“สหรัฐ” เตรียมเปิดฉากคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหญ่ เบสเซนต์ประกาศ D-Day ทางเศรษฐกิจ
รมว.คลังสหรัฐฯ เตรียมแถลงมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านชุดใหม่ จันทร์นี้ หวังเปิดฉากปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พร้อมขู่ใช้มาตรการทางการเงินกับประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 05.32 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านชุดใหม่ในวันจันทร์ โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็นการรณรงค์เพื่อ “โดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจอย่างประสานงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” ขณะที่เตหะรานออกมาปฏิเสธภัยคุกคามดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าอิหร่านยังสามารถรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ได้
เบสเซนต์เปิดเผยกับ CNBC ว่า เขาจะจัดแถลงข่าวในวันจันทร์เพื่อชี้แจงรายละเอียดของมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ ซึ่งเขาระบุว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของรัฐบาลอิหร่านอย่างเต็มกำลัง
ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์เขียนบทความแสดงความคิดเห็นใน Financial Times เมื่อวันอาทิตย์ โดยเปรียบมาตรการที่จะเริ่มต้นขึ้นว่าเป็น “D-Day ทางเศรษฐกิจ” หรือการเปิดฉากโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยใช้กับฝ่ายตรงข้าม
รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นทั่วโลก ยุติการทำธุรกิจกับอิหร่าน พร้อมเตือนว่าวอชิงตันจะใช้มาตรการอย่างเต็มที่ต่อประเทศหรือหน่วยงานที่ไม่ให้ความร่วมมือ
“ถึงเวลาที่พันธมิตรของเราและประเทศอื่นทั่วโลกต้องตัดสินใจว่า จะอยู่ฝ่ายเดียวกับเราหรืออยู่ฝ่ายตรงข้าม” เบสเซนต์กล่าวกับ CNBC
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐฯ จะดำเนิน “ปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง” พร้อมขู่ใช้บทลงโทษทางการเงินอย่างหนักกับประเทศที่ช่วยให้อิหร่านหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยระบุว่าจะเป็นการทำ “สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
ด้าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกมาลดทอนความสำคัญของคำขู่จากรัฐบาลทรัมป์ โดยโฆษก IRGC ระบุผ่านสื่อของรัฐบาลอิหร่านว่า เตหะรานมีแนวทางรับมือกับผลกระทบจาก “สงครามของศัตรู” และยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นได้
โฆษก IRGC ยังระบุว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเปิดสงครามเศรษฐกิจและใช้มาตรการกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่าน ถือเป็น “การยอมรับโดยนัยถึงความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายของศัตรูในสนามรบ”
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจะสามารถเปลี่ยนท่าทีของเตหะรานได้มากเพียงใด เนื่องจาก อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว
เฮลิมา ครอฟต์ (Helima Croft) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์โลกของ RBC Capital Markets ระบุว่า ยังไม่ชัดเจนว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะทำให้อิหร่านเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่ โดยเตหะรานอาจประเมินว่าตนสามารถยื้อสถานการณ์ได้นานกว่ารัฐบาลทรัมป์ ซึ่งต้องการยุติสงครามโดยเร็ว
นอกจากนี้ อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการสร้างความปั่นป่วนต่อภูมิภาค ทั้งการ โจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง ทำให้ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่าน แต่ยังอาจลุกลามไปยัง เส้นทางขนส่งน้ำมันและตลาดพลังงานโลก หากความขัดแย้งยกระดับขึ้น
ครอฟต์ระบุว่า อิหร่านยังมี ขีดความสามารถในการสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญ และคำถามสำคัญในเวลานี้คือ มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมของสหรัฐฯ จะสามารถเปลี่ยนสมการดังกล่าวได้หรือไม่
อ้างอิง : cnbc.com