โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลาดเงิน-ตลาดทุนโลก อึมครึม ‘นักลงทุน-เฟด’ เอาไง?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 06.19 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 12.55 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นสัปดาห์ที่ค่อนข้างมีความตึงเครียดในภาคการเงินสหรัฐ รวมถึงตลาดหุ้นในฝั่งยุโรป หลังจากราคาหุ้น Credit Suisse ปรับตัวร่วงลงอย่างหนัก

แม้ว่าวันนี้ตลาดจะคลายกังวลขึ้น หลังจากทางการสหรัฐ และทางการสวิสฯ รวมถึงทั่วโลกได้ออกมาสร้างความเชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมวิกฤตภาคธนาคารได้

และแม้ว่าเงินเฟ้อสหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจะอ่อนแรงลง แต่ต้องติดตามต่อไปว่าในรอบการประชุมเฟด วันที่ 21-22 มีนาคมนี้ ท่าทีของเฟด ซึ่งถือเป็นจุดวัดใจว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไปก่อน

วันนี้ Prachachat Wealth เล่าเรื่องการลงทุน ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด

Q: ความคลุมเครือหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดโลก จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน

ดร.จิติพล กล่าวว่า จุดแรกที่เราต้องระมัดระวังก่อน ก็คือประเด็นของเรื่องความเสี่ยง ประเด็นนี้จะสร้างความกลัวให้กับตลาด ซึ่งผมเชื่อว่าปัจจุบันเป็นแค่จุดเริ่มต้น โอกาสที่จะมีความกังวลอยู่กับตลาด มีความเป็นไปได้ที่จะอยู่กับเราประมาณ 1-2 เดือนเป็นอย่างน้อยกว่าที่เรื่องนี้จะซาลงไป

และจุดที่ผมคิดว่าน่ากังวลต่อจากนี้ ก็คือผลกระทบที่น่าจะเกิดตามมาจากเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Credit Suisse หรือ Silicon Valley Bank ซึ่งก็คงจะต้องมี Follower-up ต่อ และก็ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นในเรื่องของความกลัวของตลาดมากขึ้น

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามก็คือภาพรวมของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบนี้ มันจะชะลอตัวลงไป หรือว่าจะไม่ฟื้นตัวแล้ว จะลงไป Recession แบบที่เราเคยมองกันปีที่แล้วหรือเปล่า

ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะว่าหลังจากเดือนสองเดือนที่เราคุยกันเรื่องนี้แล้ว สุดท้ายก็คงต้องกลับมาคุยกันในเรื่องแนวโน้มของเศรษฐกิจ ซึ่งผมเชื่อว่าภาพเศรษฐกิจในฝั่งของยุโรปและฝั่งของอเมริกาได้รับ

ผลกระทบค่อนข้างสูง อย่างน้อยก็เป็นในเรื่องของความเชื่อมั่น และการฟื้นตัวรอบนี้มันต้องใช้ความเชื่อมั่นในระดับที่สูงพอสมควร ก็คิดว่าอาจจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ก็คือการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย รวมไปถึงการลงทุน ในฝั่งตะวันตกก็อาจจะชะลอลง

พอพูดถึง Global ก็จะค่อนข้างชัดเจนเลยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นเศรษฐกิจในฝั่งของยุโรปและอเมริกาชะลอตัวลง ปกติแล้วก็จะทำให้โลกชะลอตัวลงด้วย แต่รอบนี้จะมีความแตกต่างกัน พอเวลาเราพูดกันในบริบทของ Global จีนจะถือว่าใหญ่ขึ้นมา และเอเชียจะถือว่าใหญ่ขึ้นมาในปีนี้

และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเขาก็ถือว่าค่อยเป็นค่อยไป อาจจะไม่โดดเด่นมาก ถ้าเกิดในฝั่งของตะวันตกยังชะลอตัวอยู่ แต่ผมเชื่อว่าการฟื้นตัวของจีนรอบนี้ การ Reopening บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบข้างจีน น่าจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้การลงทุน และตลาดเงินตลาดทุนเริ่มมีการขยับเคลื่อนย้ายเงิน

จุดที่มองก็คือนักลงทุนอาจจะเลือกด้วยการมองหุ้นสหรัฐหรือหุ้นยุโรป ก็คงจะซื้อขายในกรอบเมื่อมีความเสี่ยงปรับฐานลงมา ก็เป็นจังหวะที่เข้าไปซื้อ แต่พอเวลาขึ้นไปต้องจำไว้เสมอว่าความเสี่ยงยังมี และอาจจะต้อง Take Profit ออกมา

แต่ถ้าเกิดอยากลงทุนระยะยาว ก็อาจจะมีการปรับพอร์ตโฟลิโอ หรือว่าย้ายเงินลงทุนกลับมาในฝั่งของเอเชียมากกว่า ก็จะเป็นลักษณะที่คล้าย ๆ กัน ว่าถ้าตลาดอยู่ในความกังวล ความกลัว เราไม่จำเป็นต้องรีบเข้า เราอาจจะรอจังหวะ ถ้าเกิดตลาดมีการปรับฐานลงมา หรือย่อตัวลงมาก็ค่อยทยอยซื้อ

ผมเชื่อว่าภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนี้อาจจะไม่ได้ดีมากนัก ด้วยแรงกดดันหลาย ๆ อย่าง แต่ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็น่าจะเป็นจุดที่ทำให้การลงทุนยังถือว่าน่าสนใจและยังสามารถลงทุนได้

Q: ท่าทีของเฟดรอบนี้ จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือชะลอ-หยุดการขึ้นดอกเบี้ย

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าเป็นไปได้ทั้งหมด อยู่ที่ว่าความเปลี่ยนแปลงของตลาด รวมไปจนถึงหลังจากนี้ที่เขามองว่าโอกาสน่าจะเป็นอย่างไร

แต่ว่าอย่างแรกที่เราเห็นก่อนว่าเรื่องราวที่เฟดใช้ในการขึ้นดอกเบี้ยหรือว่าขยับนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหลักคือเรื่องของเงินเฟ้อ เรื่องที่สองก็คือเรื่องของตลาดแรงงานที่ร้อนแรงเกินไป

ประเด็นของ SVB หรือว่าประเด็นของ Credit Suisse ไม่ได้ทำให้ทั้งสองเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยยังมีอยู่ตามเรื่องราวที่เฟดเคยให้กับเราไว้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

แต่ว่าจุดที่สำคัญจริง ๆ ก็คือเรื่องนี้อาจจะไปกระทบกับเรื่องสภาพคล่องแล้วก็เสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ธนาคารกลางสหรัฐ ตั้งตาและจับตาดูอยู่เช่นเดียวกัน จุดนี้ผมเชื่อว่าอาจจะไม่ได้กระทบแนวโน้มของการขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น ที่ยังต้องใช้ในการคุมเงินเฟ้ออยู่ แต่อาจจะกระทบนโยบายอื่น ๆ รวมไปจนถึงเป้าหมายของเงินเฟ้อ รวมไปจนถึงเป้าหมายของเศรษฐกิจ และเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว

เพราะฉะนั้นถ้ามองในมุมของตัวเลขเศรษฐกิจและอนาคต ถ้ามันมีโอกาสที่จะชะลอตัวลง ผมเชื่อว่าเป้าหมายของเฟดที่จะขึ้นดอกเบี้ย หลายคนเคยมองว่า 6% หรือเปล่า หรือสูงกว่านั้น ผมเชื่อว่าไม่เกิดขึ้นแล้ว โอกาสเต็มที่ผมเชื่อว่าไปได้ไกลที่สุดคือ 5.5% อาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่ว่าการขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น 25 bps (0.25%) ในประชุมครั้งนี้ ผมเชื่อว่ามีโอกาสสูง ยังมีโอกาสที่เข้าจะขึ้นได้

Q: Asset Class ประภทไหน ที่ดูจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้หรือควรชะลอก่อนในช่วงนี้

จุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด พอเวลามองตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการมองตลาดระยะสั้น ผมจะมอง 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกก็คือเรื่องของสภาพคล่อง ว่ามีสภาพคล่องเข้ามาใหม่ในตลาดหรือเปล่า ถ้าไม่มีโอกาสที่ตลาดจะเรียกว่าค่อย ๆ ขยับเข้าไปหาสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยมันจะมีอยู่แล้ว และเหตุการณ์ทั้ง 2-3 เหตุการณ์ที่เราเจอกันในช่วงที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สภาพคล่องมันลดลงทั้งหมด

เพราะฉะนั้นสัดส่วนการลงทุนอาจจะเอียงไปด้านตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำก่อน ในขณะเดียวกันจุดที่ผมมองเป็นจุดที่สองนะครับ ก็คือเซนติเมนต์ของการลงทุน รวมถึงกับระดับราคาว่ามันน่าสนใจไหม และเซนติเมนต์มันเป็นเชิงบวกหรือว่าเป็นเชิงลบ

คือถ้าเซนติเมนต์เป็นเชิงลบมาก ๆ ราคาของสินทรัพย์มันมักจะอยู่ในระดับที่ถูก ในขณะเดียวกันถ้าเกิดเซนติเมนต์เป็นเชิงบวกมาก ๆ ระดับสินค้าก็จะอยู่ในระดับที่แพงมาก ดังนั้นตรงนี้มันบอกเราอีกหนึ่งอย่างนะครับว่า โอเคเราอาจจะบอกว่าภาพรวมของความเสี่ยงตอนนี้มันเยอะมาก แต่ว่าในทางกลับกันจุดที่นักลงทุนควรจะต้องสนใจคือ มันมีสินทรัพย์ไหนที่มันผิดปกติหรือเปล่าจากเหตุการณ์นี้ และเราก็ใช้จังหวะนี้เข้าไปซื้อ

แต่ละสินทรัพย์ผมจะไล่ไป ในส่วนของ Cash (เงินสด) อย่างแรกเลยเราเห็นประโยชน์ของมันมากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งในฝั่งของอเมริกาและยุโรปที่จะยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอยู่ โอกาสที่จะอ่อนค่าเร็ว ๆ ผมเชื่อว่ามีแต่ไม่มาก กรณีเดียวก็คือถ้าเกิดเขาหยุดขึ้นดอกเบี้ยแล้ว และดอกเบี้ยเป็นขาลง อันนี้ถึงจะ reverse trend ผมเชื่อว่าน่าจะยังเห็นเหตุการณ์ที่ดอลลาร์หรือว่ายูโรยังเป็นสินทรัพย์ที่ถือว่าน่าสนใจ และก็พักไว้ได้ ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง

ลดสัดส่วนลงทุนบอนด์

ในส่วนของตราสารหนี้ ความกลัวเริ่มมีแล้ว แต่ว่าก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่าความเสี่ยงต่ำ เพราะฉะนั้น Inflow (การไหลเข้าของเงิน) พอจะเข้าอยู่ เราจะเห็นบอนด์ยีลด์ปรับตัวลงได้แม้ว่าตลาดจะกังวลว่าเฟดไม่หยุดขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจจะยังขึ้นต่อเพราะกังวลเงินเฟ้อ ตรงนี้อย่างแรกเลยเรามองว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เป็นการลงทุนที่อาจจะไม่ได้เหมาะมากกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น

ระยะสั้นผมเชื่อว่า Hedge พอร์ตได้ แต่ระยะยาวเราแนะนำลดความเสี่ยงในการลงทุน หรือว่าลดสัดส่วนในการลงทุนในตราสารหนี้ลงก่อน ไปรอจนกว่าที่เราจะเห็นการเปลี่ยนนโยบายการเงินที่ชัดเจนก่อน เราให้สัดส่วนแค่ประมาณ 20-30% ของพอร์ตโฟลิโอเท่านั้นเอง

เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้น

เพราะว่าสัดส่วนที่ผมให้มากขึ้น ก็คือในฝั่งของหุ้น ต้องบอกว่าหลายคนอาจจะพูดว่ามีความกังวล และมีเรื่องที่น่ากลัวเกิดขึ้นในตลาดมากมาย แต่ผมเชื่อว่าจุดสำคัญจริง ๆ มันอยู่ที่ว่าเราอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่รับความเสี่ยงตรงนั้นตรง ๆ หรือเปล่า ถ้าเราอยู่แนะนำเลยว่าออกก่อน มาดูสถานการณ์ก่อนก็ได้ ไม่ต้องไปเกี่ยงราคา

ในฝั่งของอเมริกายังเชื่อว่าโอกาสลงยังมีอยู่ ระดับราคายังแพงเกินไป ตรงนี้ก็แนะนำว่าลดสัดส่วนลงก่อน ยุโรป-ญี่ปุ่น เป็นที่แรกที่เราคิดว่ามีโอกาสที่เงินจะผันตัวไป เพราะว่าระดับราคาถือว่าอยู่ในระดับราคาที่ไม่ได้แพงมาก

ถ้าเกิดใครกังวลเรื่องแบงก์ในฝั่งของยุโรป ก็อาจจะไป North Asia ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน ผมเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นค่อนข้างน่าสนใจ

โอกาสของจีน

อีกจุดหนึ่งที่เราเพิ่มการลงทุนคือในฝั่งของจีน ผมเชื่อว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ถ้าเทียบกับในฝั่งของอเมริกาและยุโรป ปัญหาถ้าจะเกิดขึ้นในฝั่งการเงินของเอเชียและจีน ก็น่าจะเริ่มมาจากอสังหาฯ ตอนนี้อสังหาฯยังไม่ฟื้นก็จริง แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่จะลงไปแรง ๆ และธนาคารกลางไม่ช่วยมันน้อยลงมาก ไม่เหมือนปีก่อน เราอาจจะบอกว่าใช้จังหวะนี้ ตอนที่ตลาดปรับฐานเข้าไปสะสม เน้นไปทางด้าน H-Share ที่เป็นเทคโนโลยี ตรงนี้ผมยังเชื่อว่ามีโอกาสที่จะรีบาวนด์ได้อยู่นะครับ

เลือกตั้งหนุนหุ้นไทย

ส่วนสุดท้ายก็คือของหุ้นไทย หุ้นไทยผมเชื่อว่าจุดเด่นจริง ๆ อาจจะมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกก็คือ เราจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะมีนโยบายใหม่ ๆ และก็จะมี outlook ของการเติบโตใหม่ ๆ ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจ ตรงนี้ถ้านักลงทุนอยากลงทุน ผมเชื่อว่าไม่ต้องรีบ รอจังหวะตลาดปรับฐาน แล้วก็รอดูผลของการเลือกตั้งก่อนก็ได้ ถ้าเกิดเริ่มเห็นความสงบหลังเลือกตั้ง น่าจะลงทุนได้ ผมเชื่อว่าอนาคตมีดีกว่าเดิม และข้อ 2 เราก็มองความเกี่ยวข้องของการลงทุนในโลกกับการลงทุนไทย มันมีจุดที่สอดคล้องกันอยู่ 2-3 อย่าง

อย่างแรกเลยก็คือในกลุ่มพลังงาน พอราคาน้ำมันปรับตัวลงเป็นแรงกดดันของหุ้นไทย เพราะว่ามีกลุ่มพลังงานเยอะ แต่เราก็มองตรงนี้ว่าก็เป็นโอกาสเช่นเดียวกัน ว่าประเทศเราก็จะเป็นประเทศในการ import (นำเข้า) น้ำมัน

ดังนั้นเรามอง 2 จุดก็คือเราหาการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานที่ระดับราคาปรับตัวลงมามาก ๆ และซื้อ on rebound อีกอย่างหนึ่งเราก็จะมองหากลุ่มธุรกิจที่น่าจะได้รับประโยชน์กับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมา ก็จะมองไปทางด้านของกลุ่มผู้ผลิตพลังงานหรือว่าในกลุ่มของการบริโภค ซึ่งผมเชื่อว่าก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีเช่นเดียวกัน

นี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่ให้นักลงทุนได้ศึกษาเพื่อตัดสินใจลงทุนในภาวะที่ตลาดเงินตลาดทุนโลกกำลังผันผวนอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...