โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การพัฒนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายหลังพระเจ้าปีซาร์เตอร์มหาราชและการปรับความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับชนชั้นขุนนาง

ไทยโพสต์

อัพเดต 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.27 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปรีห์ปราง ถนอมศักดิ์ชัย

แม้ว่าซาร์ปีเตอร์มหาราชจะทรงวางรากฐานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการสร้างรัฐสมัยใหม่ของรัสเซียไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระองค์ ระบอบดังกล่าวกลับต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาการสืบราชบัลลังก์และการแข่งขันของชนชั้นนำในราชสำนัก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนทางการเมืองมิได้ทำให้หลักการพื้นฐานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เปลี่ยนแปลงไป หากกลับนำไปสู่การปรับดุลความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ ชนชั้นขุนนาง และระบบราชการ เพื่อธำรงเสถียรภาพของจักรวรรดิรัสเซียต่อไป

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัสเซียยังคงดำรงอยู่ในฐานะโครงสร้างหลักของการปกครอง แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านพระราชอำนาจจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอันเป็นผลจากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสืบราชบัลลังก์ ค.ศ. 1722 ซึ่งให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งรัชทายาทได้ตามพระราชประสงค์ก็ตาม แต่เมื่อซาร์ปีเตอร์ที่ 1 มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สืบราชบัลลังก์ก่อนเสด็จสวรรคต จึงส่งผลให้เกิดการแทรกแซงของกองทหารรักษาพระองค์และชนชั้นนำในการกำหนดผู้ครองราชย์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงพระมหากษัตริย์หลายครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงเกิดขึ้นภายใต้การแข่งขันของกลุ่มชนชั้นสูงในราชสำนัก มากกว่าจะเป็นไปตามหลักการสืบราชสันตติวงศ์ที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม แม้การที่ซาร์มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทก่อนเสด็จสวรรคตจะก่อให้เกิดความผันผวนทางการเมือง แต่หลักการพื้นฐานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ซาร์ปีเตอร์มหาราชทรงวางไว้ยังคงมิได้เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

ในช่วงรัชสมัยของซารีนาแคทเธอรีนที่ 1 ซาร์ปีเตอร์ที่ 2 ซารีนาแอนนา อีวานอฟนา ซารีนาเอลิซาเบธ ซาร์ปีเตอร์ที่ 3 และซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 อำนาจทางการเมืองส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของข้าราชการระดับสูงและกลุ่มขุนนางผู้ใกล้ชิดราชสำนัก แม้กองทหารรักษาพระองค์จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงผู้ครองราชย์หลายครั้ง แต่การดำเนินการเหล่านี้มิได้มุ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบของระบอบการปกครอง หากแต่ยังคงยอมรับหลักการว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจสูงสุดของรัฐ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเป็นการแข่งขันเพื่อเข้าถึงพระราชอำนาจ มากกว่าความพยายามจำกัดพระราชอำนาจโดยหลักการทางรัฐธรรมนูญ

ความพยายามครั้งสำคัญที่สุดในการจำกัดพระราชอำนาจเกิดขึ้นเมื่อซารีนาแอนนา อีวานอฟนาเสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1730 โดยสภาลับสูงสุด (Supreme Privy Council; Верховный тайный совет องค์กรที่ปรึกษาและกำหนดนโยบายระดับสูงของจักรวรรดิรัสเซีย ในทางปฏิบัติ สภาดังกล่าวกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของชนชั้นขุนนางระดับสูง และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผู้สืบราชบัลลังก์) นำโดยเจ้าชายดมีตรี มิไฮโลวิช โกลิตซิน (Prince Dmitry Mikhailovich Golitsyn) ได้จัดทำเงื่อนไขชุดหนึ่งเพื่อให้ซารีนาทรงลงพระนามยอมรับ เงื่อนไขดังกล่าวกำหนดให้พระองค์ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาก่อนดำเนินพระราชกรณียกิจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศสงคราม การทำสันติภาพ การจัดเก็บภาษี การพระราชทานบรรดาศักดิ์ การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง หรือการควบคุมกองทัพ อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวมิได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นขุนนางส่วนใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกองทหารรักษาพระองค์และนายทหารเรียกร้องให้ฟื้นฟูอำนาจอัตตาธิปไตย ซารีนาทรงยินยอมตามคำร้องนั้นและทรงฉีกเงื่อนไขดังกล่าวต่อหน้าสาธารณชน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นนำของรัสเซียในเวลานั้นยังคงเลือกธำรงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากกว่าการจำกัดพระราชอำนาจผ่านกลไกทางรัฐธรรมนูญ

แม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะยังคงดำรงอยู่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับชนชั้นขุนนางได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายหลังการปฏิรูปของซาร์ปีเตอร์มหาราช ชนชั้นขุนนางต้องรับใช้รัฐซึ่งเป็นภาระผูกพันโดยตรง ทั้งในกองทัพและราชการพลเรือน อย่างไรก็ตาม ผู้สืบราชบัลลังก์ในเวลาต่อมาต้องเผชิญแรงกดดันจากชนชั้นขุนนางให้ผ่อนคลายข้อผูกพันดังกล่าว จึงมีการลดระยะเวลาการรับราชการภาคบังคับใน ค.ศ. 1736 และใน ค.ศ. 1762 ได้มีการยกเลิกข้อบังคับที่กำหนดให้ชนชั้นขุนนางต้องรับใช้รัฐโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้การรับราชการกลายเป็นสิทธิในการเลือก มากกว่าจะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งผ่านกฎบัตรว่าด้วยชนชั้นขุนนาง (Charter to the Nobility of 1785; Жалованная грамота дворянству, 1785) ในรัชสมัยซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 ซึ่งเป็นการรับรองเอกสิทธิ์ต่าง ๆ ของชนชั้นขุนนาง ทั้งการยกเว้นภาษี การยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน และการยกเว้นการลงโทษทางกาย

การลดข้อผูกพันต่อรัฐมิได้ทำให้ชนชั้นขุนนางกลายเป็นพลังทางการเมืองที่มีเอกภาพ ตรงกันข้าม โครงสร้างของชนชั้นขุนนางรัสเซียยังคงอ่อนแอ เนื่องจากมิได้มีฐานอำนาจผูกพันกับดินแดนหรือภูมิภาคเฉพาะดังเช่นประเทศยุโรปตะวันตก อีกทั้งยังขาดจิตสำนึกทางการเมืองร่วมในฐานะชนชั้นที่มีผลประโยชน์เดียวกัน ถึงแม้จะเกิดการแข่งขันระหว่างกลุ่มอิทธิพลในราชสำนัก แต่ก็ไม่ปรากฏการก่อรูปขององค์กรหรือโครงการทางการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นขุนนางโดยรวม ซึ่งส่งผลให้ชนชั้นขุนนางยังคงพึ่งพาพระราชอำนาจเป็นหลัก และไม่สามารถพัฒนาเป็นฐานอำนาจอิสระที่ถ่วงดุลพระมหากษัตริย์ได้

หากจะพิจารณควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นขุนนาง ระบบไพร่ติดที่ดินก็ยังคงเป็นฐานสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม เจ้าของที่ดินได้รับแรงงานจากไพร่ติดที่ดินเป็นผลตอบแทนของการรับใช้รัฐ ในขณะที่ชาวนาต้องรับภาระทั้งต่อเจ้าของที่ดินและต่อรัฐพร้อมกัน การดำรงอยู่ของระบบดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อพัฒนาการของรัฐรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม เนื่องจากการผูกมัดประชากรส่วนใหญ่ไว้กับที่ดินจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ขัดขวางการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม รวมทั้งลดโอกาสในการพัฒนาการศึกษา การรู้หนังสือ และจิตสำนึกความเป็นพลเมือง ขณะเดียวกัน การมีอำนาจเด็ดขาดเหนือไพร่ติดที่ดินยังส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของชนชั้นเจ้าของที่ดิน ทั้งในด้านการพึ่งพาระบบอภิสิทธิ์และการขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ผลที่ตามมาคือ รัสเซียพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ช้ากว่ายุโรปตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างจำกัด แรงงานอุตสาหกรรมมีจำนวนไม่มาก และโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมเติบโตอย่างล่าช้า แม้ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จะเริ่มปรากฏผู้ประกอบการ ข้าราชการ ผู้เชี่ยวชาญ และปัญญาชนมากขึ้น แต่กลุ่มเหล่านี้กลับมีผลประโยชน์แตกต่างกันและมิได้หลอมรวมเป็นชนชั้นกลางที่มีบทบาททางการเมืองอย่างเป็นเอกภาพ ช่องว่างดังกล่าวส่งผลต่อความอ่อนแอของแนวคิดเสรีนิยมและความคิดเห็นทางการเมืองสายกลางในสังคมรัสเซีย ทำให้การพัฒนาระบบการเมืองยังคงตั้งอยู่บนฐานของรัฐรวมศูนย์และชนชั้นขุนนางเป็นสำคัญ

ในด้านการบริหารประเทศ โครงสร้างส่วนกลางที่พระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราชทรงสร้างขึ้นยังได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง วุฒิสภายังคงมีสถานะเป็นองค์กรตุลาการสูงสุด แม้อำนาจที่แท้จริงในบางช่วงจะตกอยู่ในมือของสภาลับสูงสุด คณะรัฐมนตรีแห่งพระราชสำนัก หรือสภาแห่งรัฐตามแต่ละรัชสมัยก็ตาม ขณะเดียวกัน การปฏิรูประดับมณฑลในรัชสมัยซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 ได้ขยายจำนวนหน่วยการปกครอง ปรับโครงสร้างอำนาจของผู้ว่าการ และจัดระบบการบริหารส่วนภูมิภาคให้มีความเป็นระเบียบยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยงานด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ และการบริหารเมือง แม้ว่าจะมีการเปิดโอกาสให้ชนชั้นขุนนางและประชาชนบางกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารระดับท้องถิ่นผ่านสภาเมืองและองค์กรของชนชั้นขุนนาง แต่ในทางปฏิบัติ การปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นยังคงมีข้อจำกัด และอำนาจสำคัญยังคงรวมศูนย์อยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์และระบบราชการส่วนกลาง

พัฒนาการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายหลังซาร์ปีเตอร์มหาราชมิได้เปลี่ยนแปลงหลักการพื้นฐานของการรวมศูนย์พระราชอำนาจ หากแต่เป็นกระบวนการปรับดุลความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ ชนชั้นขุนนาง และระบบราชการ ภายใต้โครงสร้างรัฐที่ยังคงรักษาพระราชอำนาจสูงสุดไว้ ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายข้อผูกพันของชนชั้นขุนนาง พร้อมทั้งขยายกลไกการบริหารของรัฐให้ครอบคลุมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของระบบไพร่ติดที่ดินและโครงสร้างสังคมแบบศักดินายังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อพัฒนาการของจักรวรรดิรัสเซีย และค่อย ๆ สะสมแรงกดดันทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งนำไปสู่ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างอำนาจของรัฐในช่วงเวลาต่อมา

รายการอ้างอิง

Seton-Watson, Hugh. The Russian Empire, 1801–1917. Oxford: Oxford University Press, 1967.

Wortman, Richard. Russian Monarchy: Representation and Rule. Boston: Academic Studies Press, 2013.

Анисимов, Е. В. Государственные преобразования и самодержавие Петра Великого в первой четверти XVIII века. Санкт-Петербург: Дмитрий Буланин, 1997.

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรัสเซีย: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...