โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดิว-ธี มิตรภาพบนจอ และพรหมลิขิตในชีวิตจริง เมื่อเพื่อนสนิทได้เล่นซีรีส์คู่กัน

The Momentum

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นละครหรือซีรีส์ไทยนำภาพวาดสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่น (Manga) เข้ามาผสมผสานในเนื้อหาอย่างซีรีส์ Mr.Kill มังงะสั่งตายตัวเอกมีอาชีพเป็นนักวาดการ์ตูนนามปากกา ‘เคย์ คิวปิด’ เจ้าของการ์ตูนรักวัยใสถูกใจเด็กสาว ทว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นนักวาดการ์ตูนใต้ดินแนวอาชญากรรมเรื่อง Nekros ซึ่งฉากฆาตกรรมที่เขาเคยวาดทิ้งไว้ในมังงะเรื่องนี้ กลายเป็นตัวอย่างให้เกิดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่อง โดยเลียนแบบภาพการ์ตูนจากปลายปากกาเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ร้อนถึงสารวัตรหนุ่มต้องมาไขคดีนี้

ความน่าสนใจของมังงะสั่งตาย ไม่เพียงนำลายเส้นมังงะมาผูกโยงกับซีรีส์สืบสวนสอบสวน แต่ยังดำเนินเรื่องไปในแนวโบรแมนซ์ (Bromance) มิตรภาพระหว่างนักวาดการ์ตูนซึ่งตกอยู่ในสถานะผู้ต้องสงสัย กับตำรวจเจ้าของคดี ความสัมพันธ์นี้จะพาให้พวกเขาลงเอยอย่างไร

หลายคนกำลังรอดูตอนจบของซีรีส์ แต่ไม่ว่าความสัมพันธ์ของเคย์กับภัทรจะเป็นเช่นไร ความรักระหว่าง ดิว-จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์ กับธี-ธีรเดช วิถีพานิชย์ จะยังดำเนินต่อไปอีกนาน เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทในชีวิตจริงตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนจะมาเล่นซีรีส์ด้วยกันเสียอีก

และนี่ไม่ใช่แค่ ‘เล่นด้วยกัน’ แต่เป็น ‘เล่นคู่กัน’ เมื่อถามว่าเพื่อนคนอื่นในกลุ่มเอ่ยแซวบ้างหรือไม่ พวกเขาบอกว่าแน่นอน

“บางอย่างเพื่อนเราไม่คุ้นชินในชีวิตจริง ก็แซวบ้างตามประสาเพื่อน ‘เอาดี ดิวธี’ แซวขำๆ” ธีตอบ

ในขณะที่ดิวเสริมว่า ความจริงแล้วเพื่อนในกลุ่มสนับสนุน ติดตามชมและชื่นชอบซีรีส์เรื่องนี้

“ส่วนตัวมีอะไรจะถามเพื่อนก่อน เพราะด้วยความที่เป็นเพื่อนผู้ชาย มันชอบอะไรยาก ถ้าสมมติเพื่อนบอกว่า อันนี้โอเคนะ ดูดี เท่ เล่นดีแล้ว มันเป็นอีกหนึ่งเสียงฟีดแบ็กจากกลุ่มวัยรุ่นชายที่ทำให้เรามั่นใจ และอยากให้คนหลายๆ กลุ่มชอบด้วย” ดิวขยายความ

นอกจากคุยเรื่องมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ที่ทั้งคู่ตั้งใจคบกันไปจนแก่เฒ่า ดิวกับธียังพูดถึงความท้าทายของซีรีส์เรื่องนี้ เพราะสำหรับธี นี่คือบทนำครั้งแรก ซึ่งมีช่วงเวลาที่เผชิญความกดดัน กระนั้นเขาก็ข้ามผ่านมาได้ พร้อมกับตีความบทตำรวจว่าเป็น ‘ฮีโร่เด็ก’

ด้านดิวได้เติมความพิเศษลงไปในซีรีส์ เพราะภาพมังงะทั้งหมดที่ปรากฏในเรื่องมาจากฝีมือของดิวเอง แม้การวาดรูปจะเป็นงานถนัดและแพสชัน แต่ดิวมีวิธีเติมไฟให้ตัวเองอย่างไร

มุมมองคำว่า ‘โบรแมนซ์’ ถึงนิยามความสัมพันธ์ที่ดี

เชื่อว่าบรรดาแฟนอนิเมะกับมังงะเข้าใจคำว่า ‘โบรแมนซ์’ เป็นอย่างดี ‘โบร’ มาจากคำว่า Brother (พี่ชาย/ น้องชาย) ไม่ใช่ความรักโรแมนติกที่มีแรงดึงดูดทางเพศ หากแต่เป็นมิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาในใจผู้ชาย 2 คน โดยการ์ตูนญี่ปุ่นหลายเรื่องสอดแทรกความสัมพันธ์รูปแบบนี้เอาไว้ อย่างการ์ตูนบาสเกตบอลในตำนานอย่าง Slam Dunkแต่ไม่จำเป็นต้องดูแนวกีฬาหรือแนวผจญภัยเท่านั้น เพราะความสัมพันธ์ของโนบิตะกับโดราเอมอนก็เข้าข่ายโบรแมนซ์เช่นกัน

ทั้งนี้ตัวละครบางเรื่องอาจไม่ใช่ตัวละครเอก ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่ได้ทำงานด้วยกัน นานๆ เจอกันครั้งก็มี บางเรื่องเป็นศัตรูอยู่ฝั่งตรงข้ามกันด้วยซ้ำ ทว่าความสัมพันธ์โบรแมนซ์ดันเติบโตงอกเงยขึ้น นี่คือเสน่ห์ของมิตรภาพแนวนี้ซึ่งเกิดที่ไหนกับใครก็ได้

“คำว่าโบรแมนซ์ มันมีโรแมนซ์อยู่ในนั้น แล้วความโรแมนติกคือความสวยงาม และไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์คู่รักเท่านั้นที่สวยงาม แล้วถามว่า ความสวยงามของความสัมพันธ์แบบ ‘โบร’ คืออะไร

“ถ้าแทนโบรว่าเพื่อนเฉยๆ เรามีเพื่อนเยอะมาก แต่เพื่อนที่สนิท รู้ใจจริง หาไม่ง่ายเลย อาจมีไม่กี่คนที่เป็น ‘สุดยอดโบร’ ของเรา ช่วยเหลือเราโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน แค่นี้มันก็ดูสวยงามโรแมนติกแล้ว เราเลยรู้สึกชอบความสัมพันธ์โบรแมนซ์แล้วอยากถ่ายทอดมันออกไป” ดิวเล่าถึงมุมมองที่มีต่อคำว่าโบรแมนซ์

ในขณะเดียวกัน ธีกล่าวว่าเขาเองมีทัศนคติต่อคำนี้ไม่ต่างจากดิว

“คำว่า ‘โบร’ สำหรับผม ไม่ได้หมายความว่ามีแค่คนเดียว มันเป็นกลุ่มได้เหมือนกัน คนที่อยู่ด้วยกันแล้วไม่ต้องการอะไรเลย แค่เป็นเพื่อนกันก็พอ ถ้าเราเจอเรื่องดี ร่วมยินดีไปกับเรา หรือเจอเรื่องแย่ก็ยังอยู่ ผมเลยมองว่าเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษ เป็นความสัมพันธ์ที่เราเลือกเองได้ด้วย มันไม่ได้ถูกใครกำหนดมา แล้วมันเป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยาว” ธีเสริมถึงคำว่าเพื่อน

นอกจากมุมมองต่อโบรแมนซ์ ดิวกับธียังนิยามความสัมพันธ์ที่ดีในอุดมคติของพวกเขา

โดยธีให้น้ำหนักไปที่ความปรารถนาดีแบบไร้เงื่อนไข

“เป็นความสัมพันธ์ที่หวังดีต่อกันแบบไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน เราหวังดีกับเขาเฉยๆ ก็พอ และให้เกียรติกัน แค่นั้นผมว่าก็โอเคแล้ว” ธีพูดก่อน

ในขณะเดียวกัน ดิวบอกว่า ความสัมพันธ์ที่ดีคือการดีใจกับความสำเร็จของเขา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม

“สมมติถ้าไม่ดีใจกับความสำเร็จเรา มันจบเลย ถ้าเรียกว่าความสำเร็จ มันหมายถึงสิ่งที่เราคาดหวัง พยายามมาทั้งชีวิต เป็นรางวัลชีวิตเรา ถ้าคนที่เรารัก คนที่เราสนิทไม่ดีใจกับความสำเร็จ คงแย่เลย เพราะท้ายที่สุดเราทำผลงานอะไร ลึกๆ อยากทำเพื่อคนอื่น เพื่อพ่อแม่ เพื่อเพื่อนก็มี อยากพิสูจน์ว่าทำได้ ไม่ให้ผิดหวังที่เชื่อใจกัน” ดิวกล่าว

ทั้งนี้ดิวกล่าวว่า ถ้าไม่นับครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนคือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้

“เพื่อนเป็นความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้มีตั้งแต่เกิด แต่ถ้าไม่นับครอบครัว พี่น้อง ผมให้เพื่อนอันดับ 1 เราโตมาถึงจุดนี้ เรียนรู้ เป็นตัวเองแล้วประสบความสำเร็จ เป็นเพราะว่าเรามีเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยม เป็นเพื่อนกันนับ 10 ปี หรือมาเจอเพื่อนมหา’ลัยแบบนี้ ทำให้เรามีวันนี้

“เพื่อนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราด้านกฎหมายเลย ไม่มีมรดกอันไหนที่ต้องแบ่งให้เพื่อนถ้าไม่ได้เขียนพินัยกรรมไว้ เท่ากับว่าการที่เพื่อนอยู่กับเรามาถึงตอนโต และต่อไปเรื่อยๆ คอยช่วยเหลือ มันไม่มีอะไรต้องตอบแทนความสัมพันธ์นี้ มันจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ดี และควรมีในชีวิตของทุกคน

“มันสวยงามในมุมที่ว่าเป็นเพื่อนกันง่าย แต่เลิกเป็นเพื่อนกันยาก เป็นหนึ่งความสัมพันธ์ที่พิเศษและแข็งแกร่งบนโลกใบนี้ ผมเคารพความสัมพันธ์นี้นะ” ดิวบรรยายถึงคำว่าเพื่อน

มิตรแท้หายาก แต่เราก็หากันจนเจอ

สำหรับดิวกับธี ไม่ว่าจะใช้คำว่าเพื่อนหรือโบรแมนซ์ ทั้งหมดสื่อถึงความสัมพันธ์อันดีเสมอ อย่างที่ธีเผยว่าดี เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่เขาเลือกเอง และดิวคือหนึ่งในคนที่ธีเลือกเป็นเพื่อนด้วย ตอนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แม้จะเรียนคนละเอก

“อย่างกับดิว ผมเจอ ผมคุย แล้วรู้สึกเหมือนคุยภาษาเดียวกันอยู่ ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน จะมีความรู้สึกว่ามันเข้าใจสิ่งที่พูด แล้วผมก็เข้าใจสิ่งที่มันต้องการจะสื่อเหมือนกัน คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนได้ แล้วจริงๆ ก็ต้องการแค่คนที่คุยรู้เรื่อง เข้าใจกัน อยู่ด้วยแล้วสนุก แค่นั้น ไม่ได้ต้องการอย่างอื่นเลย” ธีบอกเกณฑ์ที่เขาใช้เลือกคบเพื่อน

แม้ธีเน้นย้ำว่าความต้องการมี ‘แค่นั้น’ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหาเพื่อนได้อย่างง่ายดาย

ธีคิดแล้วเล่าต่อว่า

“หลายครั้งเวลาคุยกับใคร จะรู้สึกว่าบอกว่าสนิทกับคนนี้ไม่ได้ แล้วพอมาเจอดิว คุยกันรู้เรื่อง แต่ตอนแรกต่างคนต่างไม่รู้ว่าจบจากไหนมา พอมารู้ว่ามันจบเซนต์คาเบรียล เออว่าอยู่ ทำไมมันพูดจาเหมือนเรา”

เหตุผลที่ทำให้ธีกับดิวต่อกันติด เพราะทั้งคู่มีแบ็กกราวนด์มาจากโรงเรียนชายล้วนเหมือนกัน ประสบการณ์ในชีวิตจึงไม่หนีห่างกันนัก โดยธีเรียนจบจากอัสสัมชัญ

ในขณะที่ดิวเล่าเสริม เขาเคยคิดว่าเด็กจากโรงเรียนชายล้วนอย่างเขาคงไม่มีปัญหากับการหาเพื่อนใหม่ในมหาวิทยาลัย แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

“เมื่อก่อนคิดว่าเพื่อนหาไม่ยาก เพราะว่าอยู่โรงเรียนชายล้วน ใครๆ ก็เป็นเพื่อนกันได้หมด แต่สรุปว่ามหา’ลัยหาเพื่อนยากมากเลย ยิ่งอยู่โรงเรียนชายล้วนมา 12 ปี พอเข้ามหา’ลัย ผมเพิ่งรู้ว่าความคิดความอ่านของผมไม่เหมือนกับ 12 ปีของคนอื่นเลย เพราะมาจากคนละที่กัน

“ถ้าเราไม่ได้เก็บเพื่อนที่เข้าใจเราไว้ตั้งแต่แรก คงตัวคนเดียวจริงๆ แต่โชคดีที่มีกลุ่มเพื่อนมารวมกัน อย่างอัสสัมชัญกับเซนต์คาเบรียล พอมาแลกเปลี่ยนกัน มันไม่ต่างเลย แล้วเผลอๆ อาจเคยเชื่อมกันโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ” ดิวเล่า

ตอนนี้ทั้งคู่จบการศึกษา อยู่ในวัยทำงานเต็มตัวมาหลายปีแล้ว เป็นความโชคดีที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนสนิท เจอหน้าพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ โดยดิวบอกว่า ต่อให้ในอนาคตแก่ตัวลงไป ก็คงยังคบกันเหมือนเดิม

“ผมคิดภาพไว้ว่า กลุ่มเพื่อนคงจะมีประมาณเท่านี้ไปจนแก่ แก่ไปคงเป็นกลุ่มอาเจ๊กที่มานั่งโม้กันเฉยๆ ว่าสมัยนี้ผมทำอะไรบ้าง ใครมีครอบครัว มีลูกหลาน เอาหลานมา ผมก็จะโม้ให้ฟัง แค่นั้นเลย” ดิวกล่าว

เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วเพื่อนมีไว้ทำไม ฟังก์ชันของความสัมพันธ์นี้คืออะไร ทั้งคู่เงียบคิดครู่ใหญ่ ก่อนที่ดิวจะเริ่มตอบ

“ถ้าเปรียบเทียบนะ สมมติว่าติดเกาะ ถ้าติดเกาะเดียวจะทำยังไงต่อ แต่ถ้าติดเกาะกับเพื่อน คงรู้สึกไม่เป็นไร เพื่อนอาจจะช่วยอะไรไม่ได้เลยนะ ไม่ได้เป็นชาวประมง ขับเรือไม่เป็น แต่รู้ว่ามันจะช่วยหาทางออกได้

“ในชีวิตเราอาจไม่ได้ไปติดเกาะกับเพื่อน แต่อย่างน้อยปัจจุบันแค่ยังรู้ว่ามีคนที่คิดแบบเรา เข้าใจเรา อยู่ที่ไหนสักที่บนโลกตอนนี้ ไม่ต้องทำงานเดียวกับเราก็ได้ แต่จะรู้สึกว่า ถ้าเราไปทำงานนี้ เราน่าจะรู้สึกเหมือนกัน ฟังก์ชันคงประมาณนี้แหละ” ดิวตอบคำถามพร้อมอธิบาย

ธี: ข้ามผ่านความกดดัน เพื่อยืนเคียงข้างเพื่อน

สำหรับธี มังงะสั่งตายคือซีรีส์เรื่องแรกที่เขาก้าวขึ้นมารับบทนำ เขาเริ่มเล่าว่าช่วงแรกรู้สึกกดดันพอสมควร

“ตอนแรกกดดันหมดทุกเรื่องเลย ตัวละครภัทรกับบุคลิกผมเหมือนอยู่คนละฝั่ง ผมไม่ใช่คนแบบภัทร ต้องปรับตัวเองทุกอย่าง พลัง วิธีพูด ท่าทาง เปลี่ยนหมด”

ความกดดันส่วนหนึ่งมาจากบทบาทตำรวจที่ได้รับ ซึ่งต่างจากตัวตนของธี เมื่อถามว่าธีตีความบทสารวัตรภัทรอย่างไร เขาตอบว่ามองเป็นเหมือนฮีโร่ ทว่าเป็นฮีโร่ที่ยังอ่อนหัด

“ผมมองว่าเป็น ‘ฮีโร่เด็ก’ ยึดมั่นในความถูกต้องตลอด ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมสักเท่าไร วัดไปตามกฎหมาย ไม่ค่อยทันโลก รู้สึกอะไรก็แสดงออกไปอย่างนั้น เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันไม่ผิด เป็นฮีโร่ที่ยังอ่อนประสบการณ์” ธีกล่าว

ธีเล่าต่อว่า แท้จริงอุปสรรคในการทำงานของเราคือความคิดของตนเอง เมื่อรู้เท่าทันตัวเองแล้วจึงเริ่มปรับตัว

“อุปสรรคจริงๆ น่าจะเป็นความคิดตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วผมว่าการแสดงมันขึ้นอยู่กับมายด์เซ็ต ถ้าเรากล้าทำ กล้าออกนอกกรอบบ้าง บางทีน่าจะได้อะไรแปลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ถ้าความคิดเรายังปิดกั้นอยู่ ยังไม่กล้าที่จะทำ ไม่กล้าคิดเสนออะไรออกไป มันไม่ได้แย่หรอก แต่อาจทำให้เราไม่ได้ไปข้างหน้า”

โดยธีกล่าวว่า มีหลายสถานการณ์ในการทำงานที่เขากล้าคิด กล้าเสนอความเห็นของตนเองเพื่อให้เข้าถึงตัวละครมากที่สุด

ทั้งนี้การที่ธีเอาชนะความคิดของตนเอง พร้อมผ่านช่วงเวลาอันหนักหน่วงไปได้ เพราะคนรอบตัว นอกจากดิวแล้ว ยังมีเพื่อนอย่าง นีโอ-ตรัย นิ่มทวัฒน์ และสิงห์ เหลืองสุนทร ที่ช่วยให้บรรยากาศในกองถ่ายผ่อนคลายขึ้น

“พอเล่นไปประมาณ 3-5 คิว ทุกอย่างเริ่มโอเคขึ้น เพราะบรรยากาศในกองดี ผู้กำกับก็หยอกล้อคุยเล่นกับเราตลอด ในกองก็มีเพื่อน เลยไม่ได้กดดันเท่าตอนแรกๆ” ธียิ้ม

ถึงตรงนี้เชื่อว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานหลายคนคิดคล้ายกันว่า อยากให้เพื่อนสนิทของเรามาทำงานออฟฟิศเดียวกันบ้าง เผื่อว่าจะมีความสุขเพิ่มขึ้น สำหรับธีเอง แม้จะรู้สึกอุ่นใจ แต่ในคราวแรกเขาต้องแบกความรู้สึกหนักอึ้งและกังวลกับงานนี้

“จริงๆ ตอนแรกผมรู้สึกนิดหน่อยว่าจะไปถ่วงดิวหรือเปล่า เพราะเรื่องก่อนของดิวทำไว้ดี ตอนนี้เหมือนช่วงระเบิดฟอร์ม ช่วงท็อปฟอร์มของมัน แล้วผมจะไปดึงแข้งดึงขามัน หรือไปฉุดมันหรือเปล่า แต่พอเอาเข้าจริง ดิวไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย ผมไม่รู้นะว่ามันคิดยังไง แต่มันคงรู้ว่าผมทำเต็มที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว พอรู้สึกอย่างนั้นเลยไม่กดดันแล้ว พยายามสนุกไปกับทุกอย่างที่ต้องเล่น” ธีเล่า

เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของธีถึงความกังวลในช่วงเวลานั้น แล้วดิวคิดอย่างไร

ความจริงไม่ได้คิดเยอะ ไม่ได้คิดว่ามันจะเล่นไม่ได้ ผมคิดว่ามันได้อยู่แล้ว แต่ผมก็รู้นะว่าเรื่องแรกลำบาก แต่รู้สึกว่ายังไงมันก็ทำได้ ผมเชื่อ แบบนั้นจริงๆ ไม่ได้กังวลอะไร

“แล้วอย่างที่ 2 ในมุมผม คิดว่าทำงานกับเพื่อนสนิทยังไงก็ดีกว่าทำงานกับคนไม่สนิท เหมือนเล่นฟุตบอล สมมติมีคนส่งให้เทพเลย กับเพื่อนที่ไม่ได้เล่นด้วยกันบ่อย แต่คุยกันบ่อย ผมว่าสุดท้ายก็จะยิงเข้าประตูเอง เหมือนกับการแสดง มันก็แค่ต้องรู้สึก เราแค่รับส่งความรู้สึกกัน เดี๋ยวซีนมันก็สวยงามแล้ว” ดิวกล่าว

ดิว: นักแสดงและนักวาดผู้ไม่เคยหมดไฟ

นอกจากรับบทนำ หน้าที่หลักของดิวในซีรีส์เรื่องนี้ คือการวาดภาพมังงะประกอบเรื่อง เมื่อพูดถึงเรื่องมังงะ ดิวเล่าว่าปกติอ่านอยู่แล้ว ยิ่งต้องมาเล่นเรื่องนี้ก็ต้องกลับไปอ่านมังงะ โดยเฉพาะเรื่องที่แฝงมิตรภาพแบบโบรแมนซ์เอาไว้ อย่างเช่น Narutoและ Berserk

อย่างไรก็ตาม ภาพมังงะที่ดิวต้องวาดในมังงะสั่งตายคือ Nekros ส่วนใหญ่เป็นภาพการฆาตกรรม แล้วการวาดภาพที่เต็มไปด้วยความรุนแรงเหล่านี้ส่งผลต่อจิตใจดิวหรือไม่ ประเด็นนี้เขาตอบว่าไม่เลย

“ในมุมผม คิดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบนะ แต่มุมมองคนอื่นผมไม่รู้เลย มันเป็นสิ่งที่ผมถนัดมาแต่แรก ตั้งแต่เด็กจะวาดรูปพวกหัวกะโหลก ถนัดอะไรที่เงาเยอะ โครงสร้างเยอะๆ” ดิวตอบ

ด้านกระบวนการทำงาน ดิวเล่าว่า ทีมงานจะถ่ายรูปโลเคชันส่งมาให้ พร้อมบอกว่าพื้นที่ตรงนี้จะเกิดเหตุฆาตกรรมใคร แบบไหน ดิวจึงเริ่มลงมือวาดฉากตามที่ได้รับบรีฟ

“ส่วนมากจะไปถ่ายทำซีนนั้นก่อน พอถ่ายเสร็จแล้วทีมงานค่อยส่งมาให้ผมวาด ซึ่งวันเดดไลน์ของผมส่วนใหญ่จะเป็นวันที่มีฉากถ่ายหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะส่วนมากภาพในเรื่องจะเป็นไฟล์เปิดดูบนคอมฯ

“จริงๆ ไม่ได้แบ่งเวลาได้ดีขนาดนั้น ใกล้ถึงเดดไลน์แล้วค่อยวาด แต่มันมีประโยชน์ตรงที่ได้อินไปกับตัวละคร” ศิลปินกล่าว

สำหรับศิลปินหลายคนอาจกล่าวว่า ต้องมีแรงบันดาลใจก่อนถึงจะวาดออกมาได้ และบางครั้งก็เผชิญกับภาวะหมดไฟกลางคัน ด้านดิวแม้จะต้องรับหน้าที่วาดรูปด้วย แสดงด้วย แต่เขากล่าวว่าไม่เคยมีช่วงเวลาหมดไฟเลย

“ช่วงที่ถ่ายแรกๆ จนถึงช่วงท้าย ไม่มีหมดไฟเลย เพราะว่าถ่ายติดกันด้วย สัปดาห์หนึ่งถึงพักเป็นตัวเอง 2-3 วัน ไฟเลยติดอยู่ตลอด แล้วยิ่งเรื่องวาดรูป พอไฟติดก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยมาก แล้วผมเริ่มหาแพสชันกับเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนถ่าย อย่างที่บ้าน ช่วงหลังไม่ค่อยดูหนัง จะดูการ์ตูน เพราะบทคือนักวาดการ์ตูน ถ้าผมชอบการ์ตูน ผมจะอยากวาดและอยากเล่น เลยเลือกอินกับอะไรที่เป็นการ์ตูนทั้งหมด ซื้อโมเดล เอาโปสเตอร์การ์ตูนมาติดที่ห้อง เพื่อให้ผมอินกับเรื่องนี้ แล้วมีแพสชันให้ได้มากที่สุด” ดิวเล่าย้อนไปถึงก่อนถ่ายทำ

เชื่อว่าภาพที่แฟนดิว-ธีอยากเห็นคือ ภาพที่ทั้งคู่เติบโตไปในสายงานแสดงด้วยกัน แต่หากสมมติว่ามีโลกคู่ขนานที่ 2 คนนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง ในฐานะเพื่อนที่สนิทสนมกันมานาน ธีบอกว่าดิวคงประกอบอาชีพเกี่ยวกับศิลปะ

“คิดว่าดิวคงวาดรูป ไม่ก็พวกออกแบบแอนิเมชัน” ธีตอบ

ในขณะที่ดิวยังคิดไม่ตกว่าธีจะทำงานอะไร พร้อมหันไปตอบโต้กับเพื่อน

“มันจะทำอะไร น่าจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง แต่ที่สัมผัสได้ ถ้าธีไม่ได้เป็นดารา น่าจะทำธุรกิจอะไรกับเพื่อน แต่ไม่รู้ธุรกิจแบบไหน ไม่ใช่เครื่องยนต์ ไม่ใช่คอมฯ อาหารเหรอ เสื้อผ้าเหรอ” ดิวเดา

ธีกล่าวว่า ธุรกิจอาหารดูมีความเป็นไปได้ เพราะความจริงเขาสนใจการทำอาหารอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ไม่มีโอกาสลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจัง

“เคยคิดอยากทำอาหารตอนเด็กๆ แค่คิดเฉยๆ อยากทำอาหารให้คนอื่นกิน แต่ช่วงนั้นจะชอบเล่นบาสกับเพื่อนมาก ทุกครั้งที่จะลุกมาทำอาหาร หรือให้แม่สอนทำอะไรสักอย่าง ก็จะมีคนชวนไปเล่นบาส แล้วชวนทุกวัน เลยไม่ได้ทำ เป็นแค่ความคิดเฉยๆ ที่มันเดามา ทำอาหารเลยดูเป็นไปได้สุด” ธีเล่าทิ้งท้าย

กลับมาที่ตอนนี้ สามารถสนับสนุนบทบาทการเป็นนักแสดงของทั้งดิวและธี ด้วยการชมซีรีส์ Mr.Kill มังงะสั่งตายทั้ง 10 ตอน ได้ทางแอปพลิเคชัน OneD

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...