โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“คิง” เขย่าตลาดน้ำมันรำข้าวผลิตน้ำมัน Infused -Wax ดันรายได้ “หมื่นล้าน” ในปี 73

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 พ.ย. 2567 เวลา 13.46 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2567 เวลา 06.46 น.

น้ำมันรำข้าวคิงวางเป้ากวาดรายได้ “หมื่นล้าน” ภายในปี 2573 ทุ่ม1.5พันลบ.ขยายกำลังการผลิตทะลุ 5 แสนตัน พัฒนาโพรดักซ์ใหม่น้ำมัน Infused ตีตลาดตปท. -Rice Bran Wax ป้อนอุตสาหกรรม-ยา-อาหาร-เครื่องสำอางค์

นายประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง เปิดเผยว่า กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง เป็นผู้นำธุรกิจน้ำมันรำข้าวในไทยกว่า 48 ปีโดยมี “น้ำมันรำข้าวคิง” เป็นโพรดักซ์เรือธง ปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวที่ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภค ได้แก่น้ำมันรำข้าวคิง โอรีซานอล 8,000 ppm ,น้ำมันรำข้าว King โอรีซานอล 12,000 ppm และน้ำมันรำข้าวไรซ์ลี่ โอรีซานอล 15,000 ppm

“ธุรกิจน้ำมันรำข้าวมีข้อจำกัดในเรื่องของอายุวัตถุดิบที่ต้องนำมาใช้ภายใน1-2 วันเท่านั้น และเป็นโจทย์ยากที่ทำให้ผลิตรายใหญ่หลายรายเลิกผลิตคงเหลือไว้แค่ไลน์การผลิต น้ำมันปล์ามและน้ำมันถั่วเหลืองเท่านั้น ส่งผลให้มีผู้ผลิตรายใหญ่เพียงแค่ 4 ราย ทำให้ในอดีตตลาดนี้เล็กมาก”

ทั้งนี้ปัจจุบันมูลค่าตลาดน้ำมันพืชอยู่ราว ๆ 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท (รวมน้ำมันปล์าม และน้ำมันถั่วเหลือง) เติบโตปีละ 10% โดยคิงเป็นผู้นำตลาดน้ำมันรำข้าวครองส่วนแบ่งการตลาด85%

ที่ผ่านมาได้ขยายตลาดและสร้างการรับรู้มาต่อเนื่อง จนน้ำมันรำข้าวกลายเป็นที่ยอมรับและเริ่มเติบโตจากมูลค่าตลาด 400 ล้านบาทขึ้นมาเป็น 1,100 ล้านบาท จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิดที่คนอยู่บ้านมากขึ้นและทำอาหารมากขึ้น จะเห็นว่าในระยะหลังๆมีผู้ผลิตน้ำมันพืชรายใหญ่หันมาสนใจตลาดน้ำมันรำข้าวมากขึ้น

ในตลาดปัจจุบันมีน้ำมันรำข้าววางจำหน่ายกว่า 18 แบรนด์ เป็นของกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง 3 แบรนด์บางส่วนเป็นน้ำมันรำข้าวนำเข้าและบางส่วนเป็นการ OEM จากผู้ผลิตใหญ่ 4 ราย อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ตัวเลขการเติบโตจะเริ่มช้าลงหลังจากเติบโตถึงจุดพีกในช่วงโควิดและสงครามยูเครน-รัสเซีย

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังการผลิต “รำข้าว” สำหรับสกัดน้ำมันรำข้าวไม่เกิน 3 ล้านตันต่อปี ซึ่งกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงใช้วัตถุดิบรำข้าวเดือนละ 1.5 หมื่นตัน ปีละ4 แสนกว่าตัน ใน 3 โรงงานคือสมุทรปราการ อยุธยา และนครราชสีมา ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกว่า 1,550 ตันรำข้าว/วัน สามารถผลิตน้ำมันรำข้าวดิบได้มากถึง 88,000 ตัน/ปี ขณะที่โรงกลั่นมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 350 ตันน้ำมันดิบ/วัน สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้มากถึง 60,000 ตัน/ปี

ปัจจุบันกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง มียอดขายราว ๆ 8.3 พันล้านบาท จากน้ำมันรำข้าว 46% อาหารสัตว์และอื่นๆ54% ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าจะเติบโตด้านยอดขายถึง 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 โดยจะเพิ่มการผลิตน้ำมันรำข้าวจากวัตถุดิบให้ได้ปีละ 5 แสนตันต่อปี โดยมีแผนจะขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ภายใต้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานสาขา จ.นครสวรรค์ รวมทั้งลงทุนพัฒนาเครื่องจักรที่ทันสมัย

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ คือการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาใช้งบลงทุนไปมากกว่า 270 ล้านบาท ในปีนี้และปีต่อๆไปคาดว่าจะใช้งบการตลาดราวๆ 50 ล้านบาทเพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง

“เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้แนวทางการตลาดต้องเปลี่ยน โดยเฉพาะหลังโควิดผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่อง “สุขภาพ” น้ำมันรำข้าวคิงมีฐานแฟนคลับที่เป็น GEN-X และ Baby Boomers อยู่แล้ว แต่จะขยายการสื่อสารไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างครอบครัว เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

โดยใช้ข้อมูลจริงแบบ 360 ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ รวมทั้งทำแคมเปญให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาเราใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นเจ้าแรกของตลาดน้ำมันรำข้าว และยังทำฉลากลิมิเตดซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากทั้งตลาดในประเทศไทยและผู้ค้าต่างประเทศที่เข้ามาสั่งซื้อในงาน THAIFEX เพื่อนำไปขายในต่างประเทศจำนวนมาก”

นอกเหนือจากกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวแล้ว บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ได้แก่ ชอร์ตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวคิง ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวไรซ์ลี่ และผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องดื่มรำข้าวไรซ์ลี่ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลัก

“เรามีแผนพัฒนาธุรกิจใน 3 ส่วน เพราะในกระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว เราสามารถสกัดน้ำมันจากวัตถุดิบได้แค่ 20% เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำมันรำข้าว 3 เกรด และเกรดพิเศษ “ Infused” ผสมสมุนไพรหรือเครื่องเทศน์ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในต่างประเทศ ซึ่งเราส่งออกไปยังเกาหลี อเมริกา เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ซึ่งเราพยายามพัฒนาเฟลเวอร์ใหม่ๆเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม

อีก 80% ที่เหลือเป็นกากรำหรือรำสกัด ที่นำมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และแป้งรำข้าวที่ใช้ผลิตอาหารให้อุตสาหกรรมอาหาร และ Wax จากรำข้าวซึ่งมีตลาดยา อาหารและเครื่องสำอางค์รองรับอยู่ซึ่งปัจจุบันเรากำลังพัฒนาให้มีความบริษัทสูงที่สุดเพื่อชิงโอกาสทางการตลาดให้ได้มากที่สุด”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...