SpaceX เตรียมประกาศผลประกอบการครั้งแรกหลังเข้าตลาด หลังหุ้นวูบกว่า 50% มูลค่าหาย 5 แสนล้านดอลลาร์
SpaceX เตรียมรายงานผลประกอบการครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ท่ามกลางราคาหุ้นที่ร่วงกว่า 50% จากจุดสูงสุด ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าโครงการ Starship กลยุทธ์ AI และแผนลงทุน
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 20.45 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าSpaceX ของอีลอน มัสก์ เตรียมประกาศผลประกอบการครั้งแรกในฐานะบริษัทจดทะเบียน หลังปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันอังคาร (5 ส.ค.) ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนัก โดยนับตั้งแต่เข้าซื้อขายวันแรกเมื่อ 12 มิถุนายน บริษัทสูญเสียมูลค่าตลาด (Market Cap) ไปแล้วกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ และราคาหุ้นลดลงมากกว่า 50% จากจุดสูงสุดระหว่างวัน
การปรับฐานของ SpaceX ถูกเปรียบเทียบกับการเข้าตลาดของ Facebook ในปี 2012 ซึ่งราคาหุ้นร่วงแรงในช่วงแรกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มูลค่าตลาดที่ Facebook สูญเสียในเวลานั้นยังน้อยกว่ามูลค่าที่ SpaceX สูญเสียในเวลาไม่ถึงสองเดือน
การประกาศผลประกอบการครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลัง Tesla รายงานผลประกอบการที่ถูกตลาดวิจารณ์อย่างหนัก จากต้นทุนที่พุ่งสูง กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบ และมุมมองที่ระมัดระวังของมัสก์ต่อการขยายบริการ Robotaxi
สำหรับ SpaceX นักลงทุนไม่ได้จับตาเฉพาะตัวเลขกำไรหรือรายได้ แต่ต้องการเห็นแผนการเติบโตระยะยาว ทั้งโครงการ Starship, ธุรกิจ AI, ดาวเทียม Starlink รวมถึงวิสัยทัศน์ในการสร้าง ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในอวกาศ และการพัฒนา AI แข่งกับ OpenAI, Anthropic และ Google
ปัจจุบัน SpaceX มีมูลค่าตลาดราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หลายฝ่ายมองว่าระดับราคาหุ้นยังไม่สะท้อนพื้นฐานทางการเงิน บริษัทมีอัตราส่วน Price-to-Sales (P/S) สูงกว่า 70 เท่า ขณะที่ยังเผาผลาญเงินสดหลายพันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส และมีหนี้สินเกือบ 2 เท่าของเงินสดในมือ
อีกหนึ่งแรงกดดัน คือการทยอยสิ้นสุดช่วง Lock-up Period ของผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งจะเปิดทางให้นักลงทุนยุคแรกสามารถขายหุ้นได้ ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าจะมีหุ้นจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดในช่วงต่อไป
ข้อมูลจาก S3 Partners ระบุว่า นักลงทุนที่เปิดสถานะขายชอร์ต (Short Sellers) ทำกำไรทางบัญชีจากการร่วงของหุ้น SpaceX แล้วประมาณ 8,300 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่บริษัทเข้าตลาด
แม้ราคาหุ้นจะผันผวน แต่ Ben Harwood นักวิเคราะห์จาก New Street Research มองว่า การปรับฐานครั้งนี้เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว เพราะ SpaceX ยังมีศักยภาพการเติบโตสูงและมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Moat) ที่แข็งแกร่ง
ก่อนหน้านี้ New Street ให้ราคาเป้าหมายหุ้นไว้ที่ 165 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 108.37 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า Starship คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินว่ามูลค่าปัจจุบันของSpaceX สมเหตุสมผลหรือไม่
Starship เป็นจรวดรุ่นใหม่ที่ออกแบบให้ นำกลับมาใช้ซ้ำได้ทั้งหมด (Fully Reusable) และสามารถส่งดาวเทียม Starlink V3 รวมถึงสัมภาระขนาดใหญ่ขึ้นสู่วงโคจรได้ในต้นทุนที่ต่ำลง
หากโครงการประสบความสำเร็จ บริษัทเชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุนการปล่อยจรวดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถขยายเครือข่าย Starlink ธุรกิจสื่อสารผ่านดาวเทียม และการสร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศได้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม SpaceXยอมรับไว้ในหนังสือชี้ชวนก่อนเข้าตลาดว่า หาก Starship ไม่สามารถใช้งานซ้ำได้ตามแผน บริษัทอาจต้องเผชิญต้นทุนต่อเที่ยวบินที่สูงขึ้น รายได้เติบโตช้ากว่าคาด ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม และอาจกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท
ล่าสุด SpaceX เพิ่งทดสอบ Starship เที่ยวบินที่ 13 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แม้ภารกิจส่วนใหญ่จะสำเร็จ แต่จรวด Super Heavy Booster ไม่สามารถลงจอดได้สมบูรณ์ หลังเครื่องยนต์บางส่วนไม่ติดในช่วงลงจอด ทำให้ตกกระแทกลงอ่าวเม็กซิโก
นอกจาก Starship แล้ว นักลงทุนยังจับตากลยุทธ์ด้าน AI ของบริษัท โดยเฉพาะหลังSpaceX ควบรวมกิจการกับ xAI เมื่อต้นปี และอยู่ระหว่างเข้าซื้อ Cursor บริษัท AI Coding มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะปิดดีลได้ในไตรมาส 3 หลังได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
นักลงทุนต้องการทราบแผนการลงทุนด้าน AI ความต้องการเงินลงทุน (Capex) และศักยภาพของธุรกิจใหม่ ซึ่งจะถูกเปรียบเทียบกับ Alphabet, Microsoft, Meta และ Amazon ที่ต่างเร่งลงทุนมหาศาลด้าน AI
แม้ธุรกิจ AI ของมัสก์ยังแข่งขันกับ OpenAI และ Anthropic ได้ไม่เต็มที่ แต่SpaceX เริ่มสร้างรายได้จากการ ให้เช่ากำลังประมวลผล (Compute Capacity) ของศูนย์ข้อมูล
ก่อนเข้าตลาดไม่นาน บริษัทลงนามข้อตกลงกับ Google เพื่อให้บริการกำลังประมวลผล AI มูลค่า 920 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่ Anthropic ได้เช่ากำลังประมวลผลทั้งหมดของศูนย์ข้อมูล Colossus 1 ในเมืองเมมฟิส และยังมีข้อตกลงให้บริการกับ Reflection AI อีกด้วย
นักวิเคราะห์ของ Cantor Fitzgerald มองว่ารายได้จากธุรกิจให้เช่า Compute จะช่วยลดแรงกดดันต่อผลประกอบการ และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้นเริ่มฟื้นตัว พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 246 ดอลลาร์
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Bernstein ระบุว่า สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญไม่ใช่ตัวเลขกำไรในไตรมาสนี้ แต่คือ ระดับความเชื่อมั่นที่ฝ่ายบริหารสะท้อนต่อเส้นทางการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะความคืบหน้าของ Starship แผนลงทุน AI ความพร้อมของชิปประมวลผล และการได้รับอนุญาตปล่อยจรวดจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของSpaceX ในระยะยาว
อ้างอิง : www.cnbc.com