2573 ทุ่ม1.5พันลบ.ขยายกำลังการผลิตทะลุ 5 แสนตัน พัฒนาโพรดักซ์ใหม่น้ำมัน Infused ตีตลาดตปท. -Rice Bran Wax ป้อนอุตสาหกรรม-ยา-อาหาร-เครื่องสำอางค์
นายประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง เปิดเผยว่า กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง เป็นผู้นำธุรกิจน้ำมันรำข้าวในไทยกว่า 48 ปีโดยมี “น้ำมันรำข้าวคิง” เป็นโพรดักซ์เรือธง ปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวที่ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภค ได้แก่น้ำมันรำข้าวคิง โอรีซานอล 8,000 ppm ,น้ำมันรำข้าว King โอรีซานอล 12,000 ppm และน้ำมันรำข้าวไรซ์ลี่ โอรีซานอล 15,000 ppm
“ธุรกิจน้ำมันรำข้าวมีข้อจำกัดในเรื่องของอายุวัตถุดิบที่ต้องนำมาใช้ภายใน1-2 วันเท่านั้น และเป็นโจทย์ยากที่ทำให้ผลิตรายใหญ่หลายรายเลิกผลิตคงเหลือไว้แค่ไลน์การผลิต น้ำมันปล์ามและน้ำมันถั่วเหลืองเท่านั้น ส่งผลให้มีผู้ผลิตรายใหญ่เพียงแค่ 4 ราย ทำให้ในอดีตตลาดนี้เล็กมาก”
ทั้งนี้ปัจจุบันมูลค่าตลาดน้ำมันพืชอยู่ราว ๆ 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท (รวมน้ำมันปล์าม และน้ำมันถั่วเหลือง) เติบโตปีละ 10% โดยคิงเป็นผู้นำตลาดน้ำมันรำข้าวครองส่วนแบ่งการตลาด85%
ที่ผ่านมาได้ขยายตลาดและสร้างการรับรู้มาต่อเนื่อง จนน้ำมันรำข้าวกลายเป็นที่ยอมรับและเริ่มเติบโตจากมูลค่าตลาด 400 ล้านบาทขึ้นมาเป็น 1,100 ล้านบาท จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิดที่คนอยู่บ้านมากขึ้นและทำอาหารมากขึ้น จะเห็นว่าในระยะหลังๆมีผู้ผลิตน้ำมันพืชรายใหญ่หันมาสนใจตลาดน้ำมันรำข้าวมากขึ้น
ในตลาดปัจจุบันมีน้ำมันรำข้าววางจำหน่ายกว่า 18 แบรนด์ เป็นของกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง 3 แบรนด์บางส่วนเป็นน้ำมันรำข้าวนำเข้าและบางส่วนเป็นการ OEM จากผู้ผลิตใหญ่ 4 ราย อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ตัวเลขการเติบโตจะเริ่มช้าลงหลังจากเติบโตถึงจุดพีกในช่วงโควิดและสงครามยูเครน-รัสเซีย
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังการผลิต “รำข้าว” สำหรับสกัดน้ำมันรำข้าวไม่เกิน 3 ล้านตันต่อปี ซึ่งกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงใช้วัตถุดิบรำข้าวเดือนละ 1.5 หมื่นตัน ปีละ4 แสนกว่าตัน ใน 3 โรงงานคือสมุทรปราการ อยุธยา และนครราชสีมา ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกว่า 1,550 ตันรำข้าว/วัน สามารถผลิตน้ำมันรำข้าวดิบได้มากถึง 88,000 ตัน/ปี ขณะที่โรงกลั่นมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 350 ตันน้ำมันดิบ/วัน สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้มากถึง 60,000 ตัน/ปี
ปัจจุบันกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง มียอดขายราว ๆ 8.3 พันล้านบาท จากน้ำมันรำข้าว 46% อาหารสัตว์และอื่นๆ54% ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าจะเติบโตด้านยอดขายถึง 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 โดยจะเพิ่มการผลิตน้ำมันรำข้าวจากวัตถุดิบให้ได้ปีละ 5 แสนตันต่อปี โดยมีแผนจะขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ภายใต้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานสาขา จ.นครสวรรค์ รวมทั้งลงทุนพัฒนาเครื่องจักรที่ทันสมัย
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ คือการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาใช้งบลงทุนไปมากกว่า 270 ล้านบาท ในปีนี้และปีต่อๆไปคาดว่าจะใช้งบการตลาดราวๆ 50 ล้านบาทเพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง
“เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้แนวทางการตลาดต้องเปลี่ยน โดยเฉพาะหลังโควิดผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่อง “สุขภาพ” น้ำมันรำข้าวคิงมีฐานแฟนคลับที่เป็น GEN-X และ Baby Boomers อยู่แล้ว แต่จะขยายการสื่อสารไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างครอบครัว เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
โดยใช้ข้อมูลจริงแบบ 360 ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ รวมทั้งทำแคมเปญให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาเราใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นเจ้าแรกของตลาดน้ำมันรำข้าว และยังทำฉลากลิมิเตดซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากทั้งตลาดในประเทศไทยและผู้ค้าต่างประเทศที่เข้ามาสั่งซื้อในงาน THAIFEX เพื่อนำไปขายในต่างประเทศจำนวนมาก”
นอกเหนือจากกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวแล้ว บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ได้แก่ ชอร์ตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวคิง ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวไรซ์ลี่ และผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องดื่มรำข้าวไรซ์ลี่ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลัก
“เรามีแผนพัฒนาธุรกิจใน 3 ส่วน เพราะในกระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว เราสามารถสกัดน้ำมันจากวัตถุดิบได้แค่ 20% เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำมันรำข้าว 3 เกรด และเกรดพิเศษ “ Infused” ผสมสมุนไพรหรือเครื่องเทศน์ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในต่างประเทศ ซึ่งเราส่งออกไปยังเกาหลี อเมริกา เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ซึ่งเราพยายามพัฒนาเฟลเวอร์ใหม่ๆเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม
อีก 80% ที่เหลือเป็นกากรำหรือรำสกัด ที่นำมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และแป้งรำข้าวที่ใช้ผลิตอาหารให้อุตสาหกรรมอาหาร และ Wax จากรำข้าวซึ่งมีตลาดยา อาหารและเครื่องสำอางค์รองรับอยู่ซึ่งปัจจุบันเรากำลังพัฒนาให้มีความบริษัทสูงที่สุดเพื่อชิงโอกาสทางการตลาดให้ได้มากที่สุด”