โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟื้นฟูทรัพยากรลุ่มน้ำสงขลา

เดลินิวส์

อัพเดต 31 สิงหาคม 2569 เวลา 23.14 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
รวมพลังกู้ทะเลสาบสงขลา ชุมชนท้องถิ่นยื่น 9 ข้อเสนอฟื้นฟูทรัพยากรลุ่มน้ำ

ทะเลสาบสงขลา ผืนน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือแหล่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงผู้คนมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่ชาวประมงพื้นบ้านที่หาเลี้ยงปากท้องด้วยกุ้ง ปลา หอย ไปจนถึงชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำแห่งนี้ แต่ในวันนี้ ทะเลสาบสงขลากำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งคุณภาพน้ำที่ผันแปรตามฤดูกาล ตะกอนจากการชะล้างพังทลายของพื้นที่ต้นน้ำ และปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต

จากสถานการณ์ดังกล่าว องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวที "จากนโยบายสู่การขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายตำบลสุขภาวะพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา" ขึ้น เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาต่อจากนี้ไปสู่ความยั่งยืน

นายมงคล เครือแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะใหญ่ เปิดเผยว่า การดำเนินงานที่ผ่านมากว่า 2 ปี 6 เดือน ภายใต้หลักคิด "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" ได้วางกลไกการมีส่วนร่วม 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนที่ให้กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและกลุ่มอนุรักษ์เป็นเจ้าของการจัดการทรัพยากรเอง มีการตั้งกฎกติกาชุมชน กำหนดเขตอนุรักษ์ จัดอาสาสมัครเฝ้าระวัง และทำกิจกรรมฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น ธนาคารกุ้ง บ้านปลา และการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

ส่วนระดับท้องถิ่นได้บรรจุงานอนุรักษ์ทะเลสาบสงขลาเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นและข้อบัญญัติงบประมาณ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลอย่างเป็นระบบ และระดับเครือข่ายที่ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรลุ่มน้ำและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อผลักดันสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น จนกลายเป็นต้นแบบการฟื้นฟูทะเลสาบให้กับพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือชาวบ้านมีอาชีพมั่นคงและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากทรัพยากรที่ฟื้นตัว

จากนั้นเพื่อสะท้อนภาพการขับเคลื่อนงานเพื่อการฟื้นฟูและจัดการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโดยชุมชนท้องถิ่น ผ่านประสบการณ์การทำงานจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผู้นำชุมชน กลุ่มประมงพื้นบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ ผ่านวงเสวนา "สานพลังรอบทะเลสาบสงขลาขับเคลื่อน 9 ข้อเสนอนโยบายสู่การปฏิบัติ"

นายเจริญ โอมณี ประมงจังหวัดสงขลา ได้สะท้อนจากประสบการณ์ทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนรอบทะเลสาบมาตั้งแต่ปี 2546 ว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องเริ่มจากความต้องการของคนในพื้นที่เอง ไม่ใช่รอคำสั่งจากส่วนกลาง เนื่องจากทะเลสาบสงขลาและทะเลน้อยครอบคลุมพื้นที่น้ำกว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร ใน 3 จังหวัด ทรัพยากรในระบบนี้เชื่อมโยงกันข้ามพื้นที่ ทำให้การทำงานอนุกรักษ์และฟื้นฟูเกี่ยวข้องกับหลาย อปท. พร้อมกัน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้หน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียวดูแลทั้งทะเลสาบได้ทั่วถึง

"หัวใจหลักก็คือผู้นำของชุมชนนั้น ๆ ที่เห็นปัญหา และเริ่มจากความต้องการของตัวเองขึ้นมา… ถ้าเราไปรอให้ภาครัฐคิดและสั่งลงมา มันค่อนข้างจะยาก แต่ถ้าเริ่มจากข้างล่างแล้วขยายผลไปยังคณะกรรมการ ท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ มันจะยั่งยืนกว่ามาก" นายเจริญ กล่าว

นอกจากนี้ นายเจริญยังยกตัวอย่างชุมชนเกาะใหญ่ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมประมงถึง 5 ครั้ง รวมกว่า 500,000 บาท เพราะเกาะใหญ่แสดงให้เห็นความตั้งใจจริงในการทำงาน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนชุมชนที่เข้มแข็งและมีทิศทางชัดเจนของตัวเอง

ด้าน นายสนิท แก้วมณี นิติกรชำนาญการ อบต.เกาะใหญ่ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเรื่องกลไกความร่วมมือระดับเครือข่ายและการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสืบทอดงาน ว่าประเด็นสำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วม หากทุกชุมชนตระหนักถึงสถานการณ์ และเข้าร่วมอย่างจริงจังเหมือนที่บางหมู่บ้านเริ่มต้นไปแล้ว การขับเคลื่อนก็จะสำเร็จได้ไม่ยาก

"เราหวังกลไกเครือข่ายที่จะให้ทุกภาคส่วนมาคุยกัน ต้องการเวทีที่เปิดให้ชุมชนและ อปท. มาคุยกัน หาตรงกลาง และขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์และความพอดี นอกจากนี้ สิ่งที่เรายังเล็งอยู่คือการสร้างอนุชนรุ่นหลังให้เข้ามาสานต่องานเหล่านี้ได้อย่างไร" นายสนิท กล่าว

ขณะที่ นายมนัส อินชุม หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง เล่าถึงความร่วมมือกับชุมชนตั้งแต่ปี 2559 ผ่านโครงการ "ธนาคารสัตว์น้ำ" ที่กำหนดโซนอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนหน้าบ้านของชาวบ้านเอง ก่อนปล่อยออกสู่พื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่งกติกาที่ชุมชนตั้งขึ้นเองนั้นสอดคล้องและเป็นผลดีต่อภารกิจอนุรักษ์ของภาครัฐ

ในส่วนของภาคประชาชนผู้ฝากปากท้องไว้กับทะเลสาบสงขลา อย่าง นายสุเวทย์ บางพงศ์ ประธานกลุ่มประมงบ้านแหลมหาด ธนาคารกุ้งก้ามกรามเพื่อการฟื้นฟูและยั่งยืน ได้เล่าถึงความสำเร็จของการริเริ่ม "ธนาคารกุ้ง" ที่เกิดจากการรวมตัวของชาวประมงเพื่อแก้ปัญหารายได้ตกต่ำจากปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง โดยชุมชนร่วมมือกันบริจาคแม่พันธุ์กุ้ง และได้รับการสนับสนุนงบประมาณต่อยอดจากภาครัฐและภาคเอกชน จนทำให้รายได้ของชาวประมงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากวันละ 100–300 บาท เป็น 1,000–3,000 บาทต่อวัน ขณะเดียวกันได้สะท้อนถึงมาตรการการจัดการพื้นที่และการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันในระดับปฏิบัติการ รวมถึงปัญหาความท้าทายในพื้นที่ที่ไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจนว่า หลักสำคัญคือต้องคุยกันให้มาก

"การควบคุมระหว่างชุมชนกับชุมชน มันจะไม่เหมือนกัน เพราะถือว่าตรงนี้มันไม่มีเขตแดน ที่รับรู้ร่วมกัน และไม่ได้มีกฎหมายรองรับโดยตรง เพราะฉะนั้น เรื่องกฎเกณฑ์กติการะหว่างพื้นที่ที่เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นสิ่งที่เราต้องหันหน้ามาคุยกัน" นายสุเวทย์ กล่าว

ส่วน นางสาววาสนา สัตถาวร นักจัดการงานทั่วไป สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 5 (สงขลา) ย้ำว่า หน่วยงานพร้อมหนุนเสริมทุกด้าน แต่ชุมชนต้องรู้และพร้อมก่อนเป็นลำดับแรก ถ้าชุมชนรู้ว่าอยากได้อะไร หน่วยงานพร้อมที่จะหนุนเสริมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประมง หรือท้องถิ่น ดังนั้น จุดเริ่มต้นจากข้างในจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ภายหลังเวทีล้อมวงคุย ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ย้ำว่าบทบาทของ สสส. ไม่ใช่การสั่งการ แต่มาเพื่อ "ปลุก" เสียงของเครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 20 ท้องถิ่นในพัทลุงและสงขลาให้ลุกขึ้นมาทำข้อตกลงร่วมกัน พร้อมเสนอให้มีระบบข้อมูลที่ชัดเจนว่าอะไรดีขึ้น ลดลง หรือเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจดึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมงานหรือปรับนโยบายให้เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมถึงต้องพิจารณาว่าพื้นที่ใดยังขาดกฎหมายหรือระเบียบรองรับ เพื่อบรรจุเข้าสู่ข้อบัญญัติหรือแผนงานท้องถิ่นต่อไป

ด้าน ดร.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 ให้ข้อเสนอแนะว่าการทำงานทั้งหมดต้องอิงข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และวิชาการ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยแก้ปัญหาชุมชนแบบ "แซนด์บ็อกซ์" เพื่อให้เกิดแนวทางการทำงานร่วมกันใหม่ ๆ พร้อมเสนอให้ใช้ข้อมูลดาวเทียมกำหนดพิกัดพื้นที่เพื่อลดข้อขัดแย้งระหว่างท้องถิ่น และย้ำเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้พื้นที่เป็น "ตำบลสุขภาวะ" ที่ดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมของลุ่มน้ำและสุขภาพของคนไปพร้อมกัน

"ถ้าเราจับมือกันเป็นเครือข่ายในระดับอำเภอ มันจะยกระดับการทำงานของเราขึ้นไปอีก เพราะลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีทั้ง อปท. ที่อยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครอบคลุมพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งการแบ่งพื้นที่ทะเลสาบต้องใช้ข้อมูลดาวเทียมเข้ามาช่วย เพื่อให้รู้พิกัดที่แน่นอน จะได้ทำให้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างตำบลระหว่างท้องถิ่นแก้ได้ง่ายขึ้น ส่วนกติกา 9 ข้อที่เราตั้งไว้ ทั้ง 143 ท้องถิ่นก็ต้องรู้ร่วมกันด้วย เพราะถ้าใครไม่รู้แล้วมาจับปลาในเขตของเรา มันก็จะกลายเป็นข้อพิพาท แต่ถ้าเราสื่อสารออกไปให้ทั่วถึง คนก็จะรู้และเข้าใจตรงกัน” ดร.นพ.พิศิษฐ์ กล่าว
จากนั้นตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน "9 ข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน" ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนหมู่บ้านและยกระดับสู่เครือข่าย 2) พัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อการอนุรักษ์ 3) พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์ 4) จัดทำเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำและกำหนดกติกาชุมชน 5) จัดทำบ้านปลาและสนับสนุนการเพาะเลี้ยง/ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 6) อนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่ารอบทะเลสาบ 7) ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ 8) ส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และ 9) รณรงค์และต่อต้านการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายในทะเลสาบ

ทั้งนี้การประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำฉันทามติของทุกภาคส่วนว่า หากชุมชนมีความตื่นตัวและร่วมมือกันอย่างจริงจังจาก "ข้างใน" ข้อเสนอทั้ง 9 ข้อนี้จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันสู่การยอมรับในระดับนโยบาย ช่วยให้ชุมชนและท้องถิ่นบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมนำพาทะเลสาบสงขลาให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...