โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2025-ปีแห่งจรวด & โลกของขีปนาวุธ สงครามระยะไกลและอาวุธความเร็วสูง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 06.58 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2568 เวลา 02.28 น.

“จรวดก็คือจรวด มันไม่ได้แตกต่างกันเลยไม่ว่าคุณจะถูกฆ่าด้วยจรวดที่ยิงจากสหภาพโซเวียต หรือจากคิวบาก็ตาม”

รัฐมนตรีกลาโหม Robert McNamara
คำกล่าวในช่วงวิกฤตการณ์จรวดที่คิวบา 1962

หมายเหตุผู้เขียน :
คําว่า “จรวด” (rocket) ในบทความนี้ มีความหมายถึง “ขีปนาวุธ” (ballistic missiles) หรือในบางส่วนอาจใช้ในความหมายของจรวดที่เป็น “อาวุธปล่อย” ทางยุทธวิธี (missiles) ที่ยิงสู่เป้าหมายจากอากาศยาน หรือปล่อยจากฐานยิงที่เป็นยานยนต์

มิติใหม่ของสงครามยูเครน

สัญญาณจากการที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธพิสัยกลาง (IRBM) ยิงถล่มเมืองของยูเครนในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2024 นั้น ต้องถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่บ่งบอกถึงการยกระดับสงครามอย่างเห็นได้ชัด เพราะปกติรัสเซียจะโจมตีเป้าหมายในยูเครนด้วยจรวดระยะใกล้

การโจมตีครั้งนี้มีรายงานว่ามีการระเบิดต่อเนื่องกันถึง 3 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นการโจมตีอย่างรุนแรง จนในเบื้องต้นนั้น หลายฝ่ายมีการประเมินว่าน่าจะเป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) แต่ทางการของฝ่ายตะวันตกได้ปฏิเสธถึงการใช้อาวุธชนิดนี้ เพราะหากเป็นการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปจริงแล้ว ระบบเฝ้าตรวจและเตือนภัยการยิงขีปนาวุธของสหรัฐ จะแจ้งเตือนเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์

หลังจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียเกิดขึ้นแล้ว ประธานาธิบดีปูตินจึงแถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของรัสเซียว่า อาวุธที่ใช้ในการโจมตียูเครนเป็น“ขีปนาวุธพิสัยกลางแบบใหม่” ชื่อ “โอเรชนิก” (Oreshnik)

ประธานาธิบดีปูตินมีความเชื่อมั่นในอาวุธชนิดนี้อย่างมาก ถึงกับมีถ้อยแถลงว่า “จนถึงปัจจุบันยังไม่มีอาวุธชนิดใดที่จะสามารถต้านทานอาวุธชนิดนี้ได้” เนื่องจากอาวุธมีความเร็วเหนือเสียง 10 เท่า อันมีนัยถึงการเป็น “อาวุธความเร็วสูง” (hypersonic weapons) ที่เดินทางด้วยความเร็ว 2.5-3 กิโลเมตรต่อ 1 วินาที ซึ่งด้วยความเร็วในระดับนี้ จึงเป็นความยากที่จะมีระบบอาวุธต่อต้านขีปนาวุธโอเรชนิก

นอกจากนี้ ในการโจมตีของรัสเซียนั้น ผู้นำรัสเซียได้ประกาศแล้วว่าเป็นการทดลองอาวุธใหม่ หรืออาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่า ผู้นำรัสเซียใช้เป้าหมายในยูเครนเป็น “สนามทดสอบอาวุธ” โดยเขาได้กล่าวว่าการทดลองเช่นนี้จะมีอีกต่อไป และจะเป็นการทดสอบในภาวะสงคราม (test in combat conditions)

ขีปนาวุธโอเรชนิกติดตั้งหัวรบได้ 6 ลูก และในแต่ละหัวรบจะติดตั้งระเบิดได้ 6 ชุด ซึ่งจะทำให้เกิดอำนาจการทำลายอย่างมาก ต่างจากการโจมตีทางอากาศของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยโดรน หรือการโจมตีด้วยจรวดระยะใกล้ที่ปล่อยจากอากาศยาน เป็นต้น แต่การโจมตีดนิโปรในวันที่ 21 พฤศจิกายนนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะครั้งนี้เป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ที่มีความเร็วสูง

ดังนั้น เส้นเวลาของวันที่ 21 พฤศจิกายน 2024 จึงมีความสำคัญอย่างมากที่เปิดมิติใหม่ของสงครามยูเครน ในบริบทของขีปนาวุธที่เป็นอาวุธความเร็วสูง จนอาจทำให้เห็นแนวโน้มของการเมืองโลกในปี 2025 ได้ว่า จะเป็นปีที่เห็นถึงการแข่งขันในเรื่องของขีปนาวุธนิวเคลียร์ และหัวรบความเร็วสูงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ว่าที่จริงก็คือสัญญาณถึงการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวทีโลก ที่หันกลับสู่ “การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์” อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่แนวโน้มนี้ ดูจะลดระดับลงอย่างมากด้วยการสิ้นสุดของสงครามเย็นในช่วงปลายของศตวรรษที่ 20

แต่วันนี้ ประเด็นของขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์กลับมาเป็นประเด็นอย่างชัดเจน

และยังผนวกเข้ากับพัฒนาการของเทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูงที่เป็นเรื่องของอาวุธความเร็วสูง ซึ่งเป็นระบบอาวุธที่ยากแก่การป้องกัน

ดังที่ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวว่า ขีปนาวุธโอเรชนิกมีความเร็วเหนือเสียง 10 เท่า จึง “ไม่มีใครหยุดได้” (unstoppable)

แม้กระทั่งข้อมูลข่าวกรองของยูเครนในเบื้องต้นประเมินว่าขีปนาวุธนี้อาจมีความเร็วเหนือเสียงถึง 11 เท่า เนื่องจากใช้ระยะเวลาเดินทางโจมตีเพียง 15 นาที จากฐานยิงอัสตราคาน (Astrakhan) ในรัสเซียที่อยู่ห่างจากเป้าหมายในยูเครนราว 1,000 กิโลเมตร (มากกว่า 620 ไมล์) ซึ่งต้องถือเป็น “อาวุธความเร็วสูง” อย่างชัดเจน

[เปรียบเทียบในบริบทของไทย ระยะทางของทางหลวงหมายเลข 1 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 686.9 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 9 ชั่วโมง หรือในกรณีที่เดินทางด้วยเครื่องบินโดยสารพลเรือน จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที]

เร็วมากขึ้นเท่าใด

ป้องกันยากมากขึ้นเท่านั้น

หากการพัฒนาขีปนาวุธและหัวรบนิวเคลียร์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกิจการทางทหารของโลกในศตวรรษที่ 20 จนอาจกล่าวได้ว่าขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์เป็นศูนย์กลางของปัญหาในยุคสงครามเย็น และการพัฒนาอาวุธความเร็วสูงจะเป็นหัวข้อสำคัญในมิติของสงครามในศตวรรษที่ 21 ดังได้กล่าวในข้างต้นแล้วว่า ความเร็วของขีปนาวุธเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสนามรบอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

อาวุธความเร็วสูงเป็นหลักการพื้นฐานในวิชาทหาร คือ “จรวดยิ่งเร็วเท่าใด ก็ยิ่งถึงเป้าหมายเร็วเท่านั้น… จรวดถึงเป้าหมายเร็วมากเท่าใด ก็ยิ่งป้องกันยากมากเท่านั้น”

การยิงขีปนาวุธที่เป็นอาวุธความเร็วสูง จะทำให้ความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ทำให้เกิด “พลังงานจลน์” มากขึ้น และพลังงานจลน์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ ยิ่งทำให้ขีปนาวุธมีอำนาจมากขึ้นในขณะที่หัวรบกำลังตกลงสู่เป้าหมาย (kinetic energy – พลังงานที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวัตถุ) และการตกลงด้วยพลังงานจลน์ที่สูงมากเช่นนี้ จะทำให้ “ระบบป้องกันขีปนาวุธ” (BMD) หรือ “จรวดจากพื้นสู่อากาศ” (SAM) ไม่สามารถทำลายเป้าหมายที่ต้องการได้

ตัวอย่างเช่น ระบบป้องกันขีปนาวุธแบบ “แพทริออต” (MIM-104 Patriot) ที่สหรัฐให้แก่ยูเครน อาจจะไม่สามารถใช้ป้องกันขีปนาวุธความเร็วสูงได้

ในช่วงแรกของสงครามยูเครน ระบบป้องกันขีปนาวุธแบบแพทริออตมีประสิทธิภาพอย่างมากในการป้องกันการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ที่ใช้จรวดทางยุทธวิธีแบบ “สกั๊ด” (SS-1, Scud) ซึ่งเป็นขีปนาวุธทางยุทธวิธีแบบมาตรฐานของรัสเซีย ที่ใช้มากในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย

พิสัยของระบบแพทริออตมีระยะอยู่ระหว่าง 40-160 กิโลเมตร (ประมาณ 100 ไมล์) ซึ่งจะใช้เพื่อครอบคลุมพื้นที่ “จุดป้องกัน” (point defense) ที่มีความสำคัญ เช่น เมืองหรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ระบบอาวุธชุดนี้มีราคาสูงมาก ชุดหนึ่งมีมูลค่าราว 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากในการป้องกันการโจมตีของรัสเซียที่ใช้ขีปนาวุธแบบเดิม

ซึ่งประมาณว่าร้อยละ 80 จะถูกยูเครนทำลายได้ในช่วงที่อาวุธดังกล่าวอยู่ในอากาศ

ดังนั้น การใช้ขีปนาวุธความเร็วสูงที่เปิดการโจมตีเป้าหมายในยูเครนเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 พฤศจิกายนนั้น คือความพยายามที่รัสเซียจะลดอัตราความสูญเสียของการโจมตีที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน การเปิดปฏิบัติการเช่นนี้ ก็เป็นสัญญาณเตือนยุโรปทั้งหมด โดยเฉพาะทางนาโตที่เฝ้ามองการโจมตีของขีปนาวุธโอเรชนิกด้วยความวิตกกังวลอย่างมาก

หัวรบ-ความเร็ว-อำนาจทำลาย

การพัฒนาอาวุธความเร็วสูงของรัสเซียถูกปิดเป็นความลับมานาน ดังได้กล่าวแล้วว่าจรวดทางยุทธวิธีที่ใช้โจมตียูเครนนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่มีประสิทธิภาพมากนัก แต่อำนาจการทำลายที่เกิดขึ้น เพราะจรวดที่หลุดรอดจากระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนได้ประมาณร้อยละ 20 นั้น ทำลาย “เป้าหมายอ่อน” (soft targets) ที่เป็นสถานที่ของพลเรือน เช่น ที่อยู่อาศัย เป็นต้น

การโจมตีครั้งนี้จึงเป็นดังการเปิดตัวของระบบอาวุธชนิดใหม่ของรัสเซีย ซึ่งเมื่อการโจมตีเกิดขึ้นแล้ว หลายฝ่ายในช่วงต้นประมาณการณ์จากภาพของการทำลายที่เกิดขึ้นว่า น่าจะเป็นการโจมตีด้วย “ขีปนาวุธข้ามทวีป”

แต่สื่อรัสเซียคือ Izvestiya ให้ข้อมูลว่า อาวุธนี้เป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง ที่มีพิสัยสูงสุดของขีปนาวุธในระดับนี้ คือ 2,500-3,000 กิโลเมตร (1,550-1,860 ไมล์) ซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายของเมืองในยุโรปได้ทั้งหมด

จึงทำให้เกิดมุมมองในอีกด้านว่า ขีปนาวุธโอเรชนิกเป็นการ “ลดรูป” ขีปนาวุธข้ามทวีปให้มีขนาดเล็กลง เพื่อใช้ในการโจมตีเป้าหมายในยุโรปได้โดยตรง

นอกจากนี้ ขีปนาวุธดังกล่าวมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็น “ขีปนาวุธข้ามทวีป” ที่มีพิสัยถึง 5,000 กิโลเมตร (3,100 ไมล์) และจะทำให้สามารถใช้ในการโจมตีเป้าหมายในสหรัฐได้ด้วย

สำหรับอำนาจการทำลายนั้น โอเรชนิกเป็น “ขีปนาวุธแบบหลายหัวรบ” จำนวน 6 ลูก ที่หัวรบแต่ละหัวสามารถตกลงสู่เป้าหมายแยกจากกันได้อย่างเป็นอิสระ ด้วยระบบนำวิถีของตัวเอง (มิใช่หัวรบที่ถูกบังคับวิถีให้ตกลงในจุดเดียวกัน คือเป็น “mobile independently guided warheads) ทั้งยังมีการพัฒนาเครื่องยนต์ของจรวดนี้ให้มีขีดความสามารถมากขึ้น เพื่อรองรับต่อการเป็นอาวุธความเร็วสูง

ขีปนาวุธชนิดนี้ยังถูกออกแบบให้มีศักยภาพโดยตรงต่อการทำลายเป้าหมายที่ความแข็งแรง ทนทานต่อการถูกโจมตี (hard target) เช่น บังเกอร์ใต้ดินที่เป็นศูนย์บัญชาการทางทหาร หรือศูนย์กลางใต้ดินของรัฐบาล เป็นต้น

และเป็นการทำลายโดยไม่มีความจำเป็นต้องติดหัวรบนิวเคลียร์ ที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดของสงครามนิวเคลียร์

ความท้าทาย

สําหรับฝ่ายตะวันตกแล้ว อาจจะยังไม่มีขีปนาวุธชนิดใดที่อาจเทียบเคียงได้กับโอเรชนิก

แม้สหรัฐอาจจะมีขีปนาวุธแบบ “มินิตแมน 3” (LGM-30G, Minuteman III) ที่มีความสามารถข้ามทวีป แต่ก็เป็นขีปนาวุธนิวเคลียร์โดยตรง และอาจจะไม่สามารถติดตั้งหัวรบตามปกติได้ เพราะเป็นขีปนาวุธที่ออกแบบเพื่อใช้กับหัวรบนิวเคลียร์โดยตรง ขณะที่โอเรชนิกติดตั้งหัวรบได้ทั้ง 2 แบบ

ส่วนจรวดทางยุทธวิธีที่ใช้ในสนามรบของกองทัพยูเครนก็มีศักยภาพต่ำกว่ามาก เพราะถูกออกแบบส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของทหารราบและทหารม้าในสนาม จึงมีพิสัยการโจมตีไม่ไกลมากนัก เช่น “สตอมชาโดว์” (Storm Shadow) ของอังกฤษมีระยะยิงประมาณ 155 ไมล์ และมีความเร็วประมาณ 600 ไมล์/ชั่วโมง สำหรับ “ATACMS” ของสหรัฐ มีระยะประมาณ 180 ไมล์ และมีหัวรบขนาด 225 กิโลกรัม ซึ่งต่างจากขีปนาวุธพิสัยกลางของรัสเซีย ที่มีอำนาจการทำลายและความเร็วมากกว่า

ดังนั้น การเปิดตัวของขีปนาวุธโอเรชนิกจะกลายเป็น “แรงกระตุ้น” ให้ฝ่ายตะวันตกต้องเร่งพัฒนาขีปนาวุธความเร็วสูงในแบบที่ไม่แตกต่างกัน…

จึงไม่แปลกนักที่ปี 2025 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการแข่งขันด้านจรวดความเร็วสูง เพราะการไม่พัฒนาจะทำให้เกิด “ช่องว่างขีปนาวุธ” (missile gap) เช่นที่ฝ่ายตะวันตกเคยถูกทิ้งห่างมาแล้วในยุคสงครามเย็น!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2025-ปีแห่งจรวด & โลกของขีปนาวุธ สงครามระยะไกลและอาวุธความเร็วสูง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...