โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘กิตติพงษ์’ กระทุ้ง ‘กกต.’ ส่งคดีฮั้วสว.ให้ศาลฎีกาตัดสิน เตือนถ้าตีตกต้องแจงสังคมให้ชัด

เดลินิวส์

อัพเดต 13 ก.ย เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย เวลา 05.57 น. • เดลินิวส์
‘กิตติพงษ์’ อดีตปลัดยุติธรรม กระทุ้ง ‘กกต.’ ส่งศาลฎีกาฟันคดีฮั้ว สว. ชี้ถ้าตีตกต้องอธิบายสังคมให้ได้ ย้ำไม่มีผู้มีอำนาจคนใดอยู่เหนือการตรวจสอบ เตือนองค์กรอิสระต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการประชุมในวันที่ 14 ก.ย.นี้ เพื่อลงมติว่าจะส่งสำนวนคดีทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สู่การพิจารณาของศาลฎีกา หรือไม่ ระบุว่า วันที่ 14 ก.ย. 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกำหนดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องความไม่สุจริตในการเลือก เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความไว้วางใจในระบบตรวจสอบอำนาจของประเทศ เพราะวุฒิสภามีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีบทบาทให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึง กกต.ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบความสุจริตของการได้มาซึ่ง สว. ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้การตรวจสอบต้องรอบคอบและโปร่งใสเป็นพิเศษ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าแต่ละองค์กรทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ โดยยึดกฎหมายและประโยชน์ส่วนรวม

นายกิตติพงษ์ ระบุอีกว่า หากข้อกังขาเกี่ยวกับที่มาของ สว.ไม่ได้รับคำตอบที่น่าเชื่อถือ ความสงสัยอาจส่งต่อไปถึงผู้ที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และกระทบความไว้วางใจในการทำงานขององค์กรอิสระ แม้บุคคลเหล่านั้นจะทำหน้าที่อย่างซื่อตรงก็ตาม การคลี่คลายเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมจึงเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันเหล่านี้ด้วย หลักความรับผิดรับชอบจึงมีความสำคัญ ผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายการตัดสินใจของตนได้ ยอมรับการตรวจสอบ และรับผลตามกฎหมายเมื่อใช้อำนาจโดยมิชอบ หลักนี้ใช้กับองค์กรอิสระด้วย “ความเป็นอิสระ” ช่วยให้องค์กรเหล่านี้ยืนหยัดตามกฎหมายได้แม้เผชิญแรงกดดัน ส่วน “ความรับผิดรับชอบ” ถูกตรวจสอบได้ ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หลักทั้งสองหลักจึงต้องเดินไปด้วยกัน

อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ในเรื่องนี้ กกต. มีบทบาทสำคัญในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ภายหลังประกาศผลการเลือก หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด การยื่นคำร้องยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด เพราะศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป การใช้เกณฑ์พยานหลักฐานในขั้นตอนนี้อย่างถูกต้องจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่เรื่องจะเข้าสู่การตรวจสอบโดยศาล ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องได้รับโอกาสชี้แจงและโต้แย้งพยานหลักฐาน ความรับผิดต้องพิจารณาจากการกระทำของแต่ละบุคคล ความสงสัยของสังคมใช้แทนหลักฐานไม่ได้ ขณะเดียวกัน เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้มีหน้าที่ก็ต้องดำเนินการต่ออย่างตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน

“หาก กกต.เห็นควรยุติเรื่องโดยไม่ยื่นคำร้องต่อศาล ยิ่งต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาสำคัญได้รับการตรวจสอบอย่างไร และเหตุใดข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานจึงไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการต่อ เพราะการตัดสินใจนี้มีผลต่อการที่ข้อกล่าวหาจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลในช่องทางดังกล่าว และไม่ว่าผลจะออกมาทางใด กกต.ควรเปิดเผยเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้ ภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตและคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง” นายกิตติพงษ์ ระบุ

นายกิตติพงษ์ ระบุว่า นอกจากนี้ การตรวจสอบต้องแล้วเสร็จภายในเวลาที่สมควรด้วย เพราะระหว่างที่ข้อกล่าวหายังไม่มีข้อยุติ ผู้ดำรงตำแหน่งยังคงใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่องที่อาจส่งผลต่อประเทศไปอีกหลายปี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องอยู่กับความไม่แน่นอนและผลกระทบต่อชื่อเสียง หากจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติม จึงควรชี้แจงว่ายังต้องตรวจสอบเรื่องใด และมีแนวทางดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างไร

“ในฐานะคนที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมและผลักดันหลักนิติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ผมห่วงว่าหากประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ากลไกตรวจสอบจะทำงานได้เมื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคก็จะอ่อนแอลง และกระทบถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ผู้มีหน้าที่พิจารณาจึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบครั้งนี้ เพราะการตัดสินใจมีผลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งวุฒิสภาและระบบตรวจสอบอำนาจทั้งระบบ ประชาชนจึงมีสิทธิคาดหวังการใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและได้รับคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ผู้ตัดสินใจจึงต้องพร้อมรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตน หลักนิติธรรมจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีผู้มีอำนาจคนใดอยู่เหนือการตรวจสอบ รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจนั้นเอง” นายกิตติพงษ์ ระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...