ศึกฮอร์มุซวัดใจ “ใครทนได้นานกว่า” เปิด 4 เหตุผลพลิกเกมแพ้-ชนะสงคราม
ฮอร์มุซไม่ใช่ไพ่ตายของอิหร่านอีกต่อไป
สหรัฐฯ กลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หลังส่งกำลังโจมตีแท่นยิง 2 แห่งบนเกาะลารักในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ก่อนอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน ขณะที่กองทัพจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 8 ลูก
ความตึงเครียดระลอกใหม่ส่งแรงสะเทือนถึงตลาดน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่า 2% ในวันจันทร์ (31 ส.ค. 69) น้ำมันดิบเบรนท์ ราคาดีดกลับมาเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่การเจรจายุติสงครามยังชะงัก และความพยายามเปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเดินเรือได้ตามปกติยังไม่สำเร็จ
ท่ามกลางภาพที่อิหร่านยังมีขีปนาวุธ มีความสามารถขัดขวางการเดินเรือ และยังตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ได้ จึงเกิดคำถามว่าอิหร่านเป็นฝ่าย “ชนะ” สงครามจริงหรือไม่ เพราะหากมองลึกไปกว่าการปะทะในสนามรบ ยังมีอีก 4 เหตุผลที่สะท้อนว่าเกมกำลังเปลี่ยน และศึกครั้งนี้อาจไม่ได้วัดกันว่าใครชนะก่อน แต่กำลังวัดว่า “ใครทนได้นานกว่า”
เหตุผลที่ 1: ฮอร์มุซไม่ใช่ไพ่ตายของอิหร่านอีกต่อไป
ตลอดสงครามที่ผ่านมา ช่องแคบฮอร์มุซคือไพ่สำคัญที่สุดในมืออิหร่าน เพราะเตหะรานยังมีความสามารถขัดขวางการเดินเรือและกดดันเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก ก่อนสงครามเริ่มต้น น้ำมันโลกราว 1 ใน 5 เคยไหลผ่านช่องแคบแห่งนี้ ทำให้อิหร่านหวังใช้การข่มขู่เรือและการวางทุ่นระเบิด ดันต้นทุนพลังงานทั่วโลก และบีบให้สหรัฐฯ ต้องถอย
แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน เมื่อสหรัฐฯ กลับมาใช้การปิดล้อมทางทหารต่อท่าเรืออิหร่าน และส่งกำลังช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือ พร้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านฮอร์มุซ ข้อมูลที่ CNN อ้างระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบฟื้นกลับมาอยู่ที่ราว 2 ใน 3 ของระดับก่อนสงคราม แม้การเดินเรือโดยรวมยังเบาบาง และช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเหลือเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่มองเห็นได้เพียงราว 5 ลำต่อวัน
สัญญาณล่าสุดยิ่งชัดขึ้น เมื่อสหรัฐฯ โจมตีแท่นยิงของอิหร่าน 2 แห่งบนเกาะลารัก โดยระบุว่า IRGC กำลังเตรียมยิงจรวดพร้อมทุ่นระเบิดเข้าสู่ช่องแคบ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน และจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 8 ลูก เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า สหรัฐฯ ยังพร้อมใช้กำลังเพื่อรักษาเส้นทางเดินเรือ ไม่ได้ยอมปล่อยให้ฮอร์มุซตกอยู่ในมืออิหร่านโดยง่าย
ดังนั้น อิหร่านยังสามารถทำให้ฮอร์มุซมีความเสี่ยง และยังมีศักยภาพทำให้การเดินเรือชะลอตัว แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปคือความสามารถในการใช้ช่องแคบเป็น “ตัวประกัน” เพื่อบีบอีกฝ่าย หากอิหร่านไม่สามารถควบคุมเส้นทางนี้ได้เหมือนเดิม อำนาจต่อรองที่เคยเป็นไพ่ใบสำคัญก็ย่อมลดลงตามไปด้วย
เหตุผลที่ 2: เศรษฐกิจอิหร่านกำลังถูกบีบหนักขึ้น
อิหร่านเข้าสู่สงครามพร้อมเศรษฐกิจที่อ่อนแอจากการถูกคว่ำบาตรมานานหลายปี และปัญหาการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ขณะนี้ IMF คาดว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัวมากกว่า 5% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อเข้าใกล้ 70% ค่าเงินร่วงหนัก และราคาสินค้าจำเป็นพุ่งสูงขึ้น
ผลกระทบลามถึงตลาดแรงงาน โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานอิหร่านประเมินว่า มีตำแหน่งงานหายไปมากกว่า 1 ล้านตำแหน่งในช่วง 3 เดือนแรกของสงครามเพียงช่วงเดียว ขณะที่ก่อนสงคราม รัฐบาลอิหร่านก็เผชิญแรงกดดันจากประชาชนอย่างหนักจากทั้งการปกครองที่กดขี่และเศรษฐกิจที่ล้มเหลว
แรงกดดันยิ่งเพิ่มขึ้นหลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม และเตรียมขยายมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่าอาจประกาศมาตรการใหม่ต่ออิหร่านทุกสัปดาห์ เป้าหมายคือการตัดอิหร่านออกจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์โดยสิ้นเชิง
เหตุผลที่ 3: ยุทธศาสตร์บีบสหรัฐฯ ยังไม่ทำให้ทรัมป์ถอย
ยุทธศาสตร์สงครามของอิหร่านในช่วงแรกนั้นค่อนข้างชัดเจน คือข่มขู่การค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาพลังงานทั่วโลกและราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก และท้ายที่สุด ยุทธศาสตร์เหล่านั้น บีบให้ทรัมป์ต้องถอย โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา
แต่อาวุธทางเศรษฐกิจดังกล่าวยังไม่ทำให้สหรัฐฯ ยอมถอยแบบสุดตัว ตรงกันข้าม สหรัฐฯ กลับมาใช้การปิดล้อมทางทหารต่ออิหร่าน และล่าสุด ยังโจมตีแท่นยิง 2 แห่งบนเกาะลารัก ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็ประกาศเดินหน้ากดดันอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม รวมถึงคว่ำบาตรบรรดาพันธมิตรคู่ค้าของอิหร่านด้วย
แม้การโจมตีล่าสุดจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งมากกว่า 2% โดย Brent ขึ้นมาอยู่ที่ 90.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ 85.53 ดอลลาร์ แต่ข้อมูลจาก ANZ ระบุว่าปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้นยังช่วยควบคุมความกังวลเรื่องอุปทานได้ ทำให้แรงกดดันจากฮอร์มุซยังไม่สามารถบีบให้วอชิงตันยอมตามเป้าหมายของเตหะรานได้
เหตุผลที่ 4: สหรัฐฯ ไม่ได้ชนะ แต่กำลังเปลี่ยนเกม
สหรัฐฯ เองก็ยังไม่สามารถประกาศชัยชนะได้ การเจรจายุติความขัดแย้งยังชะงัก ขณะที่การเดินเรือผ่านฮอร์มุซยังมีความเสี่ยง และล่าสุด มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุหรือกระสุนพุ่งชนขณะเดินทางเข้าสู่ช่องแคบ สะท้อนว่าสงครามยังห่างไกลจากคำว่า “จบ”
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ สหรัฐฯ มีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น นั่นคือบังคับใช้การปิดล้อมอิหร่านและอำนวยความสะดวกให้เรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้ ขณะที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจก็เดินหน้าไปพร้อมกัน
บทวิเคราะห์มองว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ ควรชัดเจนเช่นเดียวกัน คือให้อิหร่านละทิ้งข้อเรียกร้องต่อช่องแคบฮอร์มุซและยุติโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ จนกว่าจะถึงจุดนั้น สถานะปัจจุบันอาจยังไม่ใช่ชัยชนะของสหรัฐฯ แต่เป็นสถานการณ์ที่ “เริ่มเอื้อวอชิงตัน มากกว่าเตหะราน” และทำให้สงครามเข้าสู่เกมวัดว่าใครจะยืนระยะได้นานกว่า
ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้จึงอาจไม่ได้ตัดสินกันว่าใครสร้างความเสียหายได้มากกว่า แต่เป็นการแข่งขันเรื่อง “อำนาจต่อรองและความอดทนในการยืนระยะ” อิหร่านยังมีขีปนาวุธ ช่องแคบฮอร์มุซ และความสามารถในการตอบโต้ ขณะที่สหรัฐฯ ยังเดินหน้าทั้งการปิดล้อมทางทหารและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เมื่อการเจรจายังชะงักและความขัดแย้งเข้าสู่เดือนที่ 6