เปิดโผ "หุ้นเด่น" รับแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯปี'68-70
บล.เอเซีย พลัส เปิดโผ “หุ้นเด่น” รับแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯปี’68-70 ผ่าน 3 โครงการ FLAGSHIP PROJECT คาดนโยบาย JUMP+ ช่วยหนุนหุ้นพื้นฐานดีที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง ในดัชนี SET100 หุ้นพื้นฐานดี P/BV ถูก ราคาหุ้นในปีนี้ย่อตัวลงมาลึก
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตามที่นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯวางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2568-2570) เน้น 3 ด้านคือ 1.มุ่งมั่นเพื่อโอกาสการเติบโต 2.ร่วมพัฒนาเพื่อความทั่วถึง 3.สรรค์สร้างคนและอนาคต กับโครงการ FLAGSHIP PROJECT คือ 1.JUMP+ 2.BOND CONNECT และ 3.CARBON ECOSYSTEM
ประเมินว่าเป็นแผนระยะยาวที่ดีอย่าง JUMP+ คาดจะช่วยหนุนหุ้นพื้นฐานดีที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง ได้รับความสนใจและมีมูลค่าเพิ่มได้ ส่วน BOND CONNECT กับ CARBON ECOSYSTEM ช่วยเพิ่มขนาดตลาดและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายขึ้น ผนวกกับการหนุนให้เกิดการ Cross Selling ที่ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยศึกษาพบว่าในดัชนี SET100 มีหุ้นถึง 34 บริษัทที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (Price to Book Value) ต่ำ 1
ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงค้นหาหุ้นเด่น รับแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯปี 2568-2570 คือ 1.หุ้นพื้นฐานดี P/BV ถูก ราคาหุ้นในปีนี้ย่อตัวลงมาลึก IRPC, PTTGC, BANPU, TOP, BBL, BCPG, SCC, AP, KKP, QH, BJC, PTT, HANA, SJWD
2.หุ้นเด่นรับธีม CARBON ECOSYSTEM คือ STA, THCOM, GUNKUL, TPCH, WHAUP, GPSC, DITTO
สำหรับรายละเอียด FLAGSHIP PROJECT ของตลาดหลักทรัพย์ฯคือ 1.JUMP+ คือโครงการผลักดันมูลค่า บจ.ให้เพิ่มขึ้น นายอัสสเดชกล่าวว่า ในอดีตเวลาพูดถึงการสร้างความน่าสนใจของ บจ. จะนึกถึงการหาบริษัทใหม่เข้ามาไอพีโอเป็นกลุ่ม New Economy เป็นกลุ่ม Family Business แต่ในขณะที่ บจ.เดิม 900 บริษัท ยังมีรูมที่สามารถจะใช้เทคโนโลยีหรือการวิเคราะห์มาช่วยเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นมาได้
โดยกลไกหลักของโครงการ JUMP+ ทุก บจ.สามารถเข้าร่วมได้โดยสมัครใจ ไม่ได้เป็นภาคบังคับที่ทุก บจ.ต้องเข้าร่วม โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้วิเคราะห์ บจ.ที่เป็นตัวอย่างกลุ่มเป้าหมายคือ 1.บจ.ที่อาจจะมี Area ที่สามารถปรับปรุงได้ด้านการซื้อขาย (Market) บทวิเคราะห์ยังน้อย ฟรีโฟลตต่ำ
รวมถึงมูลค่าการซื้อขายด้วย โดยสถิติพบว่ากว่า 50% ของ บจ. 900 บริษัท มีอัตราส่วนราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (Price to Book Value) ซึ่งถือว่ายังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง โดย บจ.เหล่านี้มีฐานะการเงินดีแต่ไม่ขยายธุรกิจ (Lazy balance sheets)
2.บจ.ที่อาจจะมีประเด็นด้านผลการดำเนินงาน (Performance) ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตฝั่งรายได้ กำไรจากการดำเนินงาน หรือผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) และ 3.บจ.ที่อาจจะมีประเด็นด้านผู้ถือหุ้น (Shareholder) ซึ่งการให้อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ยังไม่ได้สะท้อนกับ Performance ของบริษัท เพราะฉะนั้น บจ.ที่เข้าข่ายเหล่านี้คือกลุ่มเป้าหมายแรกที่ถ้าเข้ามาร่วมโครงการ JUMP+ คาดหวังว่า บจ.น่าจะเพิ่มศักยภาพและมูลค่าบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นได้
“กระบวนการเข้าร่วมโครงการมี 3 ขั้นตอนคือ บจ.วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะพัฒนาไอทีแพลตฟอร์มเอไอเข้ามาช่วยวิเคราะห์ และถัดมาจัดทำแผน JUMP+ และกำหนดเป้าหมายการเติบโต คีย์สำคัญต้องมี Commitment จากบริษัท โดยผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดบริษัทด้วย และสุดท้ายเริ่มสื่อสารความคืบหน้าของแผนให้กับนักลงทุนซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง
โดยตลาดหลักทรัพย์ฯและพันธมิตรจะมีค่าตอบแทนตามแรงจูงใจ เช่น รีวอร์ด, ค่าธรรมเนียม, การไปโรดโชว์พบนักลงทุนสถาบันหรือเข้าร่วมงาน Thailand Focus เพื่อพบนักลงทุนต่างประเทศ, จัดสรรสลอตพิเศษการให้ข้อมูลนักลงทุนรายย่อยผ่าน Opportunity Day ในช่วงไพรมไทม์ เป็นต้น”
นายอัสสเดชกล่าวต่อว่า โครงการ JUMP+ ยังรวมไปถึงการทำดีล M&A ทั้งควบรวมและซื้อขายกิจการ ที่เป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งด้วย ในการสร้างศักยภาพและการเจริญเติบโตที่ก้าวกระโดด โดยหลายธุรกิจเรื่องสเกลสำคัญ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ใช่ในประเทศอย่างเดียว แต่ไปสู่การแข่งขันข้ามชายแดน ดังนั้นการ Synergy ด้านผลิตภัณฑ์ แบรนด์ และฐานะการเงิน ก็อยากสนับสนุนผ่านโครงการนี้ด้วย
“บางสิ่งบางอย่างเราต้องกลับมา Back to Basic การสร้างความสนใจในตลาดหุ้นไทย ผลิตภัณฑ์เราต้องน่าสนใจ ต้องมีมูลค่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนสนใจมากขึ้นก่อน เพราะถ้าดูการแข่งขันในเชิงตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก จะเป็นการแข่งขันดึงดูดนักลงทุน ดังนั้นถ้าเกิดเราไม่มีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ หรือให้ผลตอบแทนที่น่าลงทุนเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆ เขาก็จะไม่มาลงทุน” นายอัสสเดชกล่าว
2.BOND CONNECT จะเป็นเรื่องสนับสนุนการทำงานของผู้ร่วมตลาด โดยจะพัฒนา Bond Connect Platform เพื่อให้นักลงทุนบุคคลเข้าถึงการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกได้ง่ายขึ้น โดยนักลงทุนสามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลในลักษณะเดียวกับการจองซื้อหุ้น IPO และยังสามารถซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้ซึ่งมีสภาพคล่อง และยังสามารถใช้เป็นหลักประกันในการลงทุนในสินทรัพย์อื่นได้ด้วย
วันนี้สินทรัพย์ปลอดภัยหรือ Safe Asset ในตลาด ยังมีทางเลือกน้อย ซึ่งพันธบัตรรัฐบาลเป็นหนึ่งใน Safe Asset ซึ่งนักลงทุนบุคคลที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนสามารถลงทุนได้ เพราะความเสี่ยงต่ำ โดยนักลงทุนสามารถจองซื้อผ่านแพลตฟอร์มได้เลย โดยมีบัญชีหลักทรัพย์ Cash Balance ในส่วนตลาดรองทั้งการโอนและการซื้อขายข้ามธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ ก็ทำได้ง่าย ทำให้ต่อไปไมนด์เซตคนถือพันธบัตรรัฐบาลจะเปลี่ยนไป ที่จะถือไว้ 5 ปี 10 ปี จนหมดอายุแล้วค่อยไถ่ถอน ซึ่งจริง ๆ แล้วพันธบัตรรัฐบาลเทียบเท่าเงินสด ถ้าตลาดรองมีสภาพคล่องมากขึ้น ตรงนี้จะช่วยฝั่งนักลงทุนบุคคลสามารถซื้อขายได้มาก และช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดได้มากขึ้นไปด้วย
“เราเห็นเวลาเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ การเลือกตั้งสหรัฐ สงครามปะทุรุนแรง นักลงทุนจะดูทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐว่าสูงขึ้นหรือต่ำลง ซึ่งเป็นการโยกย้าย Risk Asset ทองคำก็เช่นกัน ช่วงที่ราคาทองขึ้นมาเยอะ ๆ นั่นแปลว่านักลงทุน Risk-off หาจุดปลอดภัย ซึ่งสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในประเทศคือ พันธบัตรรัฐบาล ดังนั้นโปรเจ็กต์นี้จะมุ่งเน้นพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็น สบน.มีการออกมาอยู่เรื่อย ๆ” นายอัสสเดชกล่าว
และ CARBON ECOSYSTEM คือจะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon Economy ครอบคลุมถึงการมีศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต และการพัฒนาบุคลากร Carbon Professional ให้มากขึ้น
โดยสนับสนุนด้วยเครื่องมือคำนวณ Carbon Footprint (SET Carbon) ผ่าน Carbon Calculator Platform เพื่อให้ บจ.คำนวณออกมาเป็นข้อมูลได้ โดยเอาข้อมูล เช่น บิลน้ำมัน, การใช้ไฟฟ้า ฯลฯ คำนวณออกมาเป็นข้อมูล Scoop 1 (ข้อมูล ESG ทั่วไป) และ Scoop 2 (ข้อมูลคาร์บอน) ได้ ซึ่งปีนี้ได้นำร่องไปแล้วจำนวน 20 บจ. และปีหน้าจะขยายจำนวน บจ. และบริษัทนอกตลาดให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากจะไปคำนวณไปถึง Scoop 3 (ข้อมูล ESG-Carbon รวมทั้งซัพพลายเชน)
“ปัจจุบัน 900 บจ. ปีที่แล้วมีผลข้อมูลคาร์บอน 400 บริษัท และมีแค่ 200 บริษัท ที่ข้อมูลถูกยืนยันความถูกต้องโดย Third Party และมีแค่ 64 บริษัท ที่เปิดเผยข้อมูลผ่านออดิตแล้วในการเปิดเผยเป้า Net Zero และตอนนี้ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ก็กำลังเฮียริ่งรายงาน IFRS เรื่อง Scoop 1 และ Scoop 2 อยู่ในเวลานี้”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดโผ “หุ้นเด่น” รับแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯปี’68-70
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net