ปชป.จี้รัฐบาลแจง 7 ข้อกังวล Data Center หวั่นซ้ำรอยมลพิษ-กระทบไฟ-น้ำ
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังการตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐบาล ถึงนโยบายและท่าทีต่อการเปิดรับการลงทุน Data Center จากทั่วโลก โดยระบุว่า ประชาชนกำลังมีความกังวลอย่างมากต่อการผุดขึ้นของ Data Center ในพื้นที่ต่างๆ เช่น ถนนพระราม 9 รวมถึงกรณีการสะสมน้ำมันจำนวนมากโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ล่าช้าและล้าหลัง เสี่ยงสร้างความเสียหายต่อประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
แม้รัฐบาลจะเริ่มตื่นตัวตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลนโยบาย Data Center เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังคงมีคำถามมากกว่าคำตอบ จึงขอสรุปข้อกังวลหลัก 7 ประการ เพื่อให้รัฐบาลเร่งชี้แจงความชัดเจน ดังนี้
1. ขาดเจ้าภาพและหลักธรรมาภิบาลในการกำกับดูแล
ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบกำกับดูแล Data Center โดยเฉพาะ ทำให้ผู้ประกอบการใช้วิธีเลี่ยงกฎหมาย เช่น อ้างเป็นคลังสินค้า ใบอนุญาตกระจายอยู่หลายหน่วยงานโดยไร้การประสานงาน และไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อีกทั้งคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นก็ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ เกณฑ์กติกาของ BOI ที่เพิ่งออกมายังไร้ความชัดเจนว่าจะบังคับใช้ย้อนหลังกับโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วแต่ยังไม่เริ่มสร้างหรือไม่
2. ผลกระทบย้อนแย้งต่อโครงสร้างพลังงานและค่าไฟฟ้า
การส่งเสริมให้ต่างชาติใช้ "ไฟฟ้าสำรอง" ของไทย ขัดแย้งกับนโยบายลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เนื่องจากไฟฟ้าสำรองส่วนใหญ่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ จึงต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้น หากราคาก๊าซผันผวน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่า FT และภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน หากไฟสำรองหมดลง รัฐบาลอาจต้องสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อยุทธศาสตร์การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของประเทศ
3. วิกฤตการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
โครงการ Data Center กว่าครึ่งเสนอตั้งในพื้นที่ EEC ซึ่ง Data Center ขนาดกลางใช้น้ำปริมาณมหาศาลเทียบเท่าประชากร 50,000–60,000 คนใช้ตลอดทั้งปี การเปิดให้เอกชนทำสัญญาซื้อขายน้ำโดยตรง อาจกระทบต่อสิทธิการเข้าถึงน้ำของประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่
4. ปัญหามลพิษที่ไม่ได้รับการควบคุม
การที่ Data Center ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำ EIA ทำให้ไม่มีมาตรการรองรับและกำกับดูแลปัญหามลพิษที่จะเกิดขึ้นตามมา ทั้งเรื่องเสียง ความร้อน และน้ำเสีย
5. ความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางเทคโนโลยีและ AI ภาษาไทย
ไทยกำลังเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน Data Center ของตนเอง แต่กลับไม่สนับสนุนการยกระดับศักยภาพ AI Model ของไทยเอง โดยปัจจุบันพัฒนาด้วยชิป GPU ล้าสมัยเพียง 700 กว่าตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันและความมั่นคงทางข้อมูลของประเทศในระยะยาว
6. ความไม่ชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ของคนไทย (Local Content)
ยังไม่มีมาตรการบังคับหรือข้อตกลงที่ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการไทย สตาร์ทอัพ หรือ SME จะได้รับแบ่งปันพื้นที่กำลังการประมวลผล (Compute) เพื่อเข้าใช้ประโยชน์จาก Data Center ของต่างชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและใช้ทรัพยากรของไทยไปอย่างไรบ้าง
7. ข้อกล่าวหาระหว่างประเทศ เสี่ยงถูกสหรัฐฯ ปิดกั้นการนำเข้าชิป
ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เอ่ยชื่อประเทศไทย โดยสงสัยว่าไทยอาจกลายเป็นทางลัดให้ประเทศจีนเข้าถึงชิประดับสูงที่สหรัฐฯ ควบคุม หากสหรัฐฯ ดำเนินการคว่ำบาตรหรือจำกัดการส่งออก GPU มายังไทย จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยโดยรวม
นายกรณ์ ย้ำว่า ข้อเสนอทั้ง 7 ข้อไม่ใช่การคิดมากไปเอง แต่เป็นปัญหาระดับสากลที่ทั่วโลกกำลังหาทางออก จึงขอฝากไปยังคณะกรรมการนโยบายฯ ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรก ให้เร่งวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้การลงทุน Data Center เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจไทย และส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด
ด้าน นายพศิน ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงข้อห่วงใยต่อการลงทุนโครงการ Data Center ในประเทศไทย โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยยื่นญัตติเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ เนื่องจากกังวลเรื่องความไม่พร้อมของภาครัฐ ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าโครงการ Data Center มากกว่าร้อยละ 70 มีเป้าหมายจัดตั้งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่เขตรับผิดชอบของตน
นายพศิน เน้นย้ำและขยายผลข้อกังวลในระดับพื้นที่เพิ่มเติมใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ปัญหาการจัดสรรและเข้าถึงทรัพยากรน้ำ
ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดระยองยังคงเผชิญปัญหาทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค (น้ำประปา) และน้ำเพื่อการเกษตรกรรม ดังนั้น รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในเรื่องสิทธิและการจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำว่า ใครจะได้สิทธิ์ใช้ก่อนกัน ระหว่างโครงการ Data Center กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้รัฐบาลกำหนดคำจำกัดความของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่นี้ให้ชัดเจน และเตรียมความพร้อมรับมือก่อนเปิดให้ดำเนินการ
2. การกำหนดเขตพื้นที่ (Zoning) และมาตรการลดผลกระทบ
เนื่องจาก Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยความร้อนสูง แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีการจัดทำแผนผังโซนนิ่งหรือมาตรการควบคุมที่ชัดเจน เช่น กำหนดเขตพื้นที่สีเขียว การจัดทำแนวกันชนด้วยการปลูกต้นไม้ หรือมาตรการลดความร้อนรอบพื้นที่อยู่อาศัย แต่กลับพบว่าเริ่มมีการก่อสร้างโครงการไปบ้างแล้ว
3. การกระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่น (Local Content)
ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกได้เสียสละสิ่งแวดล้อมมายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 บทเรียนจากโครงการ EEC ในช่วงกว่า 9 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ต่อเนื่องในการดูแลของภาครัฐ ดังนั้น ในโครงการ Data Center ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ รัฐบาลจึงต้องเน้นย้ำเรื่อง Local Content โดยการวางแผนล่วงหน้าก่อนเดินหน้าโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการเสียสละทรัพยากรครั้งนี้จะตกเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่และประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งเท่านั้น