สว.แก้อะไร ในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด
พ.ร.บ.อากาศสะอาด สว.แก้อะไร ทำไม สส.ไม่เห็นชอบ
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 2 ก.ย.69 พิจารณาวาระสำคัญคือ “ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …” ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมและผ่านความเห็นชอบจาก สว.แล้ว ร่างดังกล่าวจึงต้องกลับมาสู่ชั้น สส. อีกครั้งว่าจะเห็นชอบตามที่ สว. แก้ไขหรือไม่
แต่ปรากฎว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติไม่เห็นชอบตามการแก้ไขของ สว. โดยที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน จำนวน 20 คน
แล้ว สว.ปรับอะไรในร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …
ในร่างที่ สว. แก้ไขได้เพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจ โดยให้ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” และ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” เข้าไปนั่งในคณะกรรมการอากาศสะอาดทุกระดับ ทั้งคณะกรรมการระดับชาติ, คณะกรรมการวิชาการ, และคณะกรรมการระดับจังหวัด ทั้งที่ก็มีสัดส่วนคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนอยู่แล้ว
ระดับชาติ (คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด) ซึ่งเป็นบอร์ดชุดใหญ่ มีการเพิ่มตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้ามา แม้ร่างเดิมมีสัดส่วนของภาคธุรกิจเอกชนจัดสรรไว้แล้ว 2 ที่นั่ง
ระดับจังหวัด (คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด) มีการจัดสรรสัดส่วนเอกชนไว้อยู่แล้วเช่นกัน แต่ สว. กลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นอีก และให้เฉพาะสภาหอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
มาตรา 231 สว. ได้แก้ไขบทลงโทษทางอาญาสำหรับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษภาคอุตสาหกรรม โดยหากผู้ใดกระทำโดยเจตนาหรือโดยประมาท ระบายสารมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี แต่หั่นโทษปรับจากเดิม “ไม่เกิน 50 ล้านบาท” เหลือเพียง “ไม่เกิน 5 ล้านบาท”
รวมถึงในวรรคสอง กรณีที่เจ้าพนักงานสั่งการแล้วไม่ปฏิบัติตาม หรือกระทำความผิดซ้ำในพื้นที่มลพิษวิกฤต โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่โทษปรับนั้น สว. ก็ได้ปรับลดโทษขั้นสูงจากเดิม 100 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท ทำให้บทลงโทษสุ่มเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย และไม่สามารถป้องปรามกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้จริง
สว.ยังได้ตัดระบบ PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) หรือ “ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ” ออกจากร่างกฎหมาย แล้วเปลี่ยนถ้อยคำเหลือเพียง “ข้อมูลการระบายสารมลพิษทางอากาศ” ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการเชื่อมโยงและเปิดทางให้มีการบรรจุร่าง พ.ร.บ. PRTR เข้ามาทำงานสอดรับกัน
ในมาตรา 40 และ 41 สว. ได้แก้ไขผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จากเดิมเป็น ‘นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด’ (นายก อบจ.) ซึ่งยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง กลับไปเป็น ‘ผู้ว่าราชการจังหวัด’ ซึ่งเป็นข้าราชการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ทำให้การบริหารจัดการปัญหาอากาศและมลพิษในระดับพื้นที่มีความยึดโยงกับประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และทำให้เราต้องกลับมาเจอกับปัญหาเปลี่ยนผู้ว่าฯ ทุกปี หรือในกรณีบางจังหวัด 1 ปีเปลี่ยน 3 คน
มาตรา 76-80 เดิมได้ให้อำนาจคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดประกาศโครงการที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ พร้อมกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำมาพิจารณาผ่านคณะกรรมการในระดับจังหวัด ก่อนที่หน่วยงานตามกฎหมายอื่นจะสามารถอนุมัติหรืออนุญาตได้ ซึ่งถือเป็นการอุดช่องโหว่กฎหมายปัจจุบันที่หลายโครงการเดินหน้าได้โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน
ในมาตรา 130 ร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจาก สส. ได้ระบุหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐไว้อย่างเฉพาะเจาะจงว่า หากเกิดมลพิษข้ามแดนกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ให้เร่งใช้ “มาตรการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาระหว่างประเทศ การใช้ความสัมพันธ์ทางการทูต และความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกหรือมีพันธกรณี”
แต่ สว. ตัดถ้อยคำเฉพาะเจาะจงดังกล่าวออก เหลือเพียงคำกว้างๆ ว่าให้ “ดำเนินการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดำเนินการตามความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งการปรับถ้อยคำให้ไร้ความเฉพาะเจาะจงเช่นนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งว่าจะไม่สามารถนำไปบังคับใช้แก้ปัญหามลพิษข้ามแดนได้จริงในทางปฏิบัติ
สว. ตัดมาตรา 211 และ 215 ออกทั้งหมด รวมถึงตัดคำนิยามสถาบันการเงินในมาตรา 207 ส่งผลให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจที่ก่อมลพิษในพื้นที่ที่เจอวิกฤตมลพิษ ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบใดๆ