โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“วอร์ช” เปิดทางเฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินเฟ้อยังสูง ย้ำต้องลงสู่เป้าหมาย 2% ให้เร็วพอ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประธานเฟดชี้เงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ย้ำต้องเห็นแรงกดดันราคามุ่งสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจน ดันตลาดเพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเป็น 55.7%

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 00.11 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แสดงความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องปรับขึ้น หากเงินเฟ้อไม่ชะลอลงอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันเสนอแนวทางบริหารเฟดในรูปแบบใหม่ที่ลดการส่งสัญญาณล่วงหน้าต่อตลาด และต้องการให้ธนาคารกลางเงียบลง แต่สื่อสารอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมเศรษฐกิจประจำปีของเฟดที่ Jackson Hole รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ Warsh หลีกเลี่ยงการให้คำมั่นเกี่ยวกับ Forward Guidance หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าถึงทิศทางนโยบายการเงิน รวมถึงไม่ได้กำหนด Reaction Function อย่างชัดเจนว่า ข้อมูลเศรษฐกิจในระดับใดจะทำให้เฟดต้องปรับอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม วอร์ช ยอมรับอย่างชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยระบุว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเชื่อว่าแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“เราต้องมั่นใจว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมายของเราอย่างชัดเจนและด้วยความเร็วที่เพียงพอ มิฉะนั้น เรายังมีงานที่ต้องทำ นั่นคืองานของเรา เป็นพันธกิจของเรา และเป็นหน้าที่ที่เราต้องรักษาไว้” วอร์ชกล่าว

ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน พุ่งขึ้นเกือบ 8 Basis Points สู่ระดับ 4.31% สูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นหลังนักลงทุนประเมินเนื้อหาของสุนทรพจน์

ข้อมูลจาก CME Group FedWatch ระบุว่า นักลงทุนเพิ่มความน่าจะเป็นที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเป็น 55.7% เพิ่มขึ้นประมาณ 20 Percentage Points จากวันก่อนหน้า

Heather Long หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Navy Federal Credit Union มองว่า วอร์ชได้เปิดประตูสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แม้การปรับขึ้นอาจยังไม่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมหรือธันวาคม โดยตลาดพันธบัตรตอบสนองอย่างรวดเร็วหลัง Warsh ระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่ดีขึ้นในช่วงฤดูร้อนยังไม่ได้สะท้อนถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของแรงกดดันเงินเฟ้อ

วอร์ชยังกล่าวว่า ราคาสินทรัพย์ในตลาดสะท้อนความเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถรักษาเสถียรภาพด้านราคาได้ และยืนยันว่า Fed จะทำหน้าที่ดังกล่าวให้สำเร็จ

นอกเหนือจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งวอร์ชมองว่าควรเป็นประเด็นที่เฟดให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เขายังแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยระบุว่าเศรษฐกิจดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้น

วอร์ชกล่าวถึงประโยชน์จาก ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่นเดียวกับที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมชี้ว่าการใช้จ่ายของภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่ง แม้การจ้างงานจะชะลอตัวลง แต่เขามองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่อุปทานแรงงานทรงตัวมากขึ้น

“ยึดมั่นในวินัย ไม่ใช่การตัดสินใจล่วงหน้า”

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ วอร์ชยังใช้เวที Jackson Hole อธิบายปรัชญาการดำเนินนโยบายของเขา โดยหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณอย่างเฉพาะเจาะจงว่า Fed ควรดำเนินนโยบายอย่างไรเพื่อบรรลุพันธกิจคู่ ทั้งการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการจ้างงานเต็มศักยภาพ

“วันนี้ผมยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความมุ่งมั่นต่อวินัย ไม่ใช่ต่อการตัดสินใจใดการตัดสินใจหนึ่ง” วอร์ชกล่าวต่อผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งประกอบด้วยกรรมการกำหนดนโยบายของ Federal Open Market Committee (FOMC) นักเศรษฐศาสตร์ และสื่อมวลชน

วอร์ชเผชิญเสียงวิจารณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยังไม่เปิดเผยแนวทางนโยบายการเงินของตัวเองอย่างชัดเจน ในช่วงที่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed แต่เขาไม่เห็นด้วยกับการใช้ Forward Guidance แบบที่ผ่านมา ซึ่งเขามองว่าเป็นเสมือนการคอยบอกทิศทางให้ตลาด แทนที่จะปล่อยให้นักลงทุนประเมินข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตัวเอง

วอร์ชกล่าวติดตลกช่วงต้นของสุนทรพจน์ที่ใช้ชื่อว่า “In Our Time” ว่า สิ่งที่เขากำลังนำเสนอจะเรียกว่าเป็นโครงร่างหรือแผนที่เส้นทางก็ได้ “แต่อย่าเรียกมันว่า Forward Guidance” พร้อมระบุว่าแนวทางดังกล่าวถูกใช้งานมานานเกินความเหมาะสมแล้ว

หนึ่งในสารสำคัญของสุนทรพจน์ครั้งนี้คือ ความพยายามเปลี่ยนวิธีที่ Fed มีปฏิสัมพันธ์กับตลาดและสาธารณชน โดย Warsh เรียกร้องให้เกิด “Fed ที่เงียบลง แต่สื่อสารอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น”

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งวอร์ชระบุว่าวันกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ตรงกับ วันที่ 100 ของการดำรงตำแหน่ง เขาได้จัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุดเพื่อทบทวนภารกิจด้านต่าง ๆ ของ Fed โดยแนวคิดสำคัญประการหนึ่งคือ ต้องการลดภาวะที่ตลาดจับจ้องและตอบสนองต่อทุกถ้อยคำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง

วอร์ช กล่าวว่า Fed มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาด และเครื่องมือของ Fed มีอิทธิพลอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น นักลงทุนจึงย่อมพยายามคาดการณ์อยู่เสมอว่า Fed จะทำอะไรต่อไป

“แต่เราไม่ควรสนับสนุนระบบที่ผู้เล่นในตลาดหันมามอง Fed เป็นหลัก เพื่อหาว่าการซื้อขายครั้งต่อไปของพวกเขาควรเป็นอะไร” วอร์ชกล่าว

แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากประธาน Fed หลายคนก่อนหน้า ซึ่งมักใช้เวที Jackson Hole เพื่อส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ประกาศการเปลี่ยนแปลงกรอบนโยบาย หรืออธิบายแนวทางใหม่ในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยในการประชุมเมื่อปีที่แล้ว Jerome Powell ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน Fed ในขณะนั้น ได้ส่งสัญญาณถึงการลดดอกเบี้ยที่กำลังจะเกิดขึ้น และกระตุ้นให้ตลาดหุ้น Wall Street ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งวอร์ชพยายามกำหนดทิศทางใหม่ให้ Fed โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับธนาคารกลางในยุคก่อนวิกฤตการเงินโลก ซึ่งตลาดได้รับสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายน้อยกว่า และ Fed มีบทบาทในตลาดจำกัดกว่า

แม้นักลงทุนเริ่มปรับตัวกับการไม่มี Forward Guidance แต่ตลาดยังคาดหวังว่า วอร์ชจะกำหนด Reaction Function หรือกรอบที่ช่วยให้เข้าใจว่า ข้อมูลเศรษฐกิจแบบใดจะกระตุ้นให้ Fed ตอบสนองด้วยการเปลี่ยนนโยบาย

อย่างไรก็ตาม วอร์ชยังคงไม่ต้องการผูกมัด Fed กับสูตรดังกล่าว โดยตั้งคำถามว่า หาก Forward Guidance ไม่เหมาะสมในภาวะปกติ ประธาน Fed คนใหม่ควรให้คำมั่นอย่างน้อยที่สุดหรือไม่ว่าจะใช้ Reaction Function ที่ชัดเจน เช่น บอกล่วงหน้าว่าอัตราดอกเบี้ยจะเดินไปในทิศทางใด หากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาร้อนแรงหรืออ่อนแอกว่าคาด

คำตอบของวอร์ช คือ องค์ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถไปได้ไกลถึงระดับนั้น และปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

วอร์ชระบุว่า ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธาน Fed เขาและเพื่อนร่วมงานจะพยายามพัฒนาแบบจำลองที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และสร้างกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจด้านนโยบาย แต่ต้องยอมรับว่าความแม่นยำในการพยากรณ์เศรษฐกิจยังเป็นเพียงสิ่งที่ต้องพยายามไปให้ถึง

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานโลก และเทคโนโลยี วอร์ชมองว่าผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดว่า สิ่งใดสามารถรู้และสิ่งใดไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ

ทั้งนี้ วอร์ชไม่ได้กล่าวถึงการประกาศล่าสุดของ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเร่งซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล หรือ Treasury Buyback ในสุนทรพจน์ครั้งนี้ แม้มาตรการดังกล่าวอาจถูกมองว่าสวนทางกับแนวคิดของวอร์ชที่ต้องการลดบทบาทของภาครัฐในตลาดการเงิน

อ้างอิง : www.cnbc.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...