โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กกร. เปิดเวที “ The Bangkok Business Summit 2026 ” ดัน “Reinvent Thailand” เชื่อมไทยสู่อาเซียน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 ส.ค. เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. เวลา 03.57 น.

3 ก.ย. 2569 พบเวทีใหญ่ The Bangkok Business Summit 2026 โดย กกร. รวมพลังรัฐ-เอกชน นักลงทุน และองค์กรระดับโลก ชู “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่โอกาสลงทุนใหม่

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก จะจัดงานประชุมระดับผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ ในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

ทำไมต้อง “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN”

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย เผยว่า ท่ามกลางพลวัตเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ที่น่ากังวลของเศรษฐกิจไทย ภาคเอกชนโดย กกร. ได้หารือร่วมกันว่าควรขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น เนื่องจากในอดีตการทำงานร่วมกับภาครัฐต่างคนต่างทำ จึงได้ริเริ่มแนวคิด "Reinvent Thailand" โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและกำหนดทิศทางร่วมกันในภาคเอกชน ก่อนประสานงานกับกลุ่มหน่วยงานคลังสมองของภาครัฐ (Technical Agencies) ได้แก่ สภาพัฒน์ฯ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย

ปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปี (Annual Meeting) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งไทยในฐานะเจ้าภาพกำหนดธีมหลักของประเทศคือ New Horizon, Empowering People, Cultivating Resilience ทางภาคเอกชนจึงดึง World Bank เข้ามาเป็นพันธมิตรและจัดงาน Bangkok Business Summit 2026 เพื่อช่วยขยายความและเปลี่ยนผ่านแนวคิดเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง

ขณะที่อาเซียนถือเป็นภูมิภาคดาวเด่นของโลกที่มีความปลอดภัยจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และมีความพร้อมด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจุดเด่นด้านความมั่นคง ความคุ้มทุน และระบบคาร์บอนต่ำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยพาให้อาเซียนทั้งภูมิภาคก้าวไปข้างหน้าอย่างยืดหยุ่นและโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง

งานสัมมนานี้จะช่วยฉายภาพการประสานกันระหว่างแผนพัฒนาของไทยและทัศนะของสากล ผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด โดย 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ กกร. ภายใต้ Reinvent Thailand ได้แก่ (1) Smart Electronics, (2) Tourism, (3) Agriculture and Food Processing, (4) Medical and Wellness, (5) Retail and Trading, (6) Automotive และ (7) Creative Economy

ขณะเดียวกัน ตามรายงานและข้อเสนอแนะของ World Bank หรือ ธนาคารโลก ระบุว่า การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็น "ประเทศรายได้สูง" (High-Income Country) ต้องพัฒนา 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (Target Industries) เป็นการโฟกัสในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย

  • Agriculture and Food (เกษตรและอาหาร) (2)Green Advanced Manufacturing(การผลิตขั้นสูงสีเขียว เช่น ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) (3) Digital Services (4) Sustainable Tourism and Wellness และ (5) Creative Economy

โดย รายงานของ World Bank สอดคล้องกับเป้าหมายของ Reinvent Thailand พอดี และ World Bank ชี้ว่าการพัฒนาเพียงอุตสาหกรรมเป้าหมายยังไม่พอ แต่ไทยจะต้องยกระดับองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้านร่วมกัน ได้แก่ Target Industry (กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย), Firm of the Future (การปรับใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ในบริษัท), Future Workforce (การเร่งทักษะแรงงาน) และ City of the Future (การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่และยั่งยืน)

โดยหนึ่งในไฮไลต์ในงาน คือ การนำเสนอรายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก ‘Building Thailand’s Future Today’ เพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนจะก้าวไปในทิศทางใดบนเวทีโลก นอกจากนี้จะนำเสนอแนวคิดผ่าน "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อสะท้อนว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจระดับมหาภาคจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และช่วยตอบคำถามว่าประชาชนคนธรรมดาจะได้รับประโยชน์อะไรจากการพัฒนาเหล่านี้บ้าง

“เป้าหมายของงานคือการเปลี่ยนจาก Dialog เป็น Action สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในเวทีระดับประเทศและต่างประเทศเห็นทิศทางที่ชัดเจนและจังหวะเวลาที่เหมาะสม (Timing is Right) ในการนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในไทยอย่างแท้จริง”

ดร.พชรพจน์ กล่าวว่า กกร.จะนำข้อมูลเชิงลึกและรายงาน (White Paper) ที่ได้จากงานสัมมนานี้มาใช้เป็นวัตถุดิบและกรอบสำคัญในการเตรียมการสื่อสารของรัฐบาลไทยและธนาคารแห่งประเทศไทยในเวที IMF/World Bank Annual Meeting ในช่วงเดือนตุลาคม

นอกจากนี้จะเป็นสารตั้งต้นในการเตรียมพร้อมอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อกำหนดวาระ (Agenda) และทิศทางที่ไทยจะนำเสนอต่อภูมิภาคเมื่อก้าวขึ้นเป็น "ประธานอาเซียนในปี 2571" ซึ่งต้องเร่งเตรียมตัวเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้จากการประชุมครั้งนี้ คือ โครงการขนาดใหญ่และเทคโนโลยีใหม่ เช่น EV, Semiconductor จะส่งผลต่อห่วงโซ่คุณค่าและโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งจะกระตุ้นการสร้างงานและการปรับทักษะครั้งใหญ่ แรงงานไทยและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น อู่ซ่อมรถแบบดั้งเดิมที่ต้องเรียนรู้วิธีซ่อมรถ EVจำเป็นต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) เพื่อให้สามารถจับโอกาสทางธุรกิจและเติบโตไปพร้อมกับกระแสโลกได้”

โดยงานนี้รวบรวมผู้บริหารและผู้นำระดับสูงจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย CEO จากบริษัทชั้นนำไทยและต่างประเทศ นักลงทุน สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ โดยส่งสารที่ชัดเจนถึงนักลงทุนโลกว่า "Thailand is ready for transformation and ready for investment." ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการปฏิรูปและพร้อมสำหรับการลงทุน

“หลังจบงานจะไม่มีการทิ้งไว้เพียงแค่คำพูดหรือข้อเสวนา (Dialogue) แต่จะตกผลึกเป็นแนวทางปฏิบัติจริงที่มีการกำหนดลำดับความสำคัญ และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อส่งต่อMomentum ไปสู่การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 และก้าวสู่การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ต่อไป”

หอการค้าไทย เดินหน้า Reinvent Thailand ควบคู่ต้านคอร์รัปชัน เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า งานประชุมระดับผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ จุดเริ่มต้นเกิดจากภาคเอกชนได้เริ่มรวมตัวขับเคลื่อนงานนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคมของปีที่ 2568 ผ่านมา

โดย คุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการปรับโฉมประเทศไทย หรือ "Reinventing Thailand"เพื่อใช้เป็นเป้าหมายหลักในการผลักดันประเทศ กับ ที่ประชุมกกร.

จากความกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองและปัญหาคอร์รัปชันที่ทวีความรุนแรง กกร.จึงได้ตัดสินใจผลักดันยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ การปรับโฉมประเทศ (Reinventing Thailand) และการปฏิรูปเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน (Anti-Corruption)

อย่างไรก็ดีเมื่อกกร. ได้ประสานงานกับธนาคารโลก ที่มีรายงานการประเมินศักยภาพประเทศไทยที่ World Bank ออกมา พบว่า มีเนื้อหาและข้อเสนอแนะที่สอดคล้องและตรงกับแผน "Reinventing Thailand" ของ กกร. อย่างน่าประหลาดใจ

ทั้งนี้งานประชุม ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ จะจัดในวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งถือเป็นการโหมโรงก่อนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคม

ดร.พจน์ กล่าวว่า งานประชุม ‘The Bangkok Business Summit 2026’ จะผลักดันแนวคิด "Reinventing Thailand: The Resilient" โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็น ประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า (2571)

และเป็นการรวมพลังของห่วงโซ่อุปทานอาเซียนที่ไทยและอาเซียนควรจับมือกันเป็นทั้งแหล่งผลิตและช่องทางค้าขายร่วมกัน โดยนำระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของแต่ละประเทศมาบวกกันเพื่อส่งออกไปยังตลาดนอกภายใต้ฐานภาษีเดียวกัน

“ตลาดอาเซียนมีประชากรและขนาดเศรษฐกิจสูงถึง 650,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นตลาดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับยุโรปและมีขนาดทางเศรษฐกิจมากกว่าสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนต่างมีทรัพยากร ทักษะแรงงาน และต้นทุนที่ใกล้เคียงกันมาก จึงเอื้อต่อการร่วมมือกัน"

ดร.พจน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในยุทธศาสตร์เรือธงด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน (Anti-Corruption) ภาคเอกชนมองว่า หากปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ต่อให้มีการปรับโฉมประเทศ (Reinventing) อีกกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จ คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย โดยลดลงไปอยู่ที่อันดับ 116 (จากเดิมอันดับ 113)

“ภาคเอกชนตกลงร่วมกันว่าจะไม่รอช้า จึงเร่งผลักดันจนเกิดคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ โดยมีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการเพื่อดำเนินการแก้ไขกฎหมายและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนอย่างจริงจัง”

โดยได้มีการผลักดันให้ยกเลิกกฎกระทรวงและประกาศของกรมกองต่าง ๆ ที่ล้าสมัย ซึ่งมักเป็นช่องทางหลักที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตเรียกรับเงิน โดยเฉพาะเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการทำงานเพื่อลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่เปิดเผยอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ยังประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อตั้ง "สายพิเศษ" ในการร้องเรียนการทุจริต โดยเน้นย้ำถึงการรักษาความลับอย่างปลอดภัยเพื่อป้องกันผลกระทบย้อนหลังต่อผู้แจ้งเบาะแส

“หัวใจสำคัญของงานนี้คือการรณรงค์ให้ภาคเอกชนหยุดจ่ายโดยภาครัฐต้องออกแบบระบบให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่าจะไม่เสียเปรียบในการเสนอราคาหรือการประมูล หากพวกเขาเลือกที่จะไม่จ่ายสินบน สังคมไทยยังมีปัญหาเรื่องระบบอุปถัมภ์และการแยกแยะไม่ออกระหว่าง "คอร์รัปชัน" กับ "สินน้ำใจ" ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ง่าย”

อย่างไรก็ดีปัญหาคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่นักลงทุนรายใหม่ ๆ หวาดกลัวที่สุดในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แม้ว่าทางภาคเอกชนจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าประเทศไทยจะไม่มีการทุจริตเลย (Zero Corruption) แต่ก็สามารถชี้แจงให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า รัฐบาลไทยกำลังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และภาคเอกชนคอยติดตามตรวจสอบและกดดันอย่างต่อเนื่องเพื่อลดโอกาสการทุจริตให้เหลือน้อยที่สุด

5i เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย สร้างฐานผลิตมาตรฐานสูง ดึง FDI

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรหลักที่เป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมในการสะท้อนเสียง ข้อแนะนำ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ เพื่อให้ภาครัฐนำไปพิจารณากำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว

โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีสมาชิกทั้งหมด 16,000 ราย โดย 85% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ส่วนอีก 15% เป็นบริษัทขนาดใหญ่ กรรมการบริหารของสภาอุตสาหกรรมฯ ส่วนใหญ่มาจากบริษัทขนาดใหญ่

ซึ่งจะกระจายกันไปดูแลใน 31 สายงานและสถาบันต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ยกระดับ และพัฒนาธุรกิจของกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ จึงยึดหลักการทำงานแบบ "พี่ช่วยน้อง" เพื่อผลักดันให้องคาพยพของอุตสาหกรรมไทยก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นางพิมพ์ใจ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน เนื่องจากปัจจุบันประเทศนำเข้าพลังงานสูงถึง 60% ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ ประกอบกับกฎกติกาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ผลักดันให้ต้องบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050. สภาอุตสาหกรรมฯ จึงได้จัดทำโครงการและนโยบายรองรับผ่านแนวคิด "5i" ที่ประกอบด้วย

  • Intelligent (อุตสาหกรรมอัจฉริยะ): เน้นเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและลดการใช้พลังงาน มีการประเมินศักยภาพโรงงานของสมาชิกที่อยู่ในระดับต่างกัน ตั้งแต่อุตสาหกรรม 1.0 (มีมอเตอร์ตัวเดียวในโรงงานห่างไกล) อุตสาหกรรม 2.0 (มีสายพานผลิตและมอเตอร์ขนาดเล็ก) ไปจนถึงระบบอัตโนมัติ เพื่อปรับปรุงด้วยเทคโนโลยี เช่น Green Automation, IoT, Real-Time Report, หุ่นยนต์ และ AI ตามความเหมาะสม ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการและระบบจากบริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งช่วยหาแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Fund) เช่น การร่วมมือกับ SME Bank ที่เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษประมาณ 2.5% สำหรับโรงงานที่ปรับปรุงระบบและลดการใช้พลังงานได้จริง
  • Innovation and Creativity (นวัตกรรมและการสร้างสรรค์) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่การมีแบรนด์และการได้มาซึ่งทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) สูงสุด
  • International Alliance and Network (เครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ): มุ่งเน้นในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ
  • Industrial Infrastructure Reform (การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม): ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด เช่น พลังงาน น้ำ โลจิสติกส์ ทุนมนุษย์ กฎหมาย และการปกป้องสินค้าไทยจากการคุกคามทางค้าจากต่างประเทศ
  • Inclusive Sustainability (ความยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม): การดูแลสมาชิกทั้งหมดร่วมกันโดยไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ในมุมมองของภาคเอกชน สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการดึงดูดนักลงทุน เพราะหากนักลงทุนไม่มีกำไรก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากภาษี แต่โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม ที่มีความพร้อมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนของนักลงทุนได้อย่างยั่งยืน”

ในการประชุม ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ครั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ ต้องการเปลี่ยนมุมมองของนานาชาติที่ไม่ต้องการให้มองสินค้าไทยเป็นเพียง สินค้าราคาถูก แต่ต้องการให้มองว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้ามาตรฐานสูงที่นักลงทุนมั่นใจได้ โดยเน้นย้ำถึงความสามารถและความไว้วางใจ พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับสู่ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่แรงงานไทยมีจำนวนลดลง และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในคุณภาพการผลิตที่แม่นยำสูง

“ภาคอุตสาหกรรมคาดหวังว่าการประชุม The Bangkok Business Summit 2026’ จะมีส่วนในการช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่ม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เข้ามาในประเทศไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ”

(เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...