โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“นิวยอร์ก” ขึ้นแท่นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของโลก มีเศรษฐีกว่า 340,000 คนในปี 2565

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 เม.ย. 2566 เวลา 13.20 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2566 เวลา 06.20 น.

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 สำนักข่าว The Business Times รายงานว่า Henley & Partners ได้ทำการสำรวจประจำปีสำรวจ 97 เมืองใน 9 ภูมิภาคทั่วโลก โดยพบว่านิวยอร์กติดอันดับเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในโลกอีกครั้ง โดยมีเศรษฐี 340,000 คนในปี 2565 ส่งผลให้สหรัฐแซงทุกประเทศที่มีเมืองที่ร่ำรวยที่สุด 10 ใน 50 เมืองของโลก

โดยเมืองที่มั่งคั่งอันดับที่ 2 คือ โตเกียว ตามมาด้วย แคลิฟอร์เนียบริเวณอ่าว ลอนดอน และสิงคโปร์ ซึ่งจำนวนเศรษฐีสิงคโปร์ระหว่างปี 2555-2565 เพิ่มขึ้น 40% เป็น 240,100 คน

ซึ่งนิวยอร์กครองตำแหน่งเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในโลก หลังจากจำนวนบุคคลที่มีมูลค่าสุทธิสูงเพิ่มขึ้น 40% ในช่วงปี 2555-2565 เช่นเดียวกับสิงคโปร์ แต่ล้าหลังกว่าเมืองต่าง ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ ฮุสตัน ดูไบ และมุมไบ

ขณะที่จีนตามหลังสหรัฐ ด้วย 5 เมืองใน 50 อันดับแรก นำหน้าออสเตรเลียซึ่งมี 4 เมือง

การเติบโตของบุคคลที่มีมูลค่าสุทธิสูงในรอบ 10 ปี นำโดยเมืองหางโจวของจีน ซึ่งเพิ่มขึ้น 105% ในขณะที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยการเพิ่มขึ้น 102% ไมอามีและเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ซึ่งได้รับประโยชน์จากผู้นำธุรกิจและบริษัทการเงินที่มีชื่อเสียงจำนวนมากที่ย้ายไปอยู่ที่ฟลอริดาตอนใต้ในช่วงที่เกิดโรคระบาด โดยพบว่าจำนวนบุคคลที่มีมูลค่าสุทธิสูงเพิ่มขึ้น 75% และ 90% ตามลำดับ

อีกด้านหนึ่งสงครามของรัสเซียในยูเครนและการรวมกันของการคว่ำบาตรและการอพยพของพลเมืองที่จุดประกาย ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อมอสโกอย่างหนัก จำนวนเศรษฐีที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของรัสเซียลดลง 44% จากทศวรรษก่อนหน้า ขณะที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กลดลง 38%

อ้างอิง : https://www.businesstimes.com.sg/international/new-york-tops-worlds-richest-cities-singapore-fifth

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...