คุยกับ ‘อรุณพลัส’ ถึงความเป็นไปได้ของ ‘รถอีวีสัญชาติไทย’ และความพร้อมหากจะเป็น 'ฮับของอาเซียน'
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาด ‘รถอีวี’ กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่ หลายคนจึงมีคำถามที่อยากรู้ ทั้งความเป็นไปได้ของ “รถอีวีสัญชาติไทย” การลงทุนสถานีชาร์จคุ้มค่าไหม อะไรยังเป็นข้อกังวลของคนไทย และไทยจะเป็น“ฮับอีวีอาเซียน” ได้ไหม ซึ่งผู้ที่จะมาตอบคำถามเหล่านี้ก็คือ เอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการบริหาร บริษัท อรุณ พลัส จำกัด บริษัทที่ถือกำเนิดมาเพื่อผลักดันอีโคซิสเต็มส์อีวีของไทยแบบครบวงจร
รู้จัก อรุณพลัส
แม้ว่า อรุณพลัส (arunplus) จะก่อตั้งมาได้แค่ประมาณปีครึ่งในฐานะบริษัทย่อยของ ปตท. เพื่อดำเนินธุรกิจด้าน EV Value Chain แต่ เอกชัย เล่าว่าจริง ๆ แล้ว ปตท. ทำเรื่องอีวีมามาสักพักแล้ว เพียงแต่ทำภายในและกระจัดกระจาย ดังนั้น อรุณพลัส จึงทำหน้าที่เหมือนตัวกลางที่เชื่อมให้ทุกอย่างมารวมกันและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
“เรามีเป้าหมายในการสร้างและส่งเสริมให้เกิดนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เพราะตอนนี้มันใหม่มากทั้งตลาด ผู้ผลิต ผู้บริโภค มันเหมือนกับไก่กับไข่ คนจะซื้อรถก็กังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน กังวลเรื่องที่ชาร์จ แต่คนจะลงทุนสร้างที่ชาร์จก็ไม่กล้าลงทุน เพราะกลัวไม่มีคนใช้ ฝั่งซับพลายก็ไม่ต่างกัน จะให้ลงทุนทำโรงงานผลิตแบตฯ ก็กังวลเรื่องโรงงานประกอบรถ คนประกอบรถก็กลัวหาแบตฯ ไม่ได้ นี่คือ ปัญหาของแวร์ลูเชนของอีวี” เอกชัย อธิบาย
ปัจจุบัน อรุณพลัสได้แบ่งการทำงานเป็น 6 บริษัท ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ได้แก่
NUOVO PLUS บริษัทร่วมทุนระหว่าง Arun Plus กับ GPSC ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่
Horizon Plus โรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรที่ลงทุนร่วมกับ FOXCONN
On-ion ผลิต จำหน่าย และติดตั้ง EV Charger
EVme+ ดิจิทัลแพลตฟอร์มให้เช่าใช้รถ EV เพื่อให้ผู้ที่สนใจมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การใช้งานรถอีวี
SWAP & GO แพลตฟอร์มให้บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แบบไม่ต้องรอชาร์จ
อีวีแบรนด์ไทย เป็นไปได้แค่ไหน?
ถึงแม้จะบอกว่า อรุณพลัส ทำธุรกิจเกี่ยวกับอีวีอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ แต่หนึ่งในคำถามที่หลายคนอยากรู้คือ อรุณพลัสจะทำแบรนด์รถยนต์ของตัวเองไหม หรือ แบรนด์รถอีวีสัญชาติไทยจะเกิดขึ้นได้ไหม โดยทางเอกชัย ตอบเพียงว่า ไม่แน่ ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ ไม่ง่าย
เอกชัย อธิบายว่า การจะให้กำเนิดแบรนด์รถสักแบรนด์ไม่ง่าย เพราะมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ต้องลงทุนอีกมาก เนื่องจากรถยนต์เป็นสินค้าที่มีราคาสูง ดังนั้น กว่าผู้บริโภคจึงมีปัจจัยในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ที่ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของความเชื่อมั่นในแบรนด์ ซึ่งตอนนี้ตลาดยังพึ่งเริ่มต้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าผู้บริโภคติดแบรนด์ไหม กล้าที่จะซื้อแบรนด์ที่ไม่รู้จักหรือเปล่า
นอกจากนี้ แค่ตลาดไทยยังไม่พอ แต่ต้องมองถึงต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะการจะขายรถอย่างน้อยต้องสามารถขายได้ 5-6 หมื่นคัน/ปี เพื่อให้มี Economy of Scale ซึ่งถ้าจะขายให้ได้ปีละ 5-6 หมื่นคันแค่ในประเทศไทยนั้นยาก ไม่เพียงแค่นี้ แต่การมีแบรนด์ไทยยังส่งผลถึง การลงทุนจากแบรนด์ต่างชาติ ที่อาจทำให้เขาไม่กล้าลงทุน เพราะไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะสนับสนุนแต่แบรนด์ในประเทศหรือไม่
“ภาพของแบรนด์ในประเทศกับแบรนด์ต่างประเทศนั้นต่างกัน สมมุติว่าไทยมีแบรนด์รถสักแบรนด์ เรียกเป็นแบรนด์แห่งชาติเลย สนับสนุนให้คนไทยใช้ นี่ก็จะเป็นอีก Barrier กับนักลงทุน เพราะถ้ารัฐซับพอร์ตแบรนด์โลคอล ถ้าเข้ามาแล้วเกิดความเหลื่อมล้ำ เขาก็จะไม่กล้าเข้ามา ดังนั้น ถ้าจะมีโลคอลแบรนด์นักลงทุนเขาก็มีความกังวล”
กระบะ โอกาสแบรนด์อีวีไทย?
ไม่ง่ายแต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ โดย เอกชัย เล่าต่อว่า รถกระบะ ถือเป็น แชมเปี้ยนโมเดลของไทย โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้ผลิตรถกระบะอันดับ 2 ของโลก อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคัน/ปี เป็นรองเพียงอเมริกา ในขณะที่ตลาดรถอีวีในปัจจุบัน รถกระบะยังถือเป็นความท้าทายของหลาย ๆ แบรนด์
ราคากระบะในไทยมีเงิน 5-6 แสนบาท ก็ซื้อได้ แต่ถ้าเป็นรถกระบะไฟฟ้า ยังไม่มีแบรนด์ไหนทำราคาต่ำกว่าล้านได้ นอกจากนี้ รถกระบะไฟฟ้าต้องแบกน้ำหนักแบตเตอรี่ ทำให้ความจุของรถจึงจำกัด บางรายจุได้เพียง 400-500 กิโลกรัม เท่านั้น จากที่รถกระบะสันดาปจุได้ 1 ตัน ดังนั้น ด้วยข้อจำกัดจึงมีทั้งราคาและความจุ ทำให้นี่อาจเป็นโอกาสของไทยในอนาคต
โฟกัสที่รับจ้างผลิตก่อน
แม้ในปัจจุบันการเป็นเจ้าของแบรนด์อาจจะยาก แต่ถ้าเป็นผู้รับจ้างผลิตนั้นมีโอกาสเติบโตไม่น้อย ซึ่งอรุณพลัสมีบริษัทHorizon Plus ที่ลงทุนร่วมกับFOXCONN ในการเปิดโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร โดย เอกชัย อธิบายว่า โอกาสของ Horizon Plus อยู่ที่แบรนด์รถอีวีที่เป็น New Comer ที่ยังไม่กล้าจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตเอง ซึ่ง Horizon Plus จะเป็นทางเลือก รวมถึงแบรนด์รถยนต์สันดาปที่อยู่ในตลาดมานาน ก็สามารถใช้มาลองผลิตกับบริษัทก่อนได้
“เราลงทุนถึง 2 หมื่นล้านบาทกับโรงงาน มีกำลังผลิต 5 หมื่นคัน/ปี ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูง ดังนั้น ถ้าไม่มั่นใจจริง ๆ ไม่มีแบรนด์ไหนกล้าลงทุน หรือแบรนด์ที่มีโรงงานที่ผลิตรถสันดาปอยู่แล้ว แต่จะให้ผันตัวเองไปผลิตอีวียังไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะ OEM ให้ เพราะเขาก็ไม่อยากตกขบวน”
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ Horizon Plus คือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีศักยภาพ เพราะ FOXCONN ผลิตสินค้าไอทีไม่เคยผลิตรถ อรุณพลัสก็ไม่เคยผลิตรถ แต่เราก็มั่นใจว่ามีทีมวิจัยที่พัฒนาเรื่องอีวีมานาน ปัจจุบัน มีการออกแบบสเก็ตบอร์ดสำหรับรถอีวีที่แบรนด์สามารถใช้ได้เลย ได้แก่ โมเดล E และ C สำหรับรถกระบะและ SUV และโมเดล B สำหรับรถเล็กราคาไม่ถึงล้านบาท
“เรามั่นใจว่าเรามีความพร้อม แบรนด์รถที่สนใจมาเปิดตลาดในประเทศแต่ยังไม่อยากลงทุนเงินก้อนใหญ่ สามารถมาร่วมธุรกิจกับอรุณพลัสในการ ผลิตรถแบบที่ต้องการได้ด้วยต้นทุนที่ถูก ระยะเวลาการผลิตที่สั้นลงจึงสามารถส่งสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว”
สถานีชาร์จ คุ้มลงทุนแค่ไหน
อีกคำถามที่หลายคนสงสัย ในเมื่อผู้ที่มีรถอีวีชาร์จทิ้งไว้ที่บ้านได้ และกำไรจากการชาร์จไฟก็น้อยนิด จะคุ้มค่ากับการลงทุนแค่ไหน เอกชัย ยอมรับว่า นี่ก็เป็นอีกความท้าทาย เพราะกำไรการขายไฟไม่ได้เหมือนกับน้ำมัน และต้องยอมรับว่าที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่เลือกใช้รถอีวีเพราะความประหยัดมาเป็นเรื่องหลัก เรื่องลดมลพิษเป็นเรื่องรอง ดังนั้น ถ้าราคาไฟแพงใกล้เคียงน้ำมัน คงไม่มีใครใช้ ดังนั้น แค่ขายไฟอย่างเดียวอาจไม่คุ้ม
“เราเห็นว่าผู้บริโภค 80-90% ชาร์จไฟบ้าน คือจอดทิ้งไว้ 7-8 ชั่วโมง ส่วนคนที่มาชาร์จข้างนอกจะเป็นการไปต่างจังหวัด ไม่ก็คนที่อยู่คอนโด ซึ่งเขาจะใช้แบบควิกชาร์จ ซึ่งต้นทุนของการทำสถานีควิกชาร์จ 1 แห่งอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท”
ดังนั้น เอกชัย มองว่า อาจต้องมีอีโคซิสเต็มส์อื่น ๆ เสริม อย่างอรุณพลัสมีการติดตั้งสถานีชาร์จในปั๊มน้ำมัน ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของ OR ที่จะสร้างรายได้จากอีโคซิสเต็มส์อื่น ๆ ส่วนการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อื่น ๆ อาทิ คอนโด, ห้างสรรพสินค้าจะเป็นการแบ่งกำไรจากการชาร์จ
“ความท้าทายคือ เราจะไปติดตั้งในที่เขา แต่เราไม่อยากให้เขามองว่าเรามาหารายได้ แต่อยากให้มองในมุมที่เราก็ช่วยดึงดูดผู้ใช้อีวี สร้างภาพลักษณ์ให้ห้างฯ ด้วย”
นอกจากฝั่ง 4 ล้อ อรุณพลัสก็มีบริษัทSWAP & GO แพลตฟอร์มให้บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันเรากำลังพยายามลองหลาย ๆ โมเดล และกำลังคุยกับหลาย ๆ ที่เพื่อชวนมาลงทุน ทั้งผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และสวอปปิ้งสเตชั่น คาดว่ากลางปีจะได้เห็นดีลดังกล่าวเป็นรูปเป็นร่าง
“ประเทศไทยผลิตมอเตอร์ไซค์ปีละ 2 ล้านคัน โดยรถมอเตอร์ไซค์ จะเป็นรถที่เห็นช่องว่างของการเติมน้ำมันกับการใช้ชาร์จไฟมากที่สุด อย่างรถ 4 ล้อเทียบต้นทุนการเติบน้ำมันกับชาร์จไฟจะอยู่ประมาณ 2-3 เท่า แต่ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์เซฟ 5-6 เท่า อย่างไรก็ตาม เรามองว่า มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ส่วนมากเป็นไรเดอร์ เขาจะมารอครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงไม่ได้ ดังนั้น ต้องใช้การเปลี่ยน เราคิดแล้วว่าเฉลี่ยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 1 คันใช้แบตฯ เฉลี่ย 1.5 ก้อน นั่นคือปัญหา เพราะใช้เงินลงทุนค่อนข้างเยอะ”
คนไทยยังกังวลอะไร
ที่ชาร์จก็ยังเป็นอีกข้อกังวล แม้ว่าจะยังไม่เห้นเสียงบ่น แต่ถ้าเป็นในช่วงวันหยุดหรือการออกต่างจังหวัด ถ้ามีดีมานด์มาพร้อม ๆ กันก็ถือว่าไม่เพียงพอ ดังนั้น ในมุมมองคนไทยยังไม่ถือว่า การใช้รถไฟฟ้านั้นสะดวกสบายเท่ารถสันดาป ส่วนในด้านของราคา ประสิทธิภาพ มาใช่เรื่องที่คนไทยไม่กังวล
นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนที่กังวลเรื่องน้ำท่วมบ้าง เพราะประเทศไทยน้ำท่วมเยอะ ส่วนแบตเตอรี่ก็อยู่ใต้ท้องรถ ซึ่งในทางเทคนิค แบตเตอรี่จะสามารถป้องกันน้ำได้ในระดับหนึ่งเหมือนกับสมาร์ทโฟน ดังนั้น แปลว่าโดนน้ำได้ 1 เมตร ไม่ควรอยู่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าถามว่าเทียบกับรถน้ำมันอะไรลุยน้ำได้มากกว่ากัน ถือเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะรถสันดาปก็มีข้อจำกัดเยอะ ทั้งพัดลม ท่อไอเสีย ถ้าน้ำเข้าจบเลย แต่รถไฟฟ้ามีปัญหาแค่แบตอย่างเดียว
EVme+ อีกแพลตฟอร์มช่วยให้คนไทยได้ลองอีวี
ผ่านฝั่งต้นน้ำ-กลางน้ำไปแล้ว ในส่วนของปลายน้ำ อรุณพลัสก็มี EVme+ แพลตฟอร์มเช่าใช้รถอีวี ที่ทำออกมาเพื่ออยากให้ผู้บริโภคได้ลองก่อนซื้อ ว่าใช้แล้วตอบโจทย์แค่ไหน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวช่วยในการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ไทยเพื่อมาตอบโจทย์การลงทุนต้นน้ำ เช่น พฤติกรรมคนใช้รถวิ่งไกลแค่ไหน, ปกติชาร์จที่ไหนเป็นหลัก เป็นต้น เพื่อดีไซน์การลงทุนส่วนต้นน้ำ
“ตอนนี้คนรุ่นใหม่มองรถเป็นทรัพย์สินลดลง เขามองว่ารถถูกจอดมากกว่าใช้ ดังนั้น แพลตฟอร์มนี้นอกจากจะช่วยให้คนไทยได้ลองใช้รถอีวี ยังทำให้เขาได้มาลองดูว่าเช่าใช้ดีกว่าซื้อหรือเปล่า”
ปัจจุบัน ในแพลตฟอร์มมีรถประมาณ 500 คัน โดยเป็นการลงทุนซื้อเองทั้งหมด ดังนั้น โจทย์คือ ต้องหาเงินลงทุนมาซับพอร์ต ซึ่งปีนี้เรามีกลยุทธ์ROSE คือ
R : Rent เช่าใช้ ปัจจุบันให้บริการทั้ง B2C และ B2B
O : Owner โดยจะเป็นออนไลน์ดีลเลอร์ให้แบรนด์รถยนต์ สำหรับใครที่ลองแล้วอยากซื้อ ก็ซื้อกับเราได้เลย
S : Subscription สำหรับให้ผู้บริโภคมาสมัครเป็นเมมเบอร์ โดยเราจะนำเสนอเซอร์วิสต่าง ๆ ให้
E : Earn สำหรับผู้ที่มีรถอีวีแล้วอยากหารายได้ สามารถนำรถมาให้เช่าผ่านแพลตฟอร์มได้
ปัจจุบันการเช่าใช้กว่า 50% เป็นการเช่าแบบ B2B ส่วนลูกค้าทั่วไปส่วนใหญ่คนจะเช่า 3 วัน เน้นในช่วงวันหยุด และที่เห็นคือ ส่วนใหญ่ที่เช่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีรถอยู่แล้ว
ความพร้อมไทยเทียบกับในภูมิภาคในตลาดอีวี
อินโดนีเซีย ถือเป็นตลาดใหญ่ แต่ตลาดรถยนต์ยังมีความหลากหลายน้อยส่วนใหญ่ใช้รถเล็กและรถ 7 ที่นั่ง แต่ที่อินโดฯ ได้เปรียบในตลาดอีวีคือ มี แร่นิเกิล ซึ่งใช้สำหรับผลิตแบตฯ อันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 8 แสนตัน จาก 3 ล้านตัน ซึ่งปัจจุบัน อินโดฯ ก็ห้ามส่งออกแร่นิกเกิลที่ถลุงแล้ว นักลงทุนต้องลงทุนมาตั้งโรงงานผลิตแบตฯ เพื่อส่งออกเท่านั้น ซึ่งเขาก็มองว่าถ้ามีแบตฯ เดี๋ยวการผลิตรถก็ตามมา
มาเลเซีย มีความพร้อมในด้านสมาร์ทอิแลกทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ส่วน เวียดนาม มีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองก็คือ แบรนด์ VinFast แต่ยังไม่เห็นการลงทุนของแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดเวียดนามโดยเฉพาะจากจีน
ส่วน ไทย มีความได้เปรียบตรงที่ดีมานด์ โดยตลาดรถยนต์ไทยครองสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของตลาดอาเซียน ปัจจุบัน ไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ปีละ2 ล้านคัน ถือเป็นอันดับ 10 ของโลก โดย 50% เป็นการส่งออก ดังนั้น ไทยมีจุดเด่นเรื่องความพร้อมด้านซับพลายเชนด้านยานยนต์ นอกจากนี้ ภาครัฐเองก็พยายามผลักดัน เช่น มาตรการซับซิไดซ์รถยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นดีมานด์ แต่มีเงื่อนไขว่าแบรนด์ต้องมาตั้งโรงงานในไทย
ความท้าทายของอรุณพลัสและผู้ประกอบการไทย
ปัจจุบัน อะไหล่ของรถยนต์สันดาป 1 คัน90% ผลิตภายในประเทศ แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 50% ที่นำมาใช้กับรถอีวีได้ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวต่อดิสรัปชั่น อย่างไรก็ตาม อรุณพลัสวางตัวไว้ว่าจะ ส่งเสริม ดังนั้น อรุณพลัสจะเน้นผลิตแต่ของที่ไม่สามารถหาได้จากในประเทศ เช่น แบตฯ และ เซมิคอนดักเตอร์ เพื่อจะไม่แข่งขันกับผู้ประกอบการไทยรายย่อย
“แน่นอนว่ารถสันดาปคงไม่ได้หยุดผลิตวันนี้พรุ่งนี้ แต่ผู้ประกอบการไทยต้องคิดแล้วว่าจะไปยังไงต่อถ้ารถอีวีมาแล้วรถสันดาปหายไป แม้ปัจจุบัน รถอีวีทั่วโลกจะคิดเป็นเพียง 1% ของยอดสะสม 1 พันล้านคัน แต่ปีที่ผ่านมารถใหม่มีสัดส่วน 10% หรือประมาณ 9 ล้านคัน ดังนั้น ตลาดรถอีวีมาเร็วมาช้าหรือเร็วไม่รู้ แต่มาแน่”
เอกชัย ย้ำว่า ความท้าทายของอรุณพลัสตอนนี้คือ ต่อทั้งภาพไม่ให้มันสะดุด ต้องสร้างซับพลาย สร้างดีมานด์ และตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้รถในอนาคตให้ได้ ซึ่งอรุณพลัสก็ต้องการพาร์ทเนอร์มาเชื่อมต่อเพราะไม่สามารถทำได้ทั้งหมด นอกจากนี้ อีกสิ่งที่เป็นความท้าทายคือ คน เพราะอีวีเป็นเรื่องใหม่ การหาคนจึงไม่ง่าย อรุณพลัสต้องสร้างเสน่ห์ดึงดูดให้คนมาร่วมกับอรุณพลัส